เมืองไทยมีนักวิทยาศาสตร์หนุ่มสาวไฟแรงหลายคน พวกเขาทุ่มเทชีวิตส่วนใหญ่ให้กับการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย แต่บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นตามวิถีทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขากลับนำไปสู่สิ่งที่คิดไม่ถึง นิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรกของผมนี้ ลงพิมพ์ในนิตยสาร “โลกวิทยาศาสตร์” เมื่อ มิถุนายน 2524
ทวนกระแส ยงยุทธ ยุทธวงศ์
“เป็นไปไม่ได้!” ศักดาตะโกนลั่นห้อง “คุณไม่ใช่ชาตรีนี่.....เอ....แต่ดูอีกทีก็คล้ายจะ...โอ้โฮ! ทำไมถึงเปลี่ยนไปมากอย่างนี้ละ?” ชาตรีผงกหัวอย่างเศร้าๆ “แต่คุณต้องสัญญาว่าจะไม่บอกใครนะ....ผมปิดไม่ให้ใครรู้เลย แต่มันยากเหลือเกิน มีปิยะอีกคนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้” พูดพลางหันไปทางปิยะ “ปิยะคงจะช่วยคุณได้บ้างนะ” ศักดาพูดอย่างไม่แน่ใจ “ช่วยได้มากทีเดียว” ชาตรีตอบ “ถ้าไม่มีเขาล่ะ ผมแย่แน่ๆ เลย เขาดูแลผมได้มากทีเดียว แล้วไหนยังจะต้องหาทางแก้ให้เรื่องนี้เรียบร้อยอีก....ก่อนที่โลกจะรู้...” ศักดามองเด็กชายอย่างทึ่ง ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นกวาดสายตามองรอบๆ ห้องปฏิบัติการ เขาเคยได้ยินชื่อสถาบันวิจัยพันธุวิศวกรรม “มหาวัฒนศิวเกียรติ์” มาบ่อยๆ แล้ว แต่ไม่เคยย่างเหยียบเข้ามาเลย เขาเพียงแต่นึกว่ามันเป็นหอคอยงาช้างที่สิ้นเปลือง ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลหรือเอกชนที่ไหนก็ไม่น่าจะสร้างขึ้นได้ในเมืองไทยและที่มันกำเนิดขึ้นมาได้ก็จากการที่นายวัฒนา มหาวัฒนศิวเกียรติ์ (เสี่ยอู๊) นักวิทยาศาสตร์สมัครเล่น แต่เป็นนักธุรกิจอาชีพตัวยง ได้ทิ้งพินัยกรรมไว้ให้สร้างมันขึ้นมา พินัยกรรมมูลค่ามหาศาลนี้ก่อให้เกิดสถาบันอันมีบริเวณกว้างขวาง พร้อมทั้งเครื่องมือวิทยาศาสตร์อันสลับซับซ้อนและทันสมัย ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันนี้ก็ล้วนแต่เป็นมือชั้นเยี่ยม ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากสถาบันต่างๆ ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก หลายคนเป็นถึงขั้นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยินดีกลับมาทำงานในประเทศไทยด้วยเลือดรักชาติ ประกอบกับแรงกระตุ้นจากเงินเดือนซึ่งเกิดข้าราชการชั้นซี 11 เป็นไหนๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ นักวิทยาศาสตร์ในสถาบันนี้จะเลือกทำงานวิจัยลึกลับสลับซับซ้อนอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น โดยมีทุนวิจัยสนับสนุนเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวขอทุนวิจัยจากแหล่งใดโดยหลอกคนอื่นรวมทั้งตัวเองว่างานวิจัยของตนจะมีประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ ตัดต่อยีนเอย เลี้ยงเซลเดียวในหลอดทดลองให้เป็นลิงทั้งตัวเลย สถาบันนี้มีชื่อเสียงถึงขนาดมีหนังสือพิมพ์นำไปลงว่าคนโน้นคนนี้อาจจะได้รางวัลโนเบลสักวันหนึ่ง ชาตรีเป็นคนหนึ่งล่ะที่เป็นตัวเก็งสำคัญ ศักดาแวะมาวันนี้ก็นึกว่าจะลองคุยกับเพื่อนร่วมโรงเรียนเก่ากับเขาเสียที ว่าทำอะไรไปถึงไหนแล้วแต่แทนที่จะได้พบศาสตราจารย์ชาตรี รู้วิชา ที่มีความอาวุโสน่าเกรงขาม ศักดากลับได้พบเด็กชาย..... เด็กชายมีท่าทางร้อนรน “จะเกิดอะไรขึ้นกับผมอีกก็ไม่รู้ โธ่! ผมไม่ควรเล่นเกมบ้าๆ นี่เลย ปิยะก็ซวยเหมือนกัน ถึงเขาไม่เป็นอย่างผมแต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับผม ทั้งที่เรื่องทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเพราะผมแท้ๆ ทีเดียว ศักดา คุณเป็นทนายความ คุณต้องหาทางช่วยปิยะให้ได้นะ ฮือๆ” น้ำตาไหลร่วงลงมาจากตาโตอันมีแวววิงวอน ศักดามองตานี้แล้วหวนนึกไปถึงเมื่อหลายปีมาแล้ว ในหอนอนในโรงเรียนประจำเด็กคนที่มีตากลมโตเช่นนี้ก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน กระแต สัตว์เลี้ยงแสนรักของเขากำลังชักใกล้ตาย หลังจากถูกฉีดยามหากำลังที่ประกอบด้วยน้ำมะพร้าวเติมเกลือ เด็กชายไปอ่านมาจากหนังสือว่าใช้น้ำมะพร้าวแทนน้ำเกลือได้ เมื่อเขาขโมยเข็มฉีดมาจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ได้เลยลองดู ชาตรีมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งศักดาต้องคอยห้ามไว้แต่บางทีก็อดสนุกด้วยไม่ได้ แต่คราวนี้เห็นจะเกินสนุกไปมาก ชาตรี รู้วิชา กลับเป็นเด็กคนเดิมไปแล้วหรือนี่ “ไหนลองบอกทีซิว่าคุณได้ทำอะไรไป” ศักดาคาดคั้นถาม เด็กชายสะอื้นมาก พูดอะไรไม่ออกเสียแล้ว ปิยะลูบไหล่
สถาบันนี้มีชื่อเสียงถึงขนาดมีหนังสือพิมพ์นำไปลงว่าคนโน้นคนนี้อาจจะได้รับรางวัลโนเบลสักวันหนึ่ง ชาตรีเป็นคนหนึ่งล่ะที่เป็นตัวเก็งสำคัญเขาเบาๆ พยายามพูดปลอบโยน ศักดาเพิ่งสังเกตเห็นเสื้อและกางเกงหลวมๆ ที่ชาตรีสวมอยู่ ดูเหมือนกับเด็กอายุสิบสองเอาเสื้อกางเกงของพ่อมาใส่ ปิยะเห็นชาตรียังสะอื้นไม่ยอมหยุดจึงอธิบายแทน “ดร.ชาตรีใจร้อยอย่างนี้เสมอแหละครับ เรื่องจึงได้เกิดขึ้นผมได้ติงไว้แล้วว่าเราน่าจะทดลองกับสัตว์ให้มากกว่านี้ก่อนทดลองกับคน ถึงแม้ว่ายาสูตรนี้จะใช้ได้ผลแล้วกับหนูและลิงบางชนิด แต่ชาตรีใจร้อนเหลือเกินอยากจะลองกับตัวเองดูเสียที เราทำงานเรื่องนี้ร่วมกันมาถึงสี่ปีแล้วครับ พอดีได้ทราบว่านักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นที่โอซากาก็กำลังทดลองเรื่องเดียวกันนี้ใกล้สำเร็จ ชาตรีก็เลยอยากเร่ง ผมบอกว่าเราน่าจะหาคนสมัครใจให้เราลองยานี้ดีกว่าทดลองกับตัวเอง จ้างสักไม่กี่พันบาทก็น่าจะได้ แต่ชาตรีเขาบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ เขาต้องรับผิดชอบถ้าเกิดอะไรขึ้น เขาอยากรับผิดชอบกับตัวเองดีกว่า ทำนองเดียวกับที่ฮัมฟรีย์ เดวีย์ทดลองดมแก๊สใหม่ด้วยตัวเองน่ะแหละครับ อีกอย่างหนึ่งชาตรีบอกว่าเขาอยากเป็นคนแรกในโลกที่.....” ศักดารู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะเข้าใจความคิดของชาตรี แต่ความคิดของชาตรีก็เข้าใจยากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ชาตรียิ้มทั้งน้ำตาอย่างภาคภูมิใจในความรับผิดชอบของเขา เขารู้สึกรื่นเริงขึ้นแล้วและเริ่มเล่นซุกซนกับเครื่องมือตรงหน้าอย่างเด็กที่อยากรู้อยากเห็น
เมื่อตอนที่ชาตรีเป็นผู้ใหญ่ เขาเป็นคนคุมการทดลองตลอดจนวางแผนและทำด้วยตัวเองเสมอ ปิยะเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น มาบัดนี้ทั้งสองกลับต้องเล่นบทกลับกัน ทั้งหลาย ปิยะมองดูอย่างไม่ค่อยสบายใจ “ชาตรี คุณไม่น่าจะไปเล่นกับเครื่องมืออย่างนั้นนะ ถึงจะเคยรู้จักมันดีแล้วก็ตาม คุณคงไม่คิดจะเริ่มการทดลองอีกตอนนี้นะ” เด็กชายหยุดเล่น มีใบหน้าสำนึกผิด “ผมคงทำการทดลองเองอีกไม่ได้แล้วใช่ไหมฮะ แต่ผมคงช่วยคุณได้บ้างนะปิยะ จะให้ผมทำอะไรก็บอกเลยฮะ ผมอยากจะฝึกมือผมไว้ ถึงแม้จะรู้ว่ามันเงอะงะขึ้นทุกวัน”
ปิยะรู้สึกเสียใจแทนเด็กชาย เมื่อตอนที่ชาตรีเป็นผู้ใหญ่ เขาเป็นคนคุมการทดลองตลอดจนวางแผนและทำด้วยตัวเองเสมอปิยะเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น มาบัดนี้ทั้งสองกลับต้องเล่นบทกลับกันและถ้าปัญหาของชาตรียังแก้ไม่ได้ อีกไม่นานเขาก็จะกลายเป็นคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ในเรื่องอื่นๆ ที่ธรรมดาสามัญ ไม่เฉพาะการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ภาระของปิยะมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันจากพี่จนกลายเป็นพ่อและมากกว่านั้น ที่แย่มากก็คือว่านับวันเรื่องที่เขาพยายาบจะปิดก็จะยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกมีคนรู้เพียงไม่กี่คนภายในสถาบันเท่านั้น แต่ข่าวลือแพร่ออกไปมากขึ้นทุกที ถ้าหนังสือพิมพ์ได้ระแคะระคายเข้าละก็.....แล้วยังปัญหาทางกฎหมายอีกล่ะด้วยเหตุผลนี้ปิยะถึงดีใจที่ได้พบศักดา “เรื่องมันเกิดขึ้นนานเท่าไรแล้วนะ?” ศักดาถาม “สักสามเดือนได้แล้วครับ แต่เราเพิ่งทราบแน่ว่าคุมไม่อยู่สักประมาณเดือนหนึ่งได้” ปิยะอธิบาย “คืออย่างนี้ครับ ชาตรีควรจะได้ลดอายุทางชีววิทยาลงถึงประมาณ 25 ปี แล้วหยุดอยู่แค่นั้นยาควรจะหมดฤทธิ์ตอนนั้น แต่ที่เกิดขึ้นจริงๆ ยามันคงแรงเกินกว่าที่เราคาดไว้มาก หรือไม่งั้นก็คงออกฤทธิ์กับคนผิดกับสัตว์ทดลอง” “แล้วมีทางแก้ปัญหานี้ได้ทันท่วงทีมากน้อยแค่ไหนนี่?” ศักดาถาม “ยากเหลือเกินครับ” เด็กชายพูดอย่างหมดหวัง ตาแดง ๆ อีกครั้ง “แต่ไม่ใช่ว่าหมดหวังเสียทีเดียวนะ” ปิยะพยายามคิดในทางดี “ยานี้เป็นตัวกระตุ้นระบบฮอร์โมนใหม่ตัวหนึ่งที่สกัดออกมาจากโสมเกาหลีชนิดที่หายากมาก แล้วนำมาดัดแปลงทางเคมีให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้นอีกหลายพันเท่าเลย นี่ไงครับตัวอย่างยา” ศักดามองดูหลอดเล็กๆ ที่ปิยะยื่นมาให้ ภายในหลอดมีสารสีขาวๆ อยู่นิดเดียว จนอาจนึกว่าเป็นคราบสบู่ก็ได้ นี่นะหรือสารอันทรงพลังซึ่งเปลี่ยน ดร.