|
เขียนโดย Boonlert Aroonpiboon
|
|
ผจญภัยในแดนความรู้
ยงยุทธ ยุทธวงศ์
ผจญอะไร ภัยอะไร
หลายคนชอบผจญภัยแบบเห็นกันจะๆ ปีนเขา บุกป่า ท่องทะเล แข่งรถ หากภัยมาถึงตัว ก็ต้องเจ็บตัวจริงๆ อาจบาดเจ็บ หัวร้างข้างแตก หรือถ้าโชคร้ายมาก ก็ถึงแก่ชีวิตทีเดียว หลายคนชอบผจญภัยแบบเผชิญความเสี่ยงในการใช้ชีวิต หรือในการทำมาหากิน เช่น ชอบการพนัน ประกอบธุรกิจที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก ดีก็ได้ ร้ายก็เจ๊ง
ผมก็ชอบผจญภัยเช่นเดียวกัน แม้อาจจะไม่ใช่ผจญภัยแบบเสี่ยงกับการเจ็บตัว หรือเสี่ยงกับการได้เสียทรัพย์สินเงินทอง แต่ในความเห็นของผมแล้วสนุกกว่าแบบพวกนั้นเสียอีก ผมชอบผจญภัยในแดนความคิด ชอบไล่ต่อความคิดไปจนสุดทาง จำได้ว่าเมื่อเด็ก ตอนที่อยู่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ไปลองภูมิบราเดอร์ ผู้เป็นครู ถามว่าเมื่อหารเลขหนึ่งด้วยศูนย์จะได้คำตอบเท่าไร ครั้นเมื่อบราเดอร์ตอบว่าได้ตัวเลขที่ใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วยังเขียนเป็นเลขแปดล้มอีก ก็ไม่พอใจ แต่ไม่รู้จะคิดจะโต้เถียงอย่างไร เรียกว่า จนด้วยปัญญา ปัญหาอื่นๆที่ทำให้ผมจนปัญญา หลายคนก็คงได้ผ่านมาเช่นกัน ความตายคืออะไร จุดกำเนิดของกาลเวลาอยู่ตรงไหน หลายคนอาจจะบอกว่าไม่เห็นผจญภัยตรงใหนเลย ผมตอบว่า ผจญภัยตรงที่ต้องแก้ปัญหาตรงหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะได้คำตอบหรือไม่ ภัยในที่นี้คือการที่แก้ปัญหาไม่ได้ เป็นความกลุ้มใจที่เกิดขึ้น ภาระที่ยังไม่เสร็จ ความสำเร็จคือการที่แก้ปัญหาได้ ก็เท่านั้นเอง
มีการผจญภัยทางความคิดในชั้นเรียนที่ผมชอบอยู่มาก ไม่ใช่เรื่องปัญหาใหญ่ๆที่คิดไม่ออก แต่เป็นปัญหาต่างๆในคณิตศาสตร์ เช่นการพิสูจน์ทฤษฎีเรขาคณิต ในวิทยาศาสตร์ เช่น การทำสมการเคมีไฟฟ้า ที่เมื่อทำแล้วได้คำตอบ ก็ทำให้รู้สึกดี ไม่เพียงพอใจที่การบ้านถูก มีเพื่อนมาขอลอก มีครูชมหรือผลการสอบดีเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกพอใจที่ทำถูกทำได้ด้วยความพยายามของตัวเอง เหมือนไปผจญภัยแล้วประสบความสำเร็จจนกลับบ้านได้ ความพอใจนั้นเป็นรางวัลในตัวเอง ยิ่งมีครูดี เช่น บราเดอร์วินเซนต์ ที่สอนเคมี บราเดอร์ฮิวเบิร์ตที่สอนคณิตศาสตร์ ยิ่งรู้สึกฮึกเหิมใหญ่ การผจญภัยทางความคิดดูไม่เห็นจะยาก
ด้วยเหตุนี้ส่วนหนึ่ง ผมจึงได้เลือกเรียนวิทยาศาสตร์ที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่จริงแล้ว ผมคงจะอยากไปจุฬาฯมากกว่า เพราะดูจะสนุกกว่า แต่เป็นเพราะอาจารย์สตางค์ (ศ. ดร. สตางค์ มงคลสุข)มาขอกับลุง (ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์)ให้ไปเรียนกับท่าน เหมือนที่ท่านไปชวนหัวกะทินับร้อยในช่วงหลายปีติดต่อกัน ให้มาเรียนและมาทำงานกับท่าน เรียนได้สองปี ผมก็สอบชิงทุนของ ก.พ.ได้ ได้ไปเรียนเคมีที่อังกฤษ การผจญภัยของผมเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว แทนที่จะเป็นเพียงการผจญภัยในแดนความคิดกว้างๆ มาเป็นผจญภัยในแดนความรู้ ในหลอดทดลอง ในดินแดนของโมเลกุล ที่สามารถอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งของรอบตัว รวมทั้งสิ่งมีชีวิต
ในตอนนั้นยังไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่าเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ยังไม่มีพันธุวิศวกรรม ยังไม่มีนาโนเทคโนโลยี ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าวิทยาการยุคใหม่จะมาในแนวใดอย่างชัดเจน เพียงแต่มองเห็นเลาๆว่าเคมีน่าจะยังเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียนรู้เรื่องวัตถุและพลังงาน เป็นกุญแจไขสู่กลไกของสิ่งมีชีวิต และสู่โลกที่มิติขนาดเล็กที่ปัจจุบันเรียกว่าขนาดนาโน แต่วิทยาศาสตร์ในตอนนั้นก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้ทุกวันนี้ หรืออาจน่าตื่นเด้นกว่าด้วยซ้ำ พลาสติกและทรานซิสเตอร์เป็นตัวอย่างของวัสดุอุคสาหกรรมที่มาจากเคมี ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนชีวิตมนุษย์ ในด้านอื่นๆนั้น ก็มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นมาก ประธานาธิบดีเคนเนดีประกาศนโยบายให้มนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์ ทีวีกำลังเปลี่ยนจากขาวดำเป็นสี เครื่องปรับอากาศกำลังทำให้โรงภาพยนตร์ บ้านและรถยนต์สบายยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงของวิทยาศาสตร์ ผมเองจะได้ไปศึกษาในแหล่งที่เป็นจุดเกิดของสิ่งสำคัญเหล่านี้
ผจญภัยในต่างแดน
ระหว่างที่ศึกษาอยู่ ก็มีเรื่องผลการผจญภัยใหม่ๆมาให้ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบรหัสพันธุกรรม หรืออนุภาคพื้นฐานใหม่ๆทางฟิสิกส์ ผมได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้ตื่นเต้นกับการค้นพบใหม่ๆ ที่ทำให้ดูเหมือนกับว่า เราจะสามารถอธิบายกลไกของชีวิตด้วยหลักการของเคมีได้ในไม่ช้า จำความรู้สึกระทึกใจ ที่ได้เข้าร่วมประชุมการเผยโครงสร้างของเอ็นไซม์ หรือตัวเร่งของปฏิกิริยาในสิ่งมีชีวิต ครั้งแรกในโลก ด้วยความที่อยากร่วมผจญภัยในการค้นหากลไกการทำงานของเอ็นไซม์ ผมตัดสินใจสมัครทำวิจัยเพื่อปริญญาเอกเรื่องเอ็นไซม์ย่อยโปรตีนกับ กอร์ดอน โลว์ ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
