|
สมเด็จพระเทพรัตนฯ บนเวทีวิทยฯ |
|
|
|
เขียนโดย Boonlert Aroonpiboon
|
|
สมเด็จพระเทพรัตนฯ บนเวทีวิทยาศาสตร์โลก โดย ฤทัย จงสฤษดิ์
ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขัตติยะราชกุมารีผู้ทรงเป็นที่รักของปวงประชาชนคนไทย ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-4 กรกฏาคม 2551 โดยหนึ่งในพระราชกรณียกิจในการเยือนครั้งนี้ พระองค์ทรงร่วมงานการประชุมนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ณ เมืองลินเตา และทรงเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเตา และ The Council for the Lindau Nobel Laureate Meetings เพื่อสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของไทย ได้มีโอกาสร่วมการประชุมกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานและการคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลก
ที่มาของการสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์เชื้อชาติไทยเข้าร่วมประชุมดังกล่าวนั้น เนื่องมาจากน้ำพระราชหฤทัยงดงามและเปี่ยมด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานโอกาสกับเยาวชนไทยในการเข้าร่วมงานทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ พระองค์ทรงรับสั่งกับคณะผู้บริหารของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ว่า...“...เคยอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับงานประชุมนักวิทยาศาสตร์โนเบล ณ เมืองลินเดา มาก่อน พบว่า มีเยาวชนจากนานาประเทศเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก รวมทั้งผู้แทนจากเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย จีน แต่ไม่เคยมีเยาวชนไทยสาขาวิทยาศาสตร์คนใดได้เข้าร่วมงานนี้ อยากให้ดำเนินการในการประสานงานเพื่อขอรายละเอียดและติดต่อผู้จัดงานในการจัดส่งตัวแทนไทยเข้าร่วมประชุมดังกล่าวนี้...” ก่อนหน้านี้ พระบารมีของพระองค์ท่านทำให้เยาวชนไทยหลายคนได้รับโอกาสยิ่งใหญ่ ในการเข้าร่วมกิจกรรมวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ เช่น สถาบันเดซีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำของโลกได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้นักศึกษาไทยสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งผ่านหลักสูตรในระดับปริญญาตรีเข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติการวิจัยเกี่ยวกับด้านแสงซินโครตรอน นักศึกษาไทยนับสิบคนจึงมีโอกาสก้าวสู่การทำวิจัยระดับสากล ร่วมทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก และได้ใช้ชีวิตและสังคมร่วมกับเพื่อนนักวิจัยรุ่นเยาว์จากนานาชาติกว่า 80 ชีวิตในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนของแต่ละปี และก่อนเดินทาง เยาวชนไทยจะเตรียมตัวให้พร้อม โดยส่งอี-เมลไปยังสถาบันเพื่อให้เล่ารายละเอียดหัวข้องานวิจัยที่ตนถนัดและสนใจที่จะไปศึกษาค้นคว้า สถาบันจะช่วยจัดหานักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงประจำตัว และเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือ ตลอดจนสถานที่ให้เยาวชนไทยทำงานอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมา เยาวชนไทยได้รับการชื่นชมจากทีมนักวิจัยของสถาบัน ว่ามีความตั้งใจในการทำงานและมีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ เช่น การวิเคราะห์และค้นหาโลหะหนักจาสีทาบ้าน การหาความเข้มข้นของสารต่างๆ ในแร่ การหาโครงสร้างสามมิติของโปรตีนที่ช่วยทำลายแมลงศัตรูพืช เมื่อครั้งที่ผู้แทนเยาวชนไทยมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานประชุมประจำปี สวทช. เมื่อเดือนมีนาคม 2551 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รังสิต พระองค์ทรงมีรับสั่งแนะนำเยาวชนว่า“เมื่อมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมในต่างแดน เยาวชนควรหมั่นหาความรู้และประสบการณ์ให้มาก ไม่เพียงแต่ทำงานและทำกิจกรรมในