HomepageThai thesesOnline KnowledgesSTKS BlogSTKS WikiS&T NewsContact STKS
หน้าหลัก arrow สารสนเทศวิเคราะห์ arrow ดัชนีวรรรกรรม arrow เนเจอร์ : หน่วยวัดงานวิทยาศาสตร์

เนเจอร์ : หน่วยวัดงานวิทยาศาสตร์ พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Rungsima   

วารสารเนเจอร์ฉบับประจำวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๐๑๐  (volume ๔๖๕ Issue no. ๗๓๐๐) ในหน้าปกแรกแสดงข้อความเนื้อเรื่องสาระสำคัญ (Theme) ในชื่อว่า หน่วยวัดค่าต่างๆ ที่กำหนดวิถีทาง มีอิทธิพลต่อวิชาชีพนักวิทยาศาสตร์ ( Measuring up ? The metrics that shape your career) มีภาพประกอบเป็นรูปสายวัดแบบมีหน่วยวัด เรียงร้อยเป็นรูปศรีษะคน  โดยมีบทความภายในเล่มที่เป็นเรื่องหน่วยวัด หลายคอลัมน์ ได้แก่


- คอลัมน์บรรณาธิการ (Editiorials) มีบทความชื่อ  Assessing assessment ในหน้าที่ ๘๕๔


- คอลัมน์ข่าวเด่น (News Feature) มีบทความ  ๒ เรื่อง คือ    Do metrics matter ? ความยาว ๓ หน้า (หน้า ๘๖๐-๘๖๒)  และ   A Profusion of measures  ความยาว ๓ หน้า (หน้า ๘๖๔-๘๖๖)


- คอลัมน์ความคิดเห็น (Opinion)  ชื่อเรื่องหลักคือ How to improve the use of metrics  ? เป็นการออกความเห็นของ ๖ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องนี้


 คุณค่าของผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ มักถูกวัดเพื่อจัดตำเหน่ง อันดับ เพื่อเปรียบเทียบในทุกระดับ  (ระดับประเทศ สถาบัน นักวิทยาศาสตร์รายบุคคล) เพื่อจัดสรรเงินทุนวิจัย  หรือเพื่อการถือครองตำเหน่ง ฯลฯ นัก Scientometricians ได้คิดค้นประดิษฐ์หน่วยวัด เพื่อใช้การจัดอันดับเหล่านี้  หน่วยวัดนี้ทำงานได้จริงหรือ  มีความยุติธรรมไหม หรือวงการวิทยาศาสตร์ใช้หน่วยวัดเหล่านี้มากเกินไปหรือไม่ คำถามเหล่านี้ วารสารเนเจอร์ได้ทำการตรวจสอบหาคำตอบให้
สรุปได้ว่า วารสารเนเจอร์ให้ความสำคัญสนใจเรื่องหน่วยวัดคุณภาพงานวิจัยวิทยาศาสตร์ จึงได้นำเสนอเป็นธีมหลักของฉบับนี้  นอกจากนี้เนเจอร์ยังได้จัดเรื่องนี้เป็นหัวข้อพิเศษ โดยจัดทำเว็บไซต์เฉพาะเรื่องนี้
ที่ www.nature.com/metrics เพื่อให้ชุมชนวิจัยทั่วโลกสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้แบบออนไลน์ที่สะดวก ง่าย