ชาตรี รู้วิชา นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังให้เป็นเด็กงอแงอายุสิบสองได้ภายในสองเดือนเท่านั้น ? “แล้วไอ้หนูกับลิงที่เคยได้รับยานี้ล่ะเกิดอะไรขึ้น?” ศักดาถาม “เห็นว่าลองสำเร็จไม่ใช่หรือ” “สำเร็จ คือว่ายานี้จะแสดงฤทธิ์เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นหลังจากนั้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะจัดการกำจัดมันออกไปหมดเอง ทั้งหนูและสิ่งที่เราทดลองด้วยเปลี่ยนเป็นวัยอ่อนลง ไม่นานนักยาก็หมดฤทธิ์ แต่ความอ่อนวัยก็ยังคงอยู่นะครับ เพียงแต่ไม่อ่อนลงไปอีกเรื่อยๆ เท่านั้น” “แล้วทำไมชาตรีถึงยัง....” “อ่อนลงไปอีกเรื่อยๆ น่ะหรือครับ” ปิยะพูด “นี่แหละที่เราไม่เข้าใจ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของคนเราดีกว่าสัตว์พวกนี้ด้วยซ้ำ แต่ทำไมก็ไม่รู้ยาถึงยังไม่หมดฤทธิ์เสียที เราอาจจะใช้มากไปก็ได้” “ก็มีทางไหนกระตุ้นระบบคุ้มกันอะไรของคุณนี่บ้างไหมล่ะ” ศักดาได้ความคิด “นี่แหละครับที่เราคงจะต้องลอง ผมเพียงแต่หวังว่า...” ปิยะชะงักสักครู่ “แต่ถึงอย่างไรก็จะต้องลองละครับ” “อย่าลืมส่งข่าวให้ผมทราบด้วยนะ แล้วระหว่างนี้ผมจะช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า?” ศักดาเตรียมตัวกลับ “เตรียมสู้ความให้ผมก็แล้วกัน!” ปิยะตอบ ศักดาก้าวเข้ามาในห้องปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่งเมื่อสามเดือนต่อมา เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องทันที แล้วก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่เห็นมีวี่แววของเด็กไร้เดียงสาอยู่ในห้องนั้นเลย ปิยะกำลังคุยอยู่กับนักวิทยาศาสตร์อาวุโสคนหนึ่งทางมุมห้อง เขาผู้นั้นหลบออกไปอย่างมีมารยาทดี เมื่อศักดาร้องเรียกปิยะ ศักดายิ้มกว้างขณะที่เดินเข้ามาหาปิยะ “ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ตกลงคุณก็แก้ปัญหาให้ชาตรีได้จริงๆ ใช่ไหม ผมน่ะอยากมาดูด้วยตัวเองตั้งแต่ที่คุณบอกว่า ทำท่าจะดีแล้ว บังเอิญต้องไปธุระที่ฮ่องกงเสียพักหนึ่ง พอกลับมาก็เลยรีบมานี่แหละครับ เด็กชายชาตรีของเราอยู่ไหนล่ะครับ?” ปิยะยิ้มแห้งๆ “อ้าว ! มีปัญหาอะไรอีกหรือครับ?” ศักดาหยุดยิ้ม “วิธีแก้ไม่ได้ผลหรือไง?” “ได้ผลครับ ได้ผลดีมาก เรากระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของชาตรีได้ดีทีเดียว แล้วก็ดีใจกันมากเลยตอนแรก แต่คุณรู้จักชาตรีดีใช่ไหมใจร้อนแค่ไหนคุณก็รู้ พอเขามีอาการคงที่แล้วผมก็งดยากระตุ้น รอให้ร่างกายจัดการกับไอ้โสมเกาหลีนี่ต่อไปเอง แต่ชาตรีเกิดกลัวว่าจะยังเป็นเด็กอยู่นานเกินไปเลยแอบฉีดยากระตุ้นนี่ต่อ แล้วยังไงก็ไม่รู้...” ปิยะพยายามอธิบายต่อ “แล้วยังไง?” ศักดากลั้นใจถาม “แล้วก็เลย....” ปิยะซื้อออกไปนอกหน้าต่าง “นั่นไงครับ” นักวิทยาศาสตร์ชราคนนั้นนั่งอยู่ใต้ร่มก้ามปู เหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ศักดาต้องใช้เวลาเกือบ 1 นาทีเต็มกว่าจะจำได้ว่าชายคนนั้นคือเพื่อนของเขาเอง ดร.ชาตรี รู้วิชา |