HomepageThai thesesOnline KnowledgesSTKS BlogSTKS WikiS&T NewsContact STKS
หน้าหลัก

การรวมกันระหว่างTaxonomy VS. Folksonomy พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Supaporn Chaithammapakorn   
การทำดรรชนีเพื่อการสืบค้น เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ดูแลฐานข้อมูล หรือผู้ที่อยู่ในวงการวิชาชีพทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ จะมีความคุ้นเคยเป็นอย่างสูง เพราะเป็นหัวใจของการทำให้สามารถสืบค้นฐานข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ที่จัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะมีการถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง หรือบรรณารักษ์ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์สารสนเทศจะกำหนดคำศัพท์ควบคุมเพื่อเป็นตัวแทนของเนื้อหาออกมาเป็นหัวเรื่อง บรรณารักษ์เองก็ยังยึดหลักหรือกฎเกณฑ์ที่ปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด แต่ประจวบเหมาะกับการมีเทคโนโลยีเว็บ 2.0 น่าจะเป็นส่วนประสานที่ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงในการกำหนดคำค้นร่วมกันได้ระหว่างผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังและผู้ใช้ที่ต้องการใช้คำที่โดนใจเพื่อต้องการสืบค้น

การกำหนดดัชนีเพื่อการสืบค้นสารสนเทศ (Taxonomy/Controlled vocabulary)


กล่าวได้ว่า การกำหนดคำดัชนีเพื่อการสืบค้นสารสนเทศในปัจจุบัน มาจาก

บุคคลในวงการวิชาชีพ คือ บรรณารักษ์ หรือนักเอกสารสนเทศ เป็นผู้กำหนดโดยใช้คำศัพท์ควบคุม (Controlled vocabulary) บรรณารักษ์หรือนักเอกสารสนเทศ ไม่ใช่เจ้าของเนื้อหา แต่เป็นผู้วิเคราะห์สารสนเทศและกำหนดคำเพื่อเป็นตัวแทนของสารสนเทศนั้นๆ เพื่อให้เป็นช่องทางในการเข้าถึงสารสนเทศดังกล่าว ตัวอย่าง การกำหนดหัวเรื่อง หรือ Subject heading ของสารสนเทศประเภทใดๆ ก็ตาม จะมีกระบวนการ โดยสังเขปดังนี้


1. การวิเคราะห์เนื้อหา (Subject analysis) เป็นขั้นตอนที่ยากมากที่สุด การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นการบ่งบอกว่า เนื้อหาที่ปรากฏในเอกสารหรือสื่อนั้นๆ เป็นเรื่องอะไร สาขาวิชาใด เมื่อตัดสินได้แล้ว จึงเลือกและกำหนดชื่อ/คำของสิ่งที่ได้จากการตัดสินใจ โดยใช้ถ้อยคำหรือวลีภายในเอกสารนั้นเอง


2. การแปลงคำหรือวลีเหล่านั้นให้เป็นภาษาดัชนี (Indexing language) เมื่อพิจารณาได้ว่า เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอะไรแล้ว ต้องมีการแปลงคำเพื่อใช้ในระบบการสืบค้นข้อสนเทศของห้องสมุด บรรณารักษ์/ผู้ทำดัชนี จะต้องมีวิจารณญาณว่า คำที่เลือกมานั้นเป็นตัวแทนที่ดีขององค์ความรู้ในตัวเอกสาร และควรจะมีจำนวนเท่าใด จึงจะพอเหมาะสำหรับการช่วยสืบค้นได้อย่างสมบูรณ์


การแปลงคำเป็นภาษาดัชนีนั้น จะมีคู่มือการกำหนดหัวเรื่องเพื่อใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น หัวเรื่องสำหรับภาษาอังกฤษเนื้อหาทั่วไป มักใช้ Library of Congress of Subject Headings ส่วนถ้าเป็นเฉพาะสาชาวิชาก็จะมีหัวเรื่องเฉพาะสาชาวิชานั้นๆ เช่น หัวเรื่องทางการแพทย์ ใช้ Medical Subject Headings ส่วนหัวเรื่องภาษาไทย เช่น หัวเรื่องสำหรับหนังสือภาษาไทย โดยคณะทำงานฝ่ายวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา


ตัวอย่างลักษณะของหัวเรื่อง


เว็บไซต์ NT (Narrower Term-คำที่แคบกว่า) การพัฒนาเว็บไซต์

             BT (Broader Term-คำที่กว้างกว่า) ทรัพยากรเครือข่ายคอมพิวเตอร์

             NT(Narrower Term-คำที่แคบกว่า) บล็อก


สรุป: Subject headings เป็น Subject Cataloging หรือ Professional Indexing จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ต้องมีคู่มือ