บทนำ
        นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ถูกทำให้คุ้นเคยในเรื่องการถูกประเมินคุณภาพผลงานวิจัยด้วยไม้หลาที่มีหน่วยวัด (yardsticks) โดยที่หน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์ (Science metrics) เกิดขึ้นครั้งแรกพร้อมกับการเริ่มต้นของฐานข้อมูล  Science Citation Index, SCI  เมื่อราวปี ๑๙๖๐s และจากนั้นก็มีการนำเสนอหน่วยวัดที่มีวิธีการประเมินแบบใหม่ๆ ตลอดมา หน่วยวัดที่มีการใช้อย่างกว้างขวางเหล่านี้ วารสารเนเจอร์เห็นว่าควรนำกลับมาคิดพิจารณากันใหม่ จึงได้ทำการสำรวจผู้อ่านวารสารเนเจอร์ทั่วโลกซึ่งผลการตอบแบบสอบถามได้แสดงภาพที่ซับซ้อน มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากรู้สึกว่าผู้บริหารของสถาบัน หน่วยงาน มีความศรัทธา เชื่อถือ หน่วยวัดเหล่านี้มากเกินไป
     วารสารเนเจอร์ได้หยิบยกนำเสนอเรื่องหน่วยวัดวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นเวทีสนทนาว่า ควรจะมีการพัฒนาและนำไปใช้อย่างไร ต่อไปในอนาคต โดยเนเจอร์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้อ่าน ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก      ผลการสำรวจ พบว่า นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากยินดีในหลักการในการใช้หน่วยวัดคุณภาพงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative performance metrics) เพราะว่าหน่วยวัดมีศักยภาพในเรื่องความชัดเจน (Clarity)  และเป็นข้อเท็จจริง (objectivity) แต่นักวิทยาศาสตร์ยังมีความกังวลในการนำมาใช้ของคณะกรรมการที่ใช้ตัดสินใจในเรื่องการว่าจ้างงาน การเลื่อนตำแหน่ง และการถือครองตำแหน่ง เป็นสำคัญ

บทความเรื่อง การวัดเป็นภารกิจที่จำเป็นไหม  (Metrics : Do metrics matter ?)
 มีความคิดว่าไม่ควรสรุปผลงานทางอาชีพของนักวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเลข นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาทำงานรายชั่วโมงอย่างที่นับไม่ได้ เช่น ทำงานแก้ไขปัญหาการทดลอง การแนะนำ การสอนนักเรียน นักศึกษาระดับหลังปริญญาเอก การเขียนข้อ เสนอโครงการ การขออนุมัติทุนวิจัย การเรียบเรียงบทความ งานสอน งานการจัดเตรียมงานประชุม การเข้าร่วมในความร่วมมือต่างๆ การให้คำแนะนำเพื่อนร่วมงาน การทำหน้าที่ในกองบรรณาธิการ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละงานไม่ง่ายที่จะวัดออกมาเป็นหน่วยวัดในเชิงปริมาณ      แต่เมื่อถึงเวลานักวิทยาศาสตร์ มองหางานใหม่ ขอเลื่อนตำแหน่ง หรือการถือครองตำแหน่ง จะใช้งานไหนละที่สามารถให้เป็นรางวัลตอบแทนได้
    มี นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเป็นกังวลว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้หน่วยวัดให้น้ำหนักหลายค่ามากเกินไป เช่น จำนวนบทความตีพิมพ์ ค่า IF ของวารสารที่ตีพิมพ์ จำนวนการได้รับการอ้างอิง จำนวนเงินทุนวิจัยที่ขอและได้รับ หรือค่า h-index    

    เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๐๑๐ วารสารเนเจอร์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้อ่าน โดยได้รับคำตอบมาราว ๑๕๐ ชื่อหัวข้อการ สำรวจ ออกแบบคำถามถึงความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องการใช้หน่วยวัดใน
สถาบันของตนและมีการนำไปปฏิบัติหรือไม่อย่างไร  รวมถึงเนเจอร์ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ระดับผู้บริหารเช่น ประธาน หัวหน้าหน่วยราว 30 สถาบันทั่วโลก เพื่อสอบถามเรื่องการใช้หน่วยวัด มีการใช้อย่างมากมายหรือไม่

ผลการสำรวจ สรุปได้ดังนี้
    ๑. การรับรู้ เข้าใจ หน่วยวัดวิทยาศาสตร์ (Metrics perceptions)
    สอบถามว่า  มีการใช้หน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อกิจกรรมเหล่านี้อย่างไร
     - ใช้ในการจัดสรรทรัพยากรเพื่องานวิจัย (Allocation of research resources) เห็นด้วยร้อยละ ๓๗ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๔๐
     - ใช้ในการประเมินคุณภาพ (Performance reviews/appraisals) เห็นด้วยร้อยละ ๗๐ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑๕
     - ใช้ในการพิจารณาเงินเดือน โบนัส (Salary decisions/bonuses) เห็นด้วยร้อยละ ๔๖ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๓๕
     - ใช้ในการเลื่อนตำแหน่ง (Promotion) เห็นด้วยร้อยละ ๗๕ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑๗
     - ใช้ในการตัดสินใจถือครองตำแหน่ง (Tenure decision) เห็นด้วยร้อยละเกือบ ๗๐ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑๒
     - ใช้ในการว่าจ้างงาน (Hiring decision) เห็นด้วยร้อยละ ๗๕ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑๐

     สรุปนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่ามีการใช้หน่วยวัดเพื่อการว่าจ้าง การเลื่อนตำแหน่ง และการถือครองตำแหน่ง เป็นสำคัญ โดยใช้เกณฑ์หน่วยวัดต่างๆ ได้แก่ จำนวนบทความตีพิมพ์ บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า IF สูง และจำนวนการได้รับการอ้างอิง

     ๒. ความไม่พึงพอใจ (No Satisfaction)
     พึงพอใจมาก (very satisfied) ราวร้อยละ ๕
     พึงพอใจบ้าง (quite satisfied) ราวร้อยละ ๒๐
     ไม่พอใจมาก (not very satisfied) ราวร้อยละ ๓๐
     ไม่พอใจอย่างยิ่ง (not satisfiedat all ) ราวร้อยละ ๒๕
     ไม่มีความคิดเห็น (dont't know) ราวร้อยละ ๒๐

ผลการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถาบันวิจัยการศึกษา
     จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารพบว่าส่วนใหญ่ยืนยันว่าหน่วยวัดไม่ใช่เป็นเรื่องที่สำคัญในการว่าจ้าง การเลื่อนตำแหน่ง หรือการถือครองตำแหน่ง ผู้บริหารบางท่านกล่าวว่าไม่ได้สนใจเรื่องข้อมูลการอ้างอิงในการตัดสินใจเลย ส่วนใหญ่แทนที่ด้วยการพึ่งพาจากจดหมายรับรอง (letter of recommendation) ที่มีชื่ออ้างอิงจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกมากกว่า      ถือว่าจดหมายแนะนำเป็นไพ่สำคัญเหนือสิ่งอื่นๆ ผู้บริหารบางคนกล่าวว่า หน่วยวัดไม่ได้ใช้เป็นสิ่ง  สำคัญ สิ่งที่เน้นคือจดหมาย  การสัมภาษณ์ และประวัติ (CV.) และบทวิจารณ์ในเรื่องบทความที่ตีพิมพ์ (publications)
     สรุป ผู้บริหารเริ่มใช้หลักหน่วยวัดเชิงคุณภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (qualitative) บางสถาบันใช้วิธีคือในแต่ละปีทำการประเมิน อาจารย์ นักวิจัย จากหลายส่วนเช่น ผลประเมินจากนักศึกษา งานสอนที่มากเกินเกณฑ์ รายได้จากการวิจัย    จำนวนบทความตีพิมพ์ ค่า h-index
     จากผลการสำรวจที่ตอบกลับ ทั้งจากนักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารยอมรับว่าหน่วยวัดเหล่านี้มีความเป็นไปได้ในการเป็นหลุมพราง กับดัก เหตุผลเพราะอาจมีการเล่นเกมส์ เปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ เอง เช่นตีพิมพ์บทความในพื้นฐานเรื่องเดียวกัน ในหลายๆ บทความต่างชื่อวารสารกัน บางคนกล่าวว่า ชื่นชอบหน่วยวัดเชิงคุณภาพมากกว่า (qualitative metric)
     สิ่งที่น่าประหลาดใจ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความปรารถนาให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หนีไปจากหน่วยวัดเชิงปริมาณ เมื่อเนเจอร์ทำรายการ ชื่อหน่วยวัด ให้เลือกพบว่าหน่วยวัดที่ส่วนใหญ่ที่ถูกเลือก คือ
     - บทความวิจัยในวารสารที่มีค่า IF สูง (Publication in high-impact journals)
     - รายได้จากการขอทุนวิจัย (Grant earned)
     - ฝึกอบรม  ให้คำปรึกษา นักศึกษา
     - จำนวนการได้รับการอ้างอิง (number of citation)
     ส่วนผู้บริหารดูเหมือนว่าไม่ลดจำนวน ความไว้วางใจ (reliance) ตัวหน่วยวัดลง แต่ประยุกต์ใช้ด้วยความชัดเจน (clarity) ความคงเส้นคงวา สอดคล้อง(consistency) และมีความโปร่งใส (transparency) มากยิ่งขึ้น มีการกล่าวว่า
 ชุดข้อมูล Citation Index เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่ควรใช้เกณฑ์หลักเพียงชุดเดียว ให้ใช้เกณฑ์หลายชุดร่วมกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และอยู่บนการตัดสินที่มีความเข้าใจอย่างดีในหน่วยวัดต่างๆ