การเรียนของผม ประกอบด้วยการผจญภัยทั้งในและนอกตำรา ที่ลอนดอนผมอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัย ต้องไปรถใต้ดินที่แน่นมากและใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในแต่ละเที่ยว ผมเห็นว่าเวลาที่ใช้ในรถใต้ดินนั้นเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะอ่านทำความเข้าใจกับตำรา จึงตั้งเป้าไว้ว่าจะพยายามอ่านให้ได้สิบหน้าในแต่ละเที่ยว ผมได้ฝึกในการยืนอ่านโดยไม่ต้องจับราว ทรงตัวได้แม้รถจะโยกมากก็ตาม ไม่เคยพลาดท่าล้ม แม้อาจจะเซบ้าง กล่าวได้ว่า ผมได้เรียนแบบใต้ดินจริงๆ
การทำปริญญาเอกในอังกฤษนั้นประกอบด้วยการวิจัยเป็นหลัก ผมได้พบว่าการวิจัยทำยากกว่าการเรียน แต่สนุกกว่า การเรียนนั้นคล้ายการผจญภัยแบบปีนเขาที่คนอื่นปีนมาแล้ว แล้วทำแผนที่ให้ แต่การวิจัยนั้นคล้ายการปีนเขาลูกใหม่ที่ไม่เคยมีใครปีนมาก่อน มีความยากลำบากที่ต้องคลำทางเอง แต่ความรู้สึกที่ได้เมื่อได้ปีนขึ้นถึงยอด แม้จะไม่สูงถึงทำลายสถิติอะไร เป็นความรู้สึกที่ดี หาสิ่งอื่นมาเทียมไม่ได้ ผมจำได้ถึงความเหนื่อยและท้อแท้ใจในช่วงปีสองปีแรกที่ไม่ค่อยมีความก้าวหน้า แต่จำได้แม่นกว่าถึงความรู้สึกเบิกบานใจ เมื่อได้ข้อมูลสำคัญที่เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้ว ทำให้ได้ข้อสรุปใหม่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของเอ็นไซม์ของผม หลายปีต่อมา ผมได้ติดตามและได้ทราบว่าบทความที่ตีพิมพ์จากการค้นพบนั้น มีผู้อ้างอิงนับร้อยๆครั้ง และมีผู้นำไปกล่าวถึงในตำราเรียนด้วย
ต้องห่างบ้านจึงจะคิดถึง
การจากบ้านไปเป็นเวลานาน ทำให้เราคิดถึง และได้ตระหนัก ภูมิใจและหวงแหนความเป็นไทยของเรามาก การที่เราได้ไปอยู่ห่างและได้เปรียบเทียบสภาพของบ้านเมืองของเรา กับประเทศที่มีการพัฒนาไปไกลกว่า ทำให้ไม่เพียงคิดถึงเมืองไทยเท่านั้น แต่ไฝ่ฝันจะให้เมืองไทยได้ก้าวหน้าเทียมทันอารยประเทศ นักเรียนไทยในอังกฤษโชคดีที่มีแหล่งชุมนุม เพื่อสังสรรค์ ติดตามข่าวและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันที่สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ นี่เป็นการผจญภัยทางความคิดในด้านที่นอกเหนือจากวิชาการที่ผมได้เริ่มรู้จัก มีอยู่ปีหนึ่งที่ผมได้รับหน้าที่บรรณาธิการ “สามัคคีสาร” และอีกปีหนึ่งที่ได้รับเลือกเป็นสภานายก เราได้มีโอกาสพบปะสนทนาอย่างไกล้ชิดกับบุคคลสำคัญของประเทศที่แวะเวียนมา เช่น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สัญญา ธรรมศักดิ์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น แต่เท่าที่จำได้ ดูเหมือนรายการทอปฮิตที่สุด จะเป็นการพบกับชาติชาย เชี่ยวน้อย ที่มาป้องกันแชมป์ที่ลอนดอน!