การกำหนดคำค้นโดยผู้ใช้เป็นผู้กำหนดเอง (Folksonomy/Social Tagging)

การเกิดเทคโนโลยีเว็บ 2.0 ทำให้มีเครื่องมือต่างๆ ที่ส่งเสริมหรือเปิดช่องทางให้คนในสังคมมีส่วนร่วมในสังคมเครือข่าย (Social network) มากขึ้น ทุกๆ คนสามารถส่งข้อความ บทความ สามารถใส่คำหรือป้าย (Tag) กำกับเนื้อหาของบทความ หรือข้อความที่ส่งขึ้นไป โดยไม่ต้องใช้คู่มือการกำหนดคำหรือหัวเรื่องมาใช้ และด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ อันได้แก่


        1. กำหนดง่าย ทุกคนทำได้ เพราะการกำหนดคำแบบ Taxonomies มีกฎ ระเบียบมากมาย ใช้งานยาก ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

        2. เป็นคำที่ค่อนข้างเฉพาะกับผู้ใช้

        3. เป็นตัวช่วยหาของในอินเทอร์เน็ต

        4. เป็นเครือข่ายสังคม

        5. เป็นช่องทางใหม่ในการแลกเปลี่ยนและสืบค้น

     

คำที่ใส่ ซึ่งเรียกกันว่า Tag เกิดเป็นกลุ่มคำขึ้นมา เรียกว่า Tag Cloud ด้วยเป็นการรวมกลุ่มคำที่ถูกกำหนดขึ้นมานั่นเอง จึงมีการเรียกศัพท์ที่เกิดจากกลุ่มคนที่กำหนดเองนี้ว่า Folksonomy ขึ้น เกิดเป็นความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะ การใช้คำศัพท์ควบคุมหรือ Taxonomy ต้องมีกฎ ระเบียบ ใช้งานยาก ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น จึงจะใช้งานได้ สารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตจึงเพิ่มขึ้นอีกเพราะทำได้ง่ายขึ้น โดยใครก็ได้ เพราะเทคโนโลยีเว็บ 2.0 เปิดโอกาสให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีส่วนร่วมในการสร้างจัดการ และใช้ทรัพยากรสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ได้สะดวกขึ้น และจากจุดเด่นที่สำคัญของ Folksonomy คือ ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว ใช้ง่าย ใช้คำที่ผู้ใช้คิดขึ้นได้เลย และใครจะเป็นผู้ใช้หรือผู้ให้ Tag ก็ได้ (ดูรายละเอียดเรื่องของ Tag ได้ที่ Folksonomies โดยผู้เขียนที่ http://www.stks.or.th/web/index.php?option=com_content&task=view&id=2688&Itemid=132)


สรุปสั้นๆ ก็คือ Social tagging เป็น Personal Indexing ผู้สร้างเนื้อหากำหนดเอง ใครก็ได้ ไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือใช้คู่มือใดๆ


ที่กล่าวมาข้างต้น คงจะพอเห็นภาพหรือมีความเข้าใจที่มาของSubject headings หรือ Subject Cataloging และ Social tagging กันบ้าง ขอใช้ตารางเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างให้ชัดเจนดังนี้


รายการ

Social Tagging/Folksonomy

Subject Cataloging/Taxonomy

เอกสาร

สารสนเทศบนเว็บ (เป็นส่วนใหญ่)

หนังสือ ผลงานอื่นๆ สารสนเทศบนเว็บ เป็นต้น

การนำไปใช้

บนเว็บ

ในห้องสมุด

คนทำดรรชนี

คนสร้างเนื้อหาเป็นคนกำหนดเอง

คนในวิชาชีพเป็นผู้กำหนด

เครื่องมือ

ป้าย กลุ่มของคำ

หัวเรื่อง

ลักษณะของคำ

ไม่ใช่คำศัพท์ควบคุม

คำศัพท์ควบคุม

จุดประสงค์

การจัดการ การแลกเปลี่ยน การปฏิสัมพันธ์

การค้นหา การ collocation

นโยบายในการใช้

ไม่มีนโยบาย

มีการกำหนดนโยบายในการกำหนดหัวเรื่อง

การใช้งาน

ใช้ง่าย

ใช้ยาก อยู่ในกลุ่มวิชาชีพ

การมีมาตรฐาน

ไม่มีมาตรฐาน

มีมาตรฐานใช้คำศัพท์ควบคุม

ความถูกต้อง

เปิดกว้างในการใช้คำ เกิดการใช้คำที่หลากหลาย อาจผิดพลาดหรือใช้คำที่เป็นทราบอยู่ในกลุ่มเดียว