เนเจอร์ได้สรุปการใช้หน่วยวัดจากทั่วโลก (Around the World with Metrics)
     สรุปในภาพรวมของ ๓ ทวีป คือ อเมริกา ยุโรป เอเชีย ดังรายละเอียดดังนี้
     อเมริกาเหนือ สถาบันการศึกษาในอเมริกาประกอบด้วยระบบที่ซับซ้อนมีมหาวิทยาลัยใน ๒ ลักษณะ คือ สนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งหมดมีขนาดใหญ่เป็นอิสระในแต่ละแห่งเอง แม้ว่าสถาบันเหล่านี้ใช้ระบบในการประเมินนักวิจัยสำหรับการว่าจ้าง การเลื่อนตำแหน่ง และการถือครองตำแหน่งนั้นในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีหลายกรณีมากที่ใช้จดหมายรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ เนเจอร์ได้ทำการสัมภาษณ์คณบดี ผู้บริหาร และหัวหน้า  รวมกว่า ๑๒ ชื่อ พบข้อมูลที่แตกต่างผันแปรกัน
     ยกตัวอย่าง Arizona State University ให้ความสำคัญนักวิจัยที่ขอทุนวิจัยจาก NSF มากกว่า ขอได้จาก NIH ส่วนที่ MIT ไม่ได้นำข้อมูลส่วนขอทุนวิจัยมาพิจารณาเลยแต่เน้นการมีผลกระทบต่อชุมชนวิจัยระดับนานาชาติมากกว่า
     มหาวิทยาลัยในแคนาดา กล่าวว่า พิจารณาจากสัดส่วนในการประเมินจาก ร้อยละ ๔๐ ในงานวิจัยและงานสอน อีกร้อยละ ๒๐ ดูจากการบริการให้แก่ชุมชน

    ยุโรป ที่สหราชอาณาจักร วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเข้าในระบบ Research Assessment Exercise (RAE) ที่เป็นกรอบนโยบายระดับประเทศ ซึ่งรัฐบาลให้ทุนสนับสนุนบนพื้นฐานของคุณภาพของงานวิจัย มุ่งเน้นวัดในระดับแต่ละภาควิชา ฉะนั้นแต่ละสถาบันจึงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลหน่วยวัดต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึง สถิติการตีพิมพ์บทความวิจัย และผลการประเมินจากนักเรียน หน่วยวัดเชิงปริมาณจึงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้น เมื่ออยู่ภายใต้ระบบ  Research Excellence Framework และยังคงมีการโต้แย้งถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้
 
     อิตาลี มหาวิทยาลัยมีระบบแตกต่างกันมากในระดับภาควิชาสามารถคัดเลือกว่าจ้างพนักงานด้วยระบบตนเอง โดยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad hoc) พิจารณาในทุกๆ ตำแหน่ง กรรมการคัดเลือกต้องทำการแนะนำ หน่วยวัดระดับสากล เช่น จำนวนรวมการได้รับการอ้างอิง ค่าเฉลี่ยการได้รับการอ้างอิงต่อ 1 บทความ และค่า IF ของวารสารที่ตีพิมพ์บทความ