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราตั้งวงสนทนาในการประชุมประจำปี ที่เราเรียกกันว่า “มีตติ้ง” ได้วิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยที่ยังขาดประชาธิปไตย อากร ฮุนตระกูลเป็นตัวตั้งตัวตี บอกว่าพวกเราต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น ปัจจุบันนี้การพูดเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในช่วงนั้น ต้องถือเป็นการผจญภัยที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนเป็นห่วงทีเดียว
ผมได้มีโอกาสส่งข่าวมายังเมืองไทย เมื่อได้รับมอบหมายให้จัดรายการวิทยุ “โลกวันพรุ่งนี้” ทาง บีบีซี ภาคภาษาไทยเป็นครั้งคราว ซึ่งปรกติ อาจารย์เสนาะ ตันบุญยืน จะเป็นผู้ดูแลรายการนี้ แม้ทาง บีบีซี จะมีเนื้อหาให้เราหยิบมาใช้ได้ ผมมักเตรียมเนื้อหาขึ้นเอง เพื่อให้สามารถพูดได้อย่างมั่นใจและตรงกับความสนใจของคนไทย ตัวอย่างเช่น เรื่อง กลไกของการเสพติด การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ วัคซีนป้องกันหวัดใหญ่ เป็นต้น และมีครั้งหนึ่งที่ร่วมในการถ่ายทอดสดการส่งยานอวกาศ อะปอลโล8 นำมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกด้วย
จากการที่เราคิดถึงเมืองไทย พวกเราที่อังกฤษร่วมกับอีกหลายคนที่อเมริกาจึงได้ผลัดกันเขียนจดหมายถึงเมืองไทย ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ในช่วงต่อเนื่องตั้งแต่ 2511 ถึง 2513 ช่วงนั้นเป็นช่วงสำคัญ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ช่วงก่อน 14 ตุลา นักเรียนไทยในต่างประเทศได้เห็นความล้าหลังของระบอบการเมืองไทย ที่เผด็จการยังฝังรากลึก ได้เปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นความแตกต่างในด้านต่าง ๆ ที่เมืองไทยน่าจะแก้ไขได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือช่วงนั้นเป็นช่วงที่นักศึกษาและคนหนุ่มสาวในสหรัฐฯ และยุโรป ลุกฮือขึ้นประท้วงสงครามเวียดนาม และความไม่เป็นธรรมในสังคมโดยทั่วไป จดหมายต่าง ๆ ในชุด คิดถึงเมืองไทย สะท้อนให้เห็นความสำนึกของคนรุ่นใหม่ ทั้งในปัญหาต่าง ๆ ของสังคม และในบทบาทของเขาในการช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ควรได้ คนเหล่านี้ รวมถึง ปราโมทย์ นาครทรรพ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ โอฬาร ไชยประวัติ นรนิติ เศรษฐบุตร และวีรพงษ์ รามางกูร เป็นต้น
ผจญภัยในหลอดทดลอง ผมกลับมาทำงานในเมืองไทยในช่วงที่การวิจัยและบัณฑิตศึกษากำลังเริ่มต้นอย่างจริงจัง การผจญภัยทางความคิดของผม ส่วนใหญ่ก็คือการวิจัยชีวเคมีที่พยายามทำต่อเนื่องจากที่คุ้นเคยอยู่ที่อังกฤษ โชคดีที่มีความร่วมมือจากมูลนิธิรอคกีเฟลเลอร์ และจากโครงการอื่นที่อาจารย์สตางค์ได้จัดทำไว้ พวกเราที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลสามารถร่วมผจญภัยด้วยกัน ทำงานวิจัยและพัฒนาบัณฑิตศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ไปอย่างดี ผลิตผลงานวิจัยที่มีความสำคัญในโลกและบัณฑิตระดับปริญญาโทและเอกที่มีมาตรฐานสากลจำนวนมาก ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของวงการวิจัยและการศึกษาของไทย พวกเราภูมิใจที่ได้วางรากของวิทยาศาสตร์การแพทย์ไว้ จากการที่บัณฑิตที่เป็นผลผลิตกำลังมีบทบาทสำคัญในสาขานี้ในสถาบันต่างๆทั่วประเทศในปัจจุบัน
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พวกเรามีสมาธิ สามารถทำงานวิจัยได้อย่างเต็มที่ คือการที่ได้รับค่าตอบแทนในการทำวิจัยจากงบประมาณรัฐบาลที่ได้ให้มา เป็นก้อน เพิ่มเติมจากเงินเดือนปรกติ ค่าตอบแทนนี้แม้จะไม่มากนัก (ไม่เกินสองพันบาทต่อเดือน) แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราไม่ต้องไปตะกายหารายได้เพิ่มเติมด้วยการสอนกวดวิชาพิเศษที่ไหน นับเป็นการลงทุนของรัฐบาลเพียงเล็กน้อยที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากผมกลับมาจากการศึกษาไม่นานนัก ก็ได้ไปทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กับ พอล บอเยอร์ การผจญภัยเปลี่ยนจากเรื่องการพยายามเข้าใจกลไกการทำงานของเอ็นไซม์เพียงอย่างเดียว เป็นการพยายามเข้าใจกลไกการใช้พลังงานของสิ่งมีชีวิต พอลได้รับรางวัลโนเบลจากงานของเขาไม่นานมานี้ เมื่ออายุใกล้แปดสิบแล้ว ผมได้พบกับเขาหลังจากนั้น เขายังเป็นนักผจญภัยในแดนความรู้เช่นเดิม และเขาได้แนะนำว่า ไม่ควรให้อายุเป็นตัวขวางกั้นการทำงานที่สร้างสรรค์ ตัวอย่างคือตัวเขาเอง ซึ่งหากเลิกราไปเมื่อถึงเกณฑ์เกษียณอายุ คงไม่มีโอกาสได้รับความสำเร็จ ซึ่งสั่งสมกันมาจนถึงจุดสำคัญเมื่ออายุมากแล้ว
งานวิจัยในช่วงประมาณสามสิบปีที่ผ่านมาของผมเป็นการศึกษาเชื้อมาลาเรีย การต่อสู้กับมาลาเรียของผม ไม่ใช่การรักษาคนไข้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องของแพทย์ ไม่ใช่การป้องกันการระบาดโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องของสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องของการผจญภัยในหลอดทดลอง เป็นเรื่องการพยายามเข้าใจว่า เชื้อมาลาเรียมีอะไรที่เป็น”กล่องดวงใจ” ที่ยาจะสามารถเข้าไปทำลาย มันมีกลไกการดื้อยาอย่างไร และจะพัฒนายาใหม่ที่จะต้านเชื้อที่ดื้อยาเก่าอย่างได้ผลได้อย่างไร ซึ่งในการนี้ เราต้องเข้าใจพันธุกรรม เข้าใจกระบวนการชีวเคมี ต้องรู้จักโมเลกุลที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของมัน เพื่อจะใช้มันเป็นเป้าหมายที่เราจะเล็งทำลายอย่างได้ผล ต้องรู้ไอทีเพื่อออกแบบยาใหม่ที่จะเข้าทำลายเป้าหมาย และต้องมีความสามารถสังเคราะห์ยาใหม่นั้น เพื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ของมัน ปัญหาของเราเป็นปัญหาที่หนักยิ่ง เพราะทุกปีจะมีคนป่วยด้วยมาลาเรียหลายร้อยล้านคน และตายถึงเกือบสองล้านคน แม้ปัญหาจะเริ่มคลายไปบ้างในประเทศไทย แต่ก็ยังหนักอยู่ โดยเฉพาะปัญหาการดื้อยา หากเราช่วยแก้ปัญหาได้ โดยการหายาใหม่ๆที่ได้ผลมาได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นไม่เฉพาะกับคนไทยเท่านั้น แต่กับคนทั่วโลก โดยเฉพาะที่อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย งานของเราได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิและองค์กรระดับนานาชาติเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีศักยภาพที่จะช่วยแก้ปัญหาของมวลมนุษย์โดยรวม ไม่เฉพาะที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น
ช่วงที่ผมกำลังหนุ่มฉกรรจ์นั้น ได้ทราบว่ามูลนิธิรอคกีเฟลเลอร์เปิดโอกาสให้สมัครเข้าเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ในเครือข่ายวิจัยที่เรียกว่า “โรคสำคัญของมนุษย์ที่ถูกลืม” (Great Neglected Diseases of Mankind) ซึ่งมีกลุ่มวิจัยชั้นเยี่ยมของโลกอยู่สิบกว่ากลุ่ม รวมทั้งกลุ่มจากฮาร์วาร์ด ออกซ์ฟอร์ด และสต้อกโฮล์ม เมื่อได้รับคำตอบมา ผมต้องผิดหวังที่ไม่ได้รับเลือกตามที่สมัคร แต่กลับได้รับคำท้าทายให้จัดรวมกลุ่มวิจัย โดยมีข้อแม้ว่ากลุ่มนี้จะต้องทำงานวิจัยอย่างทุ่มเทในระดับที่เป็นสากล และต้องจัดหางบวิจัยจากแหล่งอื่นด้วยมาในมูลค่าใกล้เคียงกัน หากทำได้จะได้รับการสนับสนุนปีละห้าหมื่นเหรียญ ซึ่งมากกว่าที่ผมได้ขอไปประมาณสองเท่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ซึ้งถึงความจำเป็นที่ต้องมีแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยภายในประเทศ ซึ่งเรามีน้อยมาก โชคดีที่มูลนิธิฯยอมให้นับค่าวัสดุอุปกรณ์ที่เรามีอยู่แล้ว รวมทั้งเงินเดือนด้วยให้เป็นงบประมาณสมทบได้ เราได้ร่วมอยู่ในเครือข่ายวิจัยนี้นานถึงแปดปี จนจบโครงการ
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก นักวิทยาศาสตร์จึงคล้ายกับ อลิซ เด็กน้อยในดินแดนมหัศจรรย์ ซึ่งต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะหากนิ่งเฉยจะเท่ากับถอยหลังไป จากการที่มีความก้าวหน้าทางพันธุวิศวกรรมอย่างรวดเร็วมาก ผมจึงตัดสินใจไปทำงานวิจัยด้านนี้ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก กับ แดน แซนตี ที่ได้มีความร่วมมือกันมานานแล้ว โดยชวนครอบครัวไปด้วย แม้เป็นระยะสั้นๆ แต่ก็ได้ความตื่นเต้นที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง จากการผจญภัยในจานเลี้ยงเชื้อ จากการลุ้นว่า เชื้อพันธุ์ผสมที่ได้สร้างไว้จะโตหรือจะตาย หากโตก็ไชโย หากตายก็ชยันโต ไปคิดใหม่ทำใหม่ได้ โชคดีว่ามันโต และเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า เอ็นไซม์ของเราต้องประกอบด้วยสองหน่วยย่อยที่มาทำงานร่วมกัน
ผมโชคดีที่มีเพื่อนร่วมผจญภัยที่มีความสามารถ ทั้งเพื่อนร่วมงานและนักศึกษา การวิจัยเปรียบเสมือนการผจญภัยที่เราร่วมชตากรรมกันเป็นทีม ในช่วงที่เราอยู่ในเครือข่ายโรคที่ถูกลืมนั้น เราต้องยกทีมไปเสนอผลงานทุกปี และแม้จะไม่มีการให้คะแนนประเมินอย่างเป็นทางการ เรามักมาประเมินกันเองว่ากลุ่มของเราอยู่ในระดับใด ซึ่งคิดว่าไม่โหล่ ในช่วงหลัง ผมได้ย้ายจากมหาวิทยาลัยมหิดล มาทำงานวิจัยที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ได้ผู้ร่วมงานที่มีความสามารถสูงอีกมาก เราได้ร่วมกันผจญภัยจนได้ความรู้ที่สำคัญ คือ ได้โครงสร้างของเอ็นไซม์ (เรียกย่อๆว่า ดี เอ็ช เอ็ฟ อาร์) ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของยามาลาเรีย ได้รู้ว่ากลไกของการดื้อยาเป็นอย่างไร และได้ร่วมกันพัฒนายาใหม่ๆที่ได้ผลขึ้นมา ผลงานของเราได้รับการประกาศทั่วโลก ทั้งโดยบีบีซี รอยเตอร์ วอชิงตันโพสต์ และสื่อของไทยเอง มีผู้เขียนวิจารณ์งานของเราตั้งหัวเรื่องว่า “Prized malaria drug target nailed” ความรู้เหล่านี้เป็นรางวัลในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่แน่ละผมยิ่งดีใจเมื่อได้รับเกียรติ จากการได้รับเลือกให้รับรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น” ในปี 2527 และรางวัลอื่นๆที่ตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องย้ำว่าไม่ใช่ผลงานของคนเดียว แต่เป็นของทีมทั้งหมด ที่ได้ร่วมงานกันมาเป็นเวลานาน เหมือนช่วยกันปลูกต้นไม้ รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดูแลกำจัดแมลง จนกระทั่งในที่สุดมันก็ผลิดอกออกผลมา หลายคนมักเข้าใจผิดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่เปิดปุ๊บติดปั๊บ คาดหวังว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว เหมือนการซื้อทีวีมาดู โดยไม่ตระหนักว่า ที่จริงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เหมือนต้นไม้มากกว่าเครื่องจักร์ เป็นสิ่งที่ต้องปลูกให้งอกงามขึ้นก่อน จึงจะส่งผลได้
สร้างระบบ
แม้สถาบันที่ผมทำงานอยู่ในช่วงแรก นั่นคือมหาวิทยาลัยมหิดล จะประสบความสำเร็จอย่างดีในการบุกเบิกการวิจัยของประเทศไทยในช่วงสามสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ก็เป็นเพียงสถาบันหนึ่งเท่านั้น สถานภาพของการวิจัยของประเทศโดยรวมยังไม่ดี ในภาพใหญ่ สถานภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยยังย่ำแย่ ผมได้มีโอกาสในการช่วยพัฒนาโครงสร้างวิทยาศาสตร์ของประเทศ เมื่อได้ร่วมงานกับอาจารย์สง่า (ศาสตราจารย์ ดร สง่า สรรพศรี) เลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ และอีกหลายท่าน ในการจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน ได้ช่วยจัดตั้งและต่อมาเป็นผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เรียกสั้นๆ ว่า ไบโอเทค ได้ร่วมร่างกฎหมายและช่วยจัดตั้ง โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ซึ่งต่อมาได้รวมกับไบโอเทค และศูนย์แห่งชาติอีกสองศูนย์ เป็นสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และได้ช่วยร่างกฎหมายและร่วมจัดตั้ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ขึ้น
การสร้างระบบสนับสนุนและดำเนินการวิจัยและพัฒนาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างและการบริหารงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆอีกมาก เช่น การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและรับใช้สังคมได้เป็นเวลานาน การพัฒนานักวิจัยอาชีพ การพัฒนาสมาคมวิชาการต่างๆให้แข็งแกร่ง การสร้างระบบสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับรัฐบาลและประชาชนทั่วไป เพื่อให้ตระหนักและช่วยกันคิดในเรื่องถึงประเด็นสำคัญต่างๆที่มีผลกระทบต่อสังคม เช่น เรื่อง จีเอ็มโอ โคลนนิง ไอที เป็นต้น เรื่องที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือ การสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาในระดับต่างๆ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องการผู้มีความสามารถ ผู้ที่จะอุทิศตนเพื่อความรู้ เพื่อส่วนรวม ทั้งนี้ ต้องมีแนวพัฒนาอาชีพของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน ไม่ให้ต้องเผชิญความยากลำบากด้านรายได้ จนต้องหันไปทำงานอื่นแทน ตรงกันข้าม ต้องหาทางให้เขามีความรุ่งเรืองในอาชีพการงาน เป็นที่นิยมยกย่องของสังคม และได้รับผลตอบแทนตามที่สมควรได้จากความสามารถของเขา
ผมได้พยายามช่วยพัฒนาในด้านสำคัญต่างๆเหล่านี้เท่าที่จะทำได้ โดยสำนึกอยู่เสมอว่าเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่ง โดยพยายามไม่ให้เสียงานหลัก คือ งานวิจัย (และสอน ในช่วงที่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย) งานบริหารและพัฒนาการวิจัย และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีลักษณะคล้ายงานบริหารทั่วไป แต่ยากกว่าตรงที่ต้องมีความรู้ทางเทคนิค และต้องสามารถทำความเข้าใจกับบุคคลต่างๆ ทั้งในและนอกวงการ เป็นงานที่ต้องใช้เวลา ต้องมีมนุษยสัมพันธ์มาก บ่อยครั้งที่ผมอยากเพียงแต่สัมพันธ์กับหลอดทดลอง กับแบคทีเรีย อย่างที่เคย แต่แล้วผมก็กลับเห็นคุณค่าของความสามารถในการอธิบายให้คนทั่วไปที่ไม่รู้จักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการวิจัย ได้มีความเข้าใจมากขึ้น ผมพยายามหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนอกเหนือวิทยาศาสตร์อีกหลายด้าน เช่น เศรษฐศาสตร์ การบริหารสาธารณะ และการเมือง ทั้งนี้เพื่อจะได้สื่อความหมายกับบุคคลต่างๆได้
ผมได้พบว่า งานด้านการพัฒนาและบริหารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยนั้น บ่อยครั้งไกลไปจากวิชาการ และใกล้กับการบริหารรัฐกิจและการเมือง ทั้งนี้เพราะงานเหล่านี้ต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐและผู้บริหารที่มีฐานมาจากประชาชน ผมต้องรับฟังและปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐและผู้บริหาร แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มีหน้าที่ในการชี้แจงประเด็นต่างๆด้านวิชาการ เพื่อให้เกิดแนวนโยบายที่เหมาะสมที่สุดด้วย ตัวอย่างเช่น หากผู้บริหารบ้านเมืองมีแนวนโยบายว่าจะกำจัดยุงให้หมดไปจากประเทศไทยภายในห้าปี ผมก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่างๆเพื่อดูความเป็นไปได้ มียุงพันธุ์อะไรอยู่ที่ใด มีแหล่งเพาะพันธุ์อะไร มีความสัมพันธ์กับคนและสิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างไร มีวิธีการใดที่เคยใช้มา สำเร็จและไม่สำเร็จเพราะเหตุใด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เครื่องมือใหม่ใดในการกำจัด ราคาเป็นอย่างไร ใช้ยากหรือง่ายเพียงใด ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ผู้บริหารบ้านเมืองระดับสูงจะไม่มีเวลาและโอกาสคิด แม้จะมีความมุ่งมั่นในแนวนโยบายอยู่ และเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องอธิบายให้ทราบในภาพรวม ผมจะต้องพยายามยึดแนววิชาการ เพื่อที่จะได้ช่วยกลั่นกรองนโยบายให้ออกมาในรูปที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ เรื่องเหล่านี้ไม่ง่าย แต่ยังดีที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันมากนัก และแม้ความเห็นที่แตกต่างกันก็ยังอาจตัดสินกันได้ด้วยข้อมูลและหลักวิชา ที่สำคัญก็คือ การให้ข้อเสนอแนะและคำปรึกษาที่ดีที่สุด เพื่อที่ผู้บริหารประเทศจะได้แนวนโยบายที่เหมาะสม และชาวยดำเนินการให้มีทรัพยากร คน และระบบที่เหมาะสมที่สุด
แม้หนทางยังอยู่อีกไกล แต่ผมก็ดีใจที่มีผู้ร่วมเดินทาง มีผู้ช่วยกันสร้างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นเป็นลำดับ ไม่เฉพาะนักวิชาการเองเท่านั้น แต่ผู้บริหารประเทศ นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไปด้วย ระบบการสนับสนุนการวิจัยของเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการปรับปรุงด้านการจัดทำนโยบาย มีการให้ความสำคัญกับการวิจัยแบบบูรณาการมากขึ้น มีการสนับสนุนไม่เฉพาะการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่สนับสนุนนวัตกรรมในภาคการผลิตการบริการด้วย ระบบการผลิตนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราก็กำลังเข้าสู่ยุคที่มีความสามารถผลิตได้ทุกระดับ แม้อาจจะยังต้องระวังเรื่องคุณภาพอยู่ก็ตาม หากเราช่วยกันจริงจังต่อไปแล้ว สักวันหนึ่งเราคงมีระบบที่ดี ที่จะช่วยผลิตนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช่วยสนับสนุนนักวิจัย และนักวิชาการโดยทั่วไปให้ทำงานอย่างได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อถึงวันนั้น คงมีผู้ร่วมผจญภัยทางความคิด ผจญภัยในแดนความรู้มากขึ้นอีกเยอะ และสังคมของเราก็จะได้ประโยชน์จากการผจญภัยนี้ |