|
วิกฤตพลังงาน กับ พลังงานนิวเคลียร์ |
|
เขียนโดย Titima Thumbumrung
|
|
กว่า 150 ปีนับตั้งแต่ที่มนุษย์ค้นพบแหล่งน้ำมันและรู้จักวิธีการนำน้ำมันออกมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2402 จนถึงวันนี้วันที่น้ำมันถูกนำขึ้นมาเพื่อใช้ในกิจการต่างๆ เป็นจำนวนมหาศาล จนนำมาสู่วิกฤตพลังงาน จากราคาน้ำมันในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และถูกคาดการณ์ว่าจะขยับตัวเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับปริมาณความต้องการในการใช้ที่ไม่ลดละ ขณะที่พลังงานก็ลดลงเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกันที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว จึงต้องมีการมองหาแหล่งพลังงานใหม่ และหนึ่งในทางเลือกนี้ ก็คือ พลังงานนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ นิวเคลียร์ เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า นิวเคลียส ซึ่งเป็นแก่นกลางของอะตอมธาตุ ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน และนิวตรอน ซึ่งยึดกันได้ด้วยแรงของอนุภาคไพออน โดย พลังงานนิวเคลียร์ หมายถึง พลังงานไม่ว่าลักษณะใดๆก็ตาม ซึ่งเกิดจากนิวเคลียสอะตอมโดย 1. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน 2. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน 3. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี (Radioactivity) ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา เบตา แกมมา และนิวตรอน เป็นต้น 4. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุ (Particle Accelerator) เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น
พลังงานนิวเคลียร์ สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นพลังงานหลายรูปแบบ เช่น พลังงานความร้อน รังสีแกมมา อนุภาคเบต้า อนุภาคอัลฟา อนุภาคนิวตรอน เป็นต้น
ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นโรงไฟฟ้าชนิดที่ผลิตพลังงานคงที่ โดยไม่ขึ้นกับการกำลังใช้งานที่จ่ายจริง ดังนั้นจึงจะมีประสิทธิภาพดีถ้าต้องจ่ายกำลังไฟฟ้าคงที่ กำลังไฟที่หน่วยผลิตจ่ายได้นั้นมีตั้งแต่ 40-2000 เมกะวัตต์ ในปัจจุบันหน่วยผลิตที่สร้างกันมีขอบเขตอยู่ที่ 600-1200 เมกะวัตต์
ในปีพ.ศ. 2548 มีเครื่องปฏิกรณ์ทำงานอยู่ 441 เครื่องทั่วโลก รวมแล้วผลิตกำลังไฟฟ้าเป็น 1 ใน 6 ส่วนของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในโลก โดยสหรัฐอเมริกามีจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มากที่สุด ตามมาด้วย ฝรั่งเศส
สำหรับประเทศไทยจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ได้มีการพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์ ว่า "...ให้มีการพิจารณาศึกษาความเหมาะสมในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความปลอดภัย..." ดังนั้น จึงมีการพิจารณาที่จะนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาใช้ในประเทศไทย โดยพิจารณาความจำเป็นใน 2 ประการโดยสรุป คือ 1. หลังปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มขาดแคลนแหล่งพลังงาน ส่งผลให้ต้องมีการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะถ่านหิน แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถเก็บกักถ่านหินจากต่างประเทศไว้ได้เพียง 3 วันเท่านั้น ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ มีความถี่ในการเปลี่ยนแท่งเชื้อเพลิงเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น 2. จากปริมาณก๊าซที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกถูกผลิตขึ้นมากขึ้นและเข้มข้นสูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกิดการดูดกลืนพลังงานความร้อนให้อยู่ในชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลกมากขึ้น ก็จึงเป็นเหตุให้นำไปสู่การเกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก (Climate change) โดยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วยก๊าซที่สำคัญ คือ - ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 53% - ก๊าซมีเทน 17% - ก๊าซโอโซน 13% - ก๊าซไนตรัสออกไซด์ 12% - ก๊าซ CFC 5%
ซึ่งถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มมากขึ้นจะมีการปล่อยก๊าซพิษออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้นด้วย รวมถึงขี้เถ้าตกค้างปริมาณมาก ทั้งนี้จากปริมาณก๊าซที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกถูกผลิตขึ้นมากขึ้นและเข้มข้นสูงขึ้น เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2007 IPCC หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change คาดการณ์ว่าอุณหภูมิของโลก เพิ่มขึ้นเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ทำให้สิ่งมีชีวิต 20-30% ทั่วโลกจะสูญพันธุ์ ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่มีก๊าซเหล่านี้เกิดขึ้นในกระบวนการ ตลอดช่วงชีวิตการใช้งาน (Life Cycle Assessment : LCA) ของโรงไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าแหล่งเชื้อเพลิงอื่นๆ
แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลาดำเนินการล่วงหน้านานถึง 12 ปี จึงได้มีการศึกษาพิจารณาเหตุผลด้านเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม กรณีที่จะนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาใช้ภายในประเทศ 1. ด้านเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าต้นแบบขนาด 1,200 เมกกะวัตต์ เปรียบเทียบระหว่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แม้จะมีต้นทุนการก่อสร้างขั้นต้นสูงกว่า แต่ต้นทุนการใช้เชื้อเพลิง และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าและถูกกว่ามาก 2. ด้านความปลอดภัย ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มักจะถูกอ้างถึงในการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเมื่อพูดถึงภาพลักษณ์โดยเฉพาะในเชิงอาวุธทำลายร้ายสูงของนิวเคลียร์ ยังติดอยู่ในใจของหลายๆ คน ซึ่งในต่างประเทศมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามากว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งเทคโนโลยีมีวิวัฒนาการและระบบความปลอดภัยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกว่ามีความปลอดภัยมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งนี้ในด้านความปลอดภัยนั้น การออกแบบระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้มีมาตรการความปลอดภัยไว้หลายขั้นตอน คือ - ระบบการทำงานของปฏิกรณ์นิวเคลียร์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับรังสีจะเป็นระบบปิดไม่สัมผัสสิ่งแวดล้อม - การออกแบบ ก่อสร้าง และเดินเครื่องจะต้องดำเนินการภายใต้โปรแกรมประกันคุณภาพที่เข้มงวด - ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนั้นจะมียูเรเนียม 235 ซึ่งเป็นตัวพลังงานหลักอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำมากเพียง 3% แทนที่จะมากกว่า 90% อย่างกรณีของระเบิดนิวเครียร์ - เมื่ออุณหภูมิหรือความร้อนในปฏิกรณ์นิวเคลียร์สูงขึ้น การแตกตัวของนิวเคลียสยูเรเนียมจะเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น้อยลงนั่นก็คือการควบคุมตัวเองมิให้เร่งปลดปล่อยพลังงานออกมาจนกลายเป็นลูกระเบิด แต่แม้จะมีสารกัมมันตรังสีหลุดออกมาจากยูเรเนียมซึ่งถูกอัดให้เป็นเม็ดได้บ้าง ก็จะถูกขังไว้ภายในแท่งเชื้อเพลิงซึ่งทำด้วยโลหะห่อหุ้มอยู่และยังมีหม้อปฏิกรณ์ซึ่งทำด้วยเหล็กหนาประมาณ 6 นิ้ว หุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่ง รวมทั้งยังมีอาคารคลุมปฏิกรณ์ซึ่งเป็นอาคารหุ้ม 2 ชั้น และมีความแข็งแรงทนทานต่อแผ่นดินไหวและขีปนาวุธชนได้ อาคารชั้นนอกจะทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหนาประมาณ 1 เมตร เพราะฉะนั้น กรณีการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก 3. ด้านสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อยก๊าซพิษซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก อีกทั้งใช้พื้นที่ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าน้อยกว่า จึงทำให้ยังคงสามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
ทั้งนี้ในวันที่ 30 ตุลาคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ดังนี้ 1. เห็นชอบในหลักการแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เบื้องต้น 2. ให้จัดตั้งสำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นหน่วยงานภายในกระทรวงพลังงาน 3. ให้ดำเนินการโครงการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดประชุม สัมมนา อย่างน้อย 8 ครั้ง ในเวลา 6 เดือน 4. เห็นชอบแผนการดำเนินงานในช่วง 3 ปีแรก (พ.ศ.2551-2553) 5. เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณในช่วง 3 ปีแรก (พ.ศ.2551-2553) จำนวน 1,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดตั้งสำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และดำเนินการตามแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 6. การกำกับดูแลในระยะเริ่มแรกให้ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายฉบับไปก่อนในเบื้องต้น จากนั้นให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกร่างกฎหมายเฉพาะให้ครอบคลุมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ณ วันนี้สิ่งที่ต้องเร่งทำในขณะนี้คือการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ที่มา : เฉลิมสิน เพิ่มเติมสิน. เหตุผลและความจำเป็นในการนำไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในประเทศไทย" นิวเคลียร์ปริทัศน์. 22, 3 (ก.ค.-ก.ย. 2552) : 7-8. http://www.midnightuniv.org/middata/newpage19.html http://www.whyworldhot.com/news/nuclear-reaction-in-thailand http://th.wikipedia.org/wiki/พลังงานนิวเคลียร์ http://th.wikipedia.org/wiki/โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 30 December 2009 )
|