     เยอรมนี มีสถาบันวิจัย 8 แห่ง ที่บริหารจัดการภายใต้สถาบัน Max Planck Society ได้มีการจัดเตรียมระบบการประเมินเป็นอย่างดี บางส่วนใช้หลักการของหน่วยวัดกับจดหมายแนะนำ ยังมีความคิดเห็นของส่วนใหญ่ ทำอย่างไร จึงจะวัด สมรรถนะของสถาบันวิจัยอย่างถูกต้อง ยุติธรรม

     เอเชีย โดยปกติทั่วทั้งหมดของประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีวิธีการแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการที่สั้นเพียงราว 5 ปี และส่วนใหญ่มีการต่อสัญญาว่าจ้างอย่างอัตโนมัติมีผลตลอดช่วงชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีการกำหนดเวลาในการเลื่อนตำแหน่ง เส้นทางทางอาชีพของนักวิทยาศาสตร์ที่จะก้าวขึ้นไประดับสูงก็ต่อเมื่อผู้อาวุโสลาออกหรือเสียชีวิต
     มีการใช้หน่วยวัดอย่างมากมายในประเทศจีนที่เริ่มมีการจัดให้ถูกตำแหน่งด้วยวิธีการประเมิน พร้อมกับอเมริกาเหนือ จากคำสัมภาษณ์ของคณบดีของ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวว่า ขณะนี้มีการประเมินผลงานคณาจารย์จากหลักการจากคำรับรองของผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ เป็นหลักสำคัญ รวมถึงจากสถาบัน Tokyo Institute of Technology ในญี่ปุ่น
     ส่วนสถาบันวิจัยอื่นๆ จากเอเชีย เริ่มเคลื่อนขยับไปสู่ข้างหน้าด้วยการวัดมากขึ้น เช่น สถาบันวิจัยที่ไต้หวัน กล่าวว่าใน ๕ ปีที่ผ่านมาใช้หลักเชิงปริมาณอย่างเข้มงวด โดยการว่าจ้าง  การเลื่อนตำแหน่ง ใช้ข้อมูลหน่วยวัดร้อยละ ๕๐  ข้อมูลงานสอนร้อยละ ๓๐ และที่เหลือร้อยละ ๒๐ จากงานบริการชุมชน ส่วนค่า Impact factor, IF ของวารสารก็นำมาพิจารณาในผลงานของนักวิจัยแต่ละชื่อด้วย

 นอกจากนี้ในวารสารเนเจอร์ฉบับนี้ ยังมีบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชื่องหน่วยวัดนี้อีก คือบทความเรื่อง หน่วยวัดที่มีมากเกินจำเป็น (A profusion of measures )    คอลัมน์ Opion เป็นความคิดเห็น 6 นักวิจัยชื่อดัง  เนเจอร์ได้ให้ความสำคัญจัดสาระสำคัญของเรื่องนี้เป็นเรื่องพิเศษ เปิดให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.nature.com/metrics ขอเชิญชวนวงการวิจัยไทยอ่านรายละเอียดได้ฟรี

ตัวอย่าง หน่วยวัดที่กล่าวถึงได้แก่
 - จำนวนการอ้างอิง (Number of citations)
 - ค่า h-index
 - ค่า Impact Factor, IF
 - Weighted citations
 - Online accesses = number of download / pageview
 - Betweenness centrality

เอกสารอ้างอิง
๑.  Nature -17 June 2010 :Metrics : Do metrics matter ? (volume 465 Issue no. 7300) : Available at  http://www.nature.com/news/2010/100616/full/465860a.html
๒. www.nature.com/metrics

 

                                                                                            เรียบเรียงโดย รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ๋

                                                                        ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                                                                   สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

                                                                                                    วันที่  ๒๒  กรกฎาคม ๒๕๕๓

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 22 July 2010 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >








TIAC Science and Technology Knowledge Services: STKS