ถูกต้องตามหลักวิชาการ


เมื่อนำการกำหนดในทั้ง 2 ลักษณะมารวมกัน น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าในการค้นสารสนเทศ เนื่องจากคำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ (Taxonomy) แต่อาจไม่ตรงกับคำที่ผู้ใช้ค้น และคำที่จากผู้ใช้โดยตรง แต่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ (Folksonomy)

เมื่อครั้งที่เทคโนโลยีเว็บ 2.0 เริ่มเป็นที่นิยมใช้ในประเทศไทย ผู้เขียนเคยคิดว่า บรรณารักษ์วิชาชีพหรือผู้ทำดัชนี ถ้าเข้าไปเติมคำศัพท์ควบคุมควบคู่กับ Tag ที่ผู้ใช้กำหนดขึ้น ก็จะมีความเป็นวิชาการอยู่มาก นักวิชาการเองก็สามารถใช้คำศัพท์ควบคุมสืบค้นสารสนเทศได้ แต่คงจะกระทำได้ยาก เพราะคงไม่สามารถกำหนดคำศัพท์ควบคุมได้ทันกับสารสนเทศที่เกิดบนเว็บอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมากได้

การใช้ Taxonomy อาจจะไม่เหมาะกับโลกของสื่อดิจิทัล แต่การทำงานร่วมกัน สามารถเกิดขึ้นได้ ระหว่าง Taxonomy และ Folksonomy เมื่อ Folksonomy เกิดจากกลุ่มคน หรือกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศเป็นคนกำหนดเอง และตรงกับสิ่งที่คิดขึ้นเอง มากกว่าบรรณารักษ์หรือบุคลากรวิชาชีพทางสารสนเทศเป็นคนกำหนดตามลักษณะของคำศัพท์ควบคุม ให้นำลักษณะของการทำ Tagging นั้นมาปรับใช้กับงานห้องสมุดเพื่อเพิ่มศักยภาพของห้องสมุด โดย


  1. ผู้ใช้ได้สารสนเทศที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น

  2. ผู้ใช้มีความกระตือรือล้นมากขึ้นในการมีส่วนร่วมกับห้องสมุด

  3. เป็นการเพิ่มคุณค่าการลงรายการของห้องสมุด แต่ไม่ใช่การนำมาแทนที่

  4. เป็นการเพิ่มความสามารถในการสืบค้นมากขึ้น

  5. เป็นการเพิ่มการเรียกดูผ่านการแสดงของกลุ่มคำที่ปรากฏ


ปัจจุบันมีการนำ Tag มาใช้ร่วมกับ OPAC ของห้องสมุดอย่างค่อนข้างแพร่หลายแล้ว จะยกตัวอย่าง Social Tagging Tools สำหรับใช้กับงานห้องสมุด ได้แก่

LibraryThing: http://www.librarything.com

Penn Tags: http://tags.library.upenn.edu


สรุป


การนำทั้ง Taxonomy และ Folksonomy มาหลอมรวมใช้ร่วมกันโดยเฉพาะกับงานการลงรายการบรรณานุกรมของห้องสมุด น่าจะเป็นการเสริมความสามารถในการสืบค้น แต่ไม่ใช่เป็นการนำมาแทนที่การลงรายการของวิชาชีพทางบรรณารักษ์แต่อย่างใด และนับว่าเป็นแนวโน้มของการวิเคราะห์สารสนเทศที่น่าติดตาม ว่าจะมีผลกระทบกับวิชาชีพบรรณารักษ์มากน้อยเพียงใด

รายการอ้างอิง

Baca, Murtha and Shubitowski, Joe. GRI Presentations on Social Tagging and Controlled Vocabularies for Enhanced Access to Online Collections. [Online]. Available: www.getty.edu/research/conducting.../social_tagging.pdf Visited: 29/10/2009.

Tennis, Joseph T. Social Tagging and the Next Steps for Indexing. [Online]. Available: http://dlist.sir.arizona.edu/1726/01/sigcr-06tennis.pdf. Visited: 29/10/2009

Smith, Gene. Tagging: People-Power Metadata for the Social Web.. Berkeley. CA. : New Riders, 2008.

 

Weber, Jonathan. Folksonomy and Controlled Vocabulary in LibraryThing. [Online]. Available: http://jonathanweber.info/samples/2452-Folksonomy.pdf. Visited: 29/10/2009





แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 12 November 2009 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >






ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและให้บริการความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป


TIAC Science and Technology Knowledge Services: STKS