|
ศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ |
|
|
|
เขียนโดย Boonlert Aroonpiboon
|
|
ชีวิตและงานบนถนนสายวิทยาศาสตร์ : ศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ ศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ นามนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติ จะว่าไปแล้วเธอก็เป็นบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งที่มีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างนักวิจัยอาชีพให้แก่ประเทศ หากกล่าวถึงบทบาทหน้าที่การงานปัจจุบัน หลายคนคงทราบแล้วว่าเธอคือผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อีกทั้งยังเป็นประธานคระกรรมการบริหารมูลนิธิบัณฑิตยสภา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นศาสตราจารย์คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อดีตที่ผ่านมา สมัยเมื่อเพิ่งจบปริญญาตรี (วิทยาศาสตร์) สาขาชีวภาพ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอได้ไปทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ SEATO Medical Research Laboratory จากนั้นก็เติบโตก้าวหน้าอยู่ในวงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยเรื่อยมา กระทั่งมีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก สาขาจุลชีววิทยา ณ University of Rhode Island ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วจึงกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติจนถึงขณะนี้
“ตอนนี้จริงๆ ดิฉันก็ยังช่วยงานอยู่ที่ไบโอเทคซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สวทช. รู้จักไบโอเทคดีใช่มั้ยคะว่า เราเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ และเราทำในลักษณะที่สร้างพันธมิตรร่วม ทีนี้หลังจากดิฉันหมดวาระตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผู้อำนวยการคนใหม่ของไบโอเทคก็ขอให้ดิฉันไปช่วยเป็นที่ปรึกษา ขณะเดียวกันผู้อำนวยการของ สวทช. คือ อาจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน ก็ขอให้ดิฉันมาอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการของ สวทช. ดูแลด้านวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม ซึ่งหัวใจของงานก็คือการพัฒนาบุคลากรต่างๆ รวมทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่คนส่วนใหญ่ โดยเรามุ่งเน้นไปที่ชนบท เพราะฉะนั้นเราจึงมีวิทยาศาสตร์เพื่อชนบท และยังมีวิทยาศาสตร์เพื่อผู้ด้อยโอกาสหรือเพื่อคนพิการ เราพยายามจะทำงานเหล่านี้ให้เข้มแข็ง” เนื่องจาก สวทช. เป็นองค์กรที่สนับสนุนงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นจึงดำรงความเชื่อหลักว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะทำให้ประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ และมีส่วนช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น “ในแง่ที่กล่าวมา สวทช. ได้มอง 4 เทคโนโลยีหลัก นั่นคือ ไบโอเทค วัสดุศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และนาโนเทค การทำงานของ สวทช. เราสนับสนุนเทคโนโลยี 4 ข้อนี้ แต่ว่าเราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ถึงแม้เรามีคนทั้งหมด 2,000 คน เพราะว่าหน้าที่ของเราต้องทำให้ประเทศเข้มแข็ง ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราจึงต้องมีพันธมิตร เช่น ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะเป็นผู้ที่นำผลงานของเรา ไปขยายให้มีความกว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องพันธมิตรเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราที่เราต้องทำงานร่วมกับคนอื่นให้ได้ นี่เป็นปรัชญาการทำงานของ สวทช. และถ้ากลับมาถามว่า ไบโอเทคโนโลยีคืออะไร คำว่า ‘ไบโอ’ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เราจะต้องเอาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมาใช้งาน อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต อย่างเช่น การผลิตแอลกอฮอล์ เรานำยีสต์มาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ หรือการนวดขนมปังก็ต้องใส่ยีสต์ลงไป ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งความจริงเทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิมในเมืองไทยมีอยู่เยอะมาก เป็นต้นว่า อาหารหมักดองต่างๆ ประเด็นสำคัญก็คือ เราจะต้องพัฒนาให้อาหารหมักดองเหล่านั้นมีประโยชน์และมีคุณภาพดีขึ้น เพิ่มมูลค่าสูงขึ้น อย่างเช่น แหนม ในแง่ของวิชาการ ถามว่าไบโอเทคโนโลยีชีวภาพเข้าไปช่วยอย่างไรบ้าง แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปช่วยทำให้มันดีขึ้น เราก็ต้องศึกษาว่าในการทำแหนมให้เปรี้ยวได้เป็นเพราะจุลินทรีย์ แต่จุลินทรีย์นั้นมาจากหลายทิศหลายทาง จึงต้องมาพิจารณาว่าจุลินทรีย์อะไรที่เป็นตัวการหลักทำให้แหนมเปรี้ยวและอร่อย เราศึกษาพร้อมทั้งคัดเลือกจุลินทรีย์ตัวดี นี่แหละที่เรียกว่าไบโอเทคโนโลยี คือการนำจุลินทรีย์ตัวดีมาเพาะเลี้ยงให้ได้เยอะๆ เพื่อนำไปใส่ในแหนมให้เกิดคุณภาพและมีรสชาติดี ที่สำคัญเราสามารถควบคุมคุณภาพของแหนมได้ด้วย แต่ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสารพันธุกรรมต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต ถ้าเราเข้าใจในพันธุกรรม และอยากพัฒนาสิ่งมีชีวิตให้สามารถเข้ากับสภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้ เราก็เอาเทคโนโลยีเข้าไปทำการปรับหรือคัดเลือกเพื่อจะได้พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอย่างที่ต้องการ หรืออย่างตอนนี้คนส่วนใหญ่พูดกันถึงสถานการณ์โลกร้อน สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง เมืองไทยก็มีน้ำท่วมอยู่เรื่อยๆ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิของเราซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ดี แต่ว่าไม่ทนน้ำท่วม แล้วเราจะลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรได้อย่างไร เพราะไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อไหร่ เราสามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนน้ำท่วมได้หรือไม่ นี่คือเป้าหมายที่นักวิจัยบอกว่าอยากปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิให้ทนต่อน้ำท่วม แล้วไบโอเทคเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร ในทางทั่วๆ ไป การเกษตรอาจจะบอกว่าก็นำพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิมาผสมกับพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วม ก็จะได้พันธุ์ข้าวลูกเยอะแยะเลย แต่เราจะเลือกพันธุ์ข้าวลูกพันธุ์ไหนที่มีคุณสมบัติของข้าวขาวดอกมะลิมากที่สุด ขณะเดียวกันให้มีพันธุกรรมของข้าวทนน้ำท่วมที่ดีอยู่ด้วย เราจึงต้องทำการผสมพันธุ์ข้าวและคัดเลือกโดยทดลองปลูก เพื่อดูว่าพันธุ์ข้าวลูกพันธุ์ไหนที่ได้ผลดีตามต้องการ ดังนั้น ภายในระยะเวลา 6 ปีเราสามารถมีพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิทนน้ำท่วม และก่อนที่จะแจกจ่ายพันธุ์ข้าวนี้ให้แก่เกษตรกร เราได้นำไปทดสอบร่วมกับกรมการข้าว และทดลองปลูกในแปลงของเกษตรกร จังหวัดหนองคาย ปรากฏว่ามีน้ำท่วมเกิดขึ้นพอดี จึงพบว่าพันธุ์ข้าวนี้สามารถทนน้ำท่วมได้ดีมาก เราให้เกษตรกรชิมข้าวพันธุ์นี้ด้วย พวกเขาพอใจกันมาก เมื่อปีที่แล้ว สวทช.