|
เขียนโดย Boonlert Aroonpiboon
|
|
พันธกิจนอกห้องแล็บ: การช่วยสร้างระบบบริหารและสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ยงยุทธ ยุทธวงศ์
การช่วยสร้างระบบบริหารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยของรัฐ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเจริญได้ เมื่ออยู่ในประชาคมที่ตระหนักในความสำคัญ และเอื้อต่อการพัฒนา มีระบบบริหารและสนับสนุนที่ดี ผมจึงเชื่อในการรณรงค์ให้สังคมเห็นประโยชน์ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการช่วยให้เกิดระบบบริหารและสนับสนุนที่ดี และในการร่วมบริหารหน่วยงานและโครงการต่างๆที่จะนำไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนาโดยรวม เชื่อว่าพันธกิจนอกห้องแล็บเช่นนี้นอกจากจะมีประโยชน์ต่อตัวนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองแล้ว ยังมีคุณค่าต่อสังคมโดยรวมอีกด้วย ความเชื่อเช่นนี้ได้นำผมไปสู่การทำงานที่น่าสนใจนอกเหนือจากงานวิจัยของผมเอง เป็นส่วนหนึ่งของเกร็ดประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสนับสนุนการวิจัยและการสร้างกำลังคนของไทย เช่นการจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน (ชื่อขณะนั้น) โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย บัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โครงการนักเรียนทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชน โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอาเซียน ตลอดจนถึงการจัดทำและเป็นบรรณาธิการของวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติและนานาชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน มีจุดเริ่มต้นมาจากการสัมมนาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลและสภาวิจัยแห่งชาติ ที่ผมได้ช่วยอาจารย์สง่า (ศ. ดร. สง่า สรรพศรี)จัดขึ้น โดยได้เชิญ ศ. ไมเคิล มอราฟชิค จากมหาวิทยาลัยโอเรกอนมาเป็นวิทยากร การสัมมนานำไปสู่ข้อสรุปว่าประเทศไทยควรจะมีนโยบายวิทยาศาสตร์ที่ดี และควรมีหน่วยงานในระดับกระทรวงเพื่อจัดการด้านนี้ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเตรียมการ ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร. ชุบ กาญจนประกร เป็นประธานขึ้น จนได้ผ่านกฎหมายจัดตั้งกระทรวงใน พ.ศ. 2522
กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อได้เชิญ ดร เช ฮยุง ซุป อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯของเกาหลีมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งหลายคนรวมทั้ง อาจารย์หริส (ดร. หริส สูตะบุตร) อาจารย์กฤษณพงศ์ (ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร) อาจารย์กำจัด (ดร. กำจัด มงคลกุล) และผมเอง ได้มีโอกาสร่วมงานด้วยอย่างไกล้ชิด และพอได้ทราบถึงเคล็ดลับในความสำเร็จของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลี ซึ่งมาจากการเอาจริงของผู้นำประเทศในการจัดระบบ และความสามารถของบุคลากรเทคนิคที่ได้มีโอกาสนำมาใช้ในระบบงานที่ดีนั้น ดร. เชได้แนะนำให้ออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายฉบับ โดยดูตัวอย่างของเกาหลี และได้ช่วยให้พวกเราร่างกรอบการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยการจัดตั้งสถาบันและโครงการต่างๆที่สำคัญ
แม้จะมีหน่วยงานระดับกระทรวงขึ้นมาแล้ว มีนโยบายโดยรวมแล้ว แต่การสนับสนุนการวิจัยในประเทศก็ยังมีน้อยมาก ยังขาดระบบสนับสนุนที่ได้ผล โอกาสที่จะปรับปรุงระบบสนับสนุนการวิจัยของไทยเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภายนอก กล่าวคือ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมของสหประชาชาติ (ยูนิโด) ได้มีแผนการที่จะตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา ผมได้รับมอบหมายจากอาจารย์สง่า ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและอาจารย์หมอณัฐ (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ณัฐ ภมรประวัติ) ซึ่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น ให้ไปเสนอให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งดังกล่าว