จัดงานประจำปี เราน้อมเกล้าฯ ถวายพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิทนน้ำท่วมนี้แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านนำไปพระราชทานให้แก่สามาพันธุ์เกษตรอินทรีย์ที่จังหวัดยโสธรและผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ผลปรากฏว่าปลูกแล้วเกษตรกรชอบ ทางจังหวัดพิจิตรกับจังหวัดพิษณุโลกก็อยากจะได้พันธุ์ข้าวนี้เหมือนกัน” เรื่องของพันธุ์ข้าวไทยในขณะนี้ นอกจากอยู่ในความสนใจของคนไทยด้วยกันเองแล้ว ล่าสุด สวทช. ได้ร่วมมือกับองค์การสำรวจอวกาศแห่งประเทศญี่ปุ่น (แจ็กซา – Japan Aerospace Exploration Agency : JAXA) กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำพันธุ์ข้าวไทยไปทดลองปลูกในอวกาศ โดยผลที่ได้จากการทดลองท่ามกลางสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ก็เพื่อมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรไทยมากที่สุด “เรามีโครงการร่วมกับสถานีอวกาศของญี่ปุ่น เขาอยากจะให้มีการทดลองบางอย่างในอวกาศ เขาอยากรู้ว่าในสภาวะที่เป็นสุญญากาศ ต้นข้าวจะประพฤติตัวอย่างไร ข้าวจะออกรวงมั้ย ขั้นแรกนักวิจัยก็จะต้องเขียนโปรเจ็คท์ไปแข่งขันกันก่อน ตรงนี้คิดว่าทำให้นักวิจัยเกิดจินตนาการ จุดประกายความคิดอะไรต่างๆ ตามมาอีกมาก และถ้าโครงการของใครได้รับคัดเลือก เขาก็อาจได้ขึ้นไปทำการทดลองในอวกาศ อันที่จริงเราเองก็อยากกระตุ้นให้นักวิจัยเกิดความกระตือรือร้น อยากรู้ผลว่าภายใต้สภาพสุญญากาศมันจะแตกต่างไปจากผืนดินหรือเปล่า ถ้าการวิจัยโครงการนี้ได้ขึ้นไปในสถานีอวกาศจริง ย่อมจะเป็นการจุดประกายให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังต่อไป เรียกว่าเป็นความท้าทายในเชิงวิทยาศาสตร์ อนาคตใครจะไปรู้ว่ามนุษย์อาจจะต้องขึ้นไปทำงานอยู่บนสถานีอวกาศนานๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างแหล่งอาหารเอง อย่างเช่น ข้าว ที่ถือกันว่าเป็นอาหารหลักของโลก” เมื่อพูดถึงการวิจัยอันมีนักวิจัยเป็นฟันเฟืองสำคัญของงาน แล้วประเทศไทยเกิดความรุดหน้าในเรื่องนี้แค่ไหนเพียงไร ศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ จึงถือโอกาสนี้แสดงทัศนะว่า “ดิฉันคิดว่าเมืองไทย ถ้าเราดูจากอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยเก่ง อย่างเช่น เรามีการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวตลอดมา เรามีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ มีนักวิจัยเก่งๆ แต่เราควรทำอย่างไรในการดึงศักยภาพคนเหล่านั้นออกมา โดยให้โอกาสเขาได้ทำวิจัยดีๆ มีสถานที่วิจัยที่ดี ต้องให้โอกาสคนเก่งได้ทำวิจัย หรือมีโอกาสคิดอะไรในเชิงลึก ขณะเดียวกันนักวิจัยก็ต้องตอบคำถามของประเทศให้ได้ว่าทำวิจัยเพื่ออะไร และนักวิจัยก็ควรทำในสิ่งซึ่งประเทศต้องการ” ดิฉันมองว่าประเทศไทยเรามีศักยภาพเรื่องการวิจัยดีพอสมควร อย่างถ้าดูจากเด็กเยาวชนที่ไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการในสาขาต่างๆ ของทุกปี ส่วนมากได้รับชัยชนะกลับมา หรือแม้แต่นักเรียนทุนต่างประเทศที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ส่งไปศึกษาต่อ นักเรียนไทยของเราไม่เคยแพ้ใคร กลับมาด้วยเกรดดีๆ ทั้งนั้น ทีนี้พอกลับมาแล้ว โอกาสที่เขาจะได้ใช้ความสามารถบางครั้งมันไม่มี ไม่มีห้องทดลองดีๆ ให้เขาทำงาน เพราะขาดเงินสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของ สวทช. ก็คือ สร้างนักวิจัยเพื่อทำวิจัย ตอนแรกเขาขาดคน กระทรวงวิทยาศาสตร์ก็ให้ทุนนักเรียนได้เรียนต่อ ส่วนหนึ่งเรียนในประเทศ อีกส่วนหนึ่งไปเรียนเมืองนอก พอเรียนจบ นักเรียนทุนส่วนหนึ่งกลับมาอยู่ที่ สวทช. นักเรียนทุนอีกส่วนหนึ่ง ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นี่คือผลแห่งหน้าที่ของเราที่จะต้องบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นเยาว์ให้เติบโตไปเป็นนักวิจัยอาชีพ เพราะการจะทำให้เกิดผลงานวิจัยขึ้นมาได้ มันต้องสร้างคนควบคู่กันไปด้วย ส่งเสริมให้อาจารย์กับนักศึกษาร่วมกันทำวิจัย อาจารย์สามารถส่งเด็กมาทำงานที่ห้องวิจัยที่นี่ได้ เรามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม นี่คือการสร้างพันธมิตรในลักษณะที่ทำงานร่วมกันอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ เราไม่ได้ส่งเสริมงานวิจัยเฉพาะเด็กนักศึกษาในเมืองไทยเท่านั้น เพราะเราคิดว่า นักวิจัยของเราต้องกว้าง ไม่ใช่แค่ความรู้กว้าง แต่ต้องรวมถึงวัฒนธรรมในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่นด้วย เราจึงมีงานวิจัยร่วมกับต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจน นอกจากเรื่องผลงานการวิจัยแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนเรื่องวัฒนธรรมกันด้วย สรุปก็คือดิฉันมองว่าสร้างนักวิจัยอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนด้วย ประเทศชาติจึงจะก้าวหน้าพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม แต่สำหรับตอนนี้ ไทยเราก็เป็นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรนานาชาติหลายองค์กรใช้ประเทศไทยเป็นฐานช่วยฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อให้เหมาะกับสภาพบ้านเมือง เมื่อเขาใช้เราเป็นฐานในการฝึกอบรม เขาก็ได้ส่งคนเก่งๆ เข้ามาด้วย ทำให้คนของเรามีโอกาสพบคนเก่งๆ จากประเทศที่พัฒนาแล้ว นักวิจัยของเราได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งๆ เหล่านี้ บางหน่วยงานถึงกับขอมาเรียนรู้รูปแบบการทำงานของเรา ว่าเรามีวิธีบริหารจัดการอย่างไร เพื่อเขาจะได้นำบางส่วนไปปรับปรุงพัฒนาในส่วนงานของเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีนี้ไทยจะมีการประชุมนักวิจัยระดับโลก นักวิจัยชาวไทยส่วนหนึ่งก็จะได้รับโอกาสเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ กล่าวต่อไปว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า อยากเห็นไบโอเทคเป็นเหมือน Center of Excellent ที่ทั่วโลกรู้จัก นี่เป็นวิสัยทัศน์ที่ผู้บริหารของเรามองอยู่ว่าเมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้ว เราก็อยากเขยิบขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือ เป็นศูนย์กลางทางด้านวิจัยและพัฒนา ที่ไม่ใช่แค่เป็นเลิศในแง่วิชาการ แต่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทสได้ อยากจะบอกอีกอย่างหนึ่งว่า สวทช. ไม่ได้มองอะไรที่เป็นเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว เรามองถึงวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม และวิทยาศาสตร์เพื่อชุมชนด้วย ดิฉันมีความเชื่อนะคะ ถ้าเรามีความตั้งใจทำงาน และเชื่อในเรื่องความเก่งของคน ขณะเดียวกันงานที่สำเร็จออกมาได้ ไม่ใช่เพียงคนคนเดียว เราต้องมีทีมงานที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ เพราะฉะนั้นถ้าเราให้ความใส่ใจในเรื่องการพัฒนาคน คิดว่าองค์กรของเราก็จะสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ หลักการบริหารงานของดิฉัน ดิฉันจะมองความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคน การสร้างคนก่อนเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้น เราต้องหาเป้าหมายของเราให้พบ ว่าเราจะชูธงอะไรเป็นเรื่องเด่น และต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้น นี่คือปรัชญาการทำงานของดิฉัน ส่วนด้านงานวิจัยนั้นต้องบอกก่อนว่าคงมีทั้งบวกและลบ บางครั้งเราไม่ได้ผลตามที่คิดหรือตามที่ตั้งสมมติฐานไว้ แต่ถึงอย่างไรก็มีองค์ประกอบหลายๆ ประการที่บอกเราได้ว่าทำไมมันถึงลบ ดิฉันมักบอกทีมงานว่าเมื่อเราทำงานอะไรแล้ว และเราไม่ได้ยอมแพ้ เราก็น่าจะกลับมาทบทวน วิเคราะห์สักนิดหนึ่ง ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อจะได้เดินกันต่อไปได้ อีกอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้ดิฉันคิดเสมอว่าทำอย่างไรเราถึงจะสร้างพันธมิตรให้ได้มากๆ ให้เขาอยากทำงานร่วมกับเรา ทำอย่างไรที่จะให้คนส่วนใหญ่ทำงานร่วมกับเรา รู้สึกแฮปปี้ รวมถึงเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมให้เกิดการยอมรับ เมื่อใดที่เรารู้ว่าสังคมต้องการอะไร และเราสามารถตอบสนองได้ สังคมยอมรับในงานของเรา ดิฉันคิดว่านี่ก็คือความสำเร็จอีกด้านหนึ่งของ สวทช.” ไหนๆ ก็มาถึง สวทช. แล้ว ยังมีอีกประเด็นที่ไม่ควรพลาดการสืบเสาะถาม เรื่องนั้นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ทั่วโลกกำลังกังวลกันอยู่มาก “เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน สวทช. เรามีโครงการอยู่หลายโครงการนะคะ อย่างช่วงนี้เราจะเห็นว่าฤดูกาลมันเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาความแล้ง หรือไม่ก็น้ำท่วม ดินเค็ม พันธุ์ข้าวทนน้ำท่วมเราทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนพันธุ์ข้าวทนแล้ง ค่อนข้างยาก เรากำลังวิจัยอยู่ ส่วนพันธุ์ข้าวทนดินเค็ม เรากำลังทำอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรามีโปรเจ็คท์ใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ทางภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นดินเค็ม เราเคยไปทำการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็ม โดยทำร่วมกับเกลือพิมาย และเราจะร่วมกับสยามซีเมนต์ไปฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มที่จังหวัดสกลนคร นอกจากนี้เรายังมีอีกโครงการหนึ่งในการติดตามความเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เราเรียกโครงการนี้ว่าป่าเมฆ ป่าเมฆก็คือภูเขาที่ค่อนข้างสูง อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเพียงนิดเดียว มันก็จะกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา เราจึงต้องไปตั้งสถานี เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงระบบธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต” แต่อีกแง่มุมหนึ่งสำหรับความภาคภูมิใจในชีวิตและงาน เธอบอกกับสกุลไทยว่า “งานของเราที่ทำกันอยู่ ก็ถือได้ว่าเป็นการสร้างคน ดิฉันมีความสุขที่ได้เห็นคนประสบความสำเร็จ ถ้าถามว่าดิฉันภูมิใจอะไรในตนเอง ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ได้ภูมิใจอะไรในตนเอง ครั้งหนึ่งสมัยที่ดิฉันยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย เคยทำงานวิจัยร่วมกับลูกศิษย์เกี่ยวกับเรื่องแก๊สชีวภาพ ผลวิจัยของเราสำเร็จดีมาก เราก็อยากนำผลงานของเราไปเผยแพร่ต่อภาคเอกชน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ยากมาก ดิฉันจำได้ว่าเราไปกันที่บริษัทเกษตรรุ่งเรือง ทางเกษตรรุ่งเรืองเขาก็บอกตกลงรับแผนงานของเรา ดิฉันว่านั่นคือความสำเร็จ แต่ไม่ใช่ความสำเร็จของดิฉันเพียงคนเดียว” ตลอด 1 ชั่วโมงแห่งการสัมภาษณ์ ทุกถ้อยคำที่เธอบอกเล่าออกมา สัมผัสได้ตรงๆ ว่าสุภาพสตรีท่านนี้มีชีวิตและลมหายใจอยู่ที่งานสายวิทยาศาสตร์จริงๆ ที่มา : นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2806 (วันที่ 29 กรกฎาคม 2551) |