โดยจะตั้งที่บริเวณของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา เราได้เสนอตัว และได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับวิชาการว่า เหมาะสมที่สุด จากผู้เสนอจำนวนมาก แต่ในการประชุมขั้นสุดท้ายที่สเปญ ที่รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ฯ ดำรง ลัทธพิพัฒน์เป็นผู้นำคณะไป เรากลับไม่ได้รับเลือก เราได้มารู้ภายหลังว่า การเมืองระหว่างประเทศได้เข้ามาแทรกแซง โดยที่อินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีของอินเดียได้เข้ามารณรงค์โดยตรงให้เลือกอินเดียเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์นานาชาติดังกล่าว
แต่ความผิดหวังก็ยังกลับนำสิ่งที่ดีกว่ามาได้ เราได้เกิดความมั่นใจในความสามารถของเราเองขึ้น จากการที่ได้รับการประเมินศักยภาพว่าสูงมากจากบุคคลภายนอกแล้ว ในระหว่างเดินทางกลับนั้นเอง เราก็ได้มีแผนการที่จะจัดตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของเราเองขึ้นไปอีก ผมได้รับมอบหมายให้ร่างเอกสารหลักการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้น เราปรึกษาหารือกันระหว่างบินกลับนั้นเอง ซึ่งเมื่อเครื่องบินกลับถึงกรุงเทพฯ หลักการดังกล่าวก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว
การจัดตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติในปี 2526 ซึ่งมี ดร. มาลี สุวรรณอัตถ์เป็นผู้อำนวยการคนแรก และผมเป็นคนต่อมานั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในประเทศ ที่มีการสนับสนุนอย่างสมจริงในอันที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ไม่เพียงเป็นการอุดหนุนเล็กน้อยแบบเพียงให้กำลังใจอย่างที่เคยมา หลักการสำคัญ คือการให้การสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน โดยต้องดูความพร้อมของหน่วยงานที่เข้ามาเป็นเครือข่ายร่วมงานกันด้วย ในช่วงต้น คณะกรรมการได้เลือกสี่หน่วยงานสำคัญเป็นเครือข่าย คือ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี
ในระยะต่อมา เราได้รับความร่วมมือจากสหรัฐฯ ในการจัดตั้งโครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา เป็นโครงการเงินกู้ เพื่อนำมาสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในวิทยาการสามด้านที่สำคัญ คือ ด้านชีวภาพ ด้านวัสดุ และด้านอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาการสองด้านหลังได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากการจัดตั้งศูนย์แห่งชาติขึ้นอีกสองศูนย์ (ดร. หริส สูตะบุตร และ ดร. ไพรัช ธัชยพงศ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติตามลำดับ) ซึ่งทั้งสามศูนย์และโครงการไทย-สหรัฐฯก็ได้มารวมกันภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่จัดตั้งขึ้นในช่วงรัฐบาลของนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นหน่วยงานที่ทั้งให้การสนับสนุนและดำเนินการวิจัยและพัฒนาในวิทยาการที่มีความสำคัญสามด้านนี้ พวกเราหลายคนรวมทั้งผม ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานได้มีส่วนร่วมในพัฒนาการเหล่านี้ โดยเฉพาะในการจัดตั้งโครงการ จัดทำระบบงานที่ไม่ใช่ราชการ และจัดร่างกฎหมายขึ้น ต่อมา เมื่อรัฐบาลของนายกฯอานันท์ จากการริเริ่มของ ดร ไพจิตร เอื้อทวีกุล ดร สิปปนนท์ เกตุทัต และ ดร สง่า สรรพศรี มีดำริที่จะปรับปรุงระบบการสนับสนุนการวิจัย เพื่อสนับสนุนการวิจัยในวิทยาการในทุกสาขา ผมได้มีโอกาสใช้ประสบการณ์เหล่านี้ในการช่วยจัดระบบและยกร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยขึ้น
ความยากลำบากในการร่วมกันสร้างระบบนโยบาย สนับสนุน และดำเนินการวิจัยและพัฒนา ของพวกเรา อยู่ตรงที่ต้องอธิบายให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญ ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้การสนับสนุนของรัฐบาล และบุกเบิกเพื่อก่อตั้งระบบงาน งานที่ผ่านมาน่าจะถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีสิ่งที่จะต้องผจญอีกมาก เพื่อให้ระบบของเราดีขึ้น ตัวอย่างเช่น นักวิชาชีพต่างๆของเรายังไม่มีกลไกพัฒนาตนเอง และจะ”ตกยุค”ไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีระบบที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องได้หลังจากจบการศึกษามาแล้ว นักวิจัยของเรา แม้จะเริ่มได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยมีกลไกที่จะทำให้คงความสนใจอยู่กับการวิจัยไปจนตลอดอาชีพการทำงาน และยังมักทำงานแบบตัวใครตัวมัน ไม่ร่วมกันทำงานเป็นทีม หรือไม่ทำงานแบบบูรณาการที่จะส่งผลได้กว้างไกล นอกจากนี้ ยังมักทำงานที่ห่างไกลจากการที่จะนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ขาดการเชื่อมโยงกับระบบพัฒนานวัตกรรมของภาคการผลิตการบริการ การทำงานวิจัยซึ่งปรกติก็ไม่ง่ายอยู่แล้วไม่ว่าจะทำที่ใหนในโลก ยิ่งมีความยากลำบากจากความไม่พร้อมของระบบของเรา และมักมีเรื่องอื่นมาดึงความสนใจไปอย่างรวดเร็ว การผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ของเราก็ยังต้องเน้นกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น เพื่อให้พร้อมรับการพัฒนาของสังคมยุคใหม่ ที่เรียกว่า สังคมแห่งความรู้
การพัฒนาวิชาชีพ และการสื่อสารกับประชาชน
ในด้านการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการศึกษาด้วยตนเองในทุกระดับนั้น ในปัจจุบันเราสามารถทำได้ดีขึ้น โดยการใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยทำให้มีการศึกษาแบบเสมือน (virtual education) อันอาจทำได้ทาง e-learning ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ฯได้เริ่มจัดให้มีขึ้นเมื่อประมาณเกือบสิบปีที่ผ่านมา ในโครงการที่เรียกว่า Learn Online (learn.in.th) ซึ่งกำลังจะขยายไปสู่ระดับอาเซียน โดยการจัดตั้ง ASEAN Virtual Institute of Science and Technology แม้กระนั้นก็ตาม ยังมีปัญหาในการจัดทำหลักสูตรและเนื้อหาที่เหมาะสม ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรือระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง หลักสูตรและเนื้อหาที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างดี และจะช่วยในการพัฒนาวิชาชีพและการศึกษาทั่วไปได้มาก
สมาคมวิชาชีพต่างๆของเรายังต้องมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น และสามารถเป็นเสาหลักในการพัฒนาทางวิชาการของนักวิชาชีพและนักวิจัย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยเป็นองค์กรหนึ่งที่ได้มีความพยายามดังกล่าว ผมได้มีโอกาสช่วยจัดตั้งและเป็นบรรณาธิการวารสารของสมาคมฯ เป็นวารสารระดับนานาชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ซึ่งต่อมา วารสารนี้ได้เรียกว่า ScienceAsia ในระดับอาเซียนนั้น คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดทำวารสาร ASEAN Journal of Science and Technology for Development ซึ่งผมได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการในช่วงหนึ่ง การจัดทำวารสารให้ได้มาตรฐานดีนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่มีความสำคัญ เพราะเป็นเวทีประกาศผลความก้าวหน้าของงานวิจัย ที่จะต้องได้รับความเชื่อถือจากชาวโลก วารสารของเราได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องสร้างมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก
หลายประเทศมีองค์กรที่เรียกว่า อะคาเดมี (Academy) หรือบัณฑิตยสภาที่มีบทบาทสูงในการสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่างๆกัน ในการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ และในการสื่อสารกับประชาชนทั่วไป เมื่อไม่นานมานี้ พวกเราได้ร่วมกันจัดตั้งบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวขึ้น เราได้จัดกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การปรึกษาหารือ เพื่อเสนอแนะแนวนโยบายที่เหมาะสมต่อรัฐบาลในการสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ และในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เราได้แนะนำวิทยาการใหม่ๆแก่ประชาชนทั่วไป โดยจัดประชุมหรือจัดพิมพ์หนังสืออ่านง่ายๆขึ้น ดัวอย่าง เช่นการแนะนำให้คนทั่วไปได้รู้จักคุ้นเคยกับนาโนเทคโนโลยี โคลนนิง พันธุวิศวกรรม ฯลฯ หนังสือบางเล่มขายดีมาก เช่น “GMOs มหัศจรรย์หรือมหันตภัยของสหัสวรรษ” ที่เราได้พยายามวิเคราะห์ทั้งจุดดีและจุดด้อยของเทคโนโลยีใหม่ ผมได้สังเกตว่า ต่อจากนั้นไม่นาน มีหนังสือของผู้ที่คัดค้านแต่ถ่ายเดียวออกมา ชื่อคล้ายกัน แต่เน้นเฉพาะด้านร้าย ทำให้ผมคิดว่าหนทางข้างหน้าในการทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ยังอีกไกลทีเดียว
การพัฒนากำลังคน
ในส่วนของการสร้างคนรุ่นใหม่นั้น พวกเราได้จัดทำโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีนโยบายสนับสนุนการสร้างสมองของชาติอยู่แล้ว โครงการนี้มุ่งเพิ่มศักยภาพของคนรุ่นเยาว์ที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีศักยภาพสูง ให้มีโอกาสได้ฝึกฝน ค้นคว้า วิจัยด้วยตนเอง โดยได้รับการดูแลจาก “พี่เลี้ยง” ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำงานสร้างสรรค์อยู่แล้ว เป็นต้นแบบที่ดีของคนรุ่นใหม่ อีกโครงการหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับคนจำนวนมาก คือโครงการ “เรียนล่วงหน้า” ที่มีอาจารย์กอปร (ดร. กอปร กฤตยากีรณ) เป็นผู้นำสำคัญ โดยมูลนิธิพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกันดำเนินโครงการ โครงการนี้จัดให้มหาวิทยาลัยและโรงเรียนได้มาร่วมมือกัน เพื่อให้นักเรียนที่มีความสามารถสูง สามารถเรียนบางวิชาในระดับมหาวิทยาลัยได้เลย เพื่อช่วยให้มีพัฒนาการได้เร็วขึ้น จบการศึกษาได้เร็วขึ้น หรือได้ผลดีขึ้น สมกับความสามารถของตน
ประเทศไทยมีความต้องการนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกมาก ยิ่งในอนาคต การแข่งขันระหว่างประเทศมากขึ้น และความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ความต้องการก็จะยิ่งมากขึ้นอีกเป็นลำดับ แต่เดิมมา เรามีกำลังผลิตบัณฑิตทางด้านนี้น้อยกว่าความต้องการมาก พวกเรา นำโดยอาจารย์หริส (ดร. หริส สูตะบุตร) จึงได้ดำเนินการเสนอให้รัฐบาลจัดสรร “ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ” จำนวนรวมประมาณสามพันทุน เพื่อส่งให้ผู้รับทุนไปเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆที่สำคัญ จะได้กลับมาทำงานในสาขาเหล่านี้ต่อไปในอนาคต ในปัจจุบัน นักเรียนทุนเหล่านี้ได้สำเร็จกลับมาล้วจำนวนหนึ่ง และยังมีนักเรียนทุนของทบวงมหาวิทยาลัย และทุนของสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (เรียกสั้นๆว่า “ทุนช้างเผือก”) อีกจำนวนหนึ่งอีกด้วย แม้กระนั้น ก็ยังต้องเพิ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ขึ้นอีก ซึ่งต่อไปควรจะเป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าคงยังต้องส่งจำนวนหนึ่งไปศึกษาในต่างประเทศอย่างไม่ขาดตอน เพราะจะต้องติดตามความก้าวหน้าของวิทยาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก
ในการผลิตกำลังคนระดับสูงขึ้นเองนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้จัดให้มีโครงการ “ปริญญาเอกกาญจนาภิเษก” ขึ้น ภายใต้การนำของอาจารย์กำจัด (ดร. กำจัด มงคลกุล) และอาจารย์นักสิทธิ์ (ศาสตราจารย์ ดร. นักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย) เพื่อผลิตบัณฑิตขึ้นภายในประเทศเป็นหลัก และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาก็กำลังพัฒนาโครงการปริญญาเอกขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆอีกด้วย จากการริเริ่มของอาจารย์คุณหญิงสุมณฑา (ดร. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ) นอกจากนั้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ฯได้จัดกลไกเชื่อมโยงระหว่างบัณฑิตศึกษา และการทำงานวิจัยและพัฒนา โดยจัดให้มี สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย ที่จัดสรรทุนและจัดให้นักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆได้ร่วมทำงานวิจัยและพัฒนากับนักวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ฯที่อุทยานวิทยาศาสตร์ ที่เพิ่งเปิดขึ้นที่รังสิต เป็นการสร้างประสบการณ์วิจัยที่เหมาะสมระหว่างการศึกษา โครงการเหล่านี้มีศักยภาพที่จะทำให้เราสามารถพึ่งตนเองในการผลิตบุคลากรระดับสูงได้ตรงตามความต้องการ ทั้งนี้ จะต้องดูแลให้มีคุณภาพที่ดี ได้บัณฑิตที่สามารถทำงานตามความต้องการของประเทศและพัฒนาตนเองตลอดไปได้จริง เมื่อถึงเวลานั้น ประเทศไทยคงไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ที่สืบเนื่องมาจากการที่เราขาดความสามารถในการแข่งขัน และในการพึ่งตนเองได้อีกต่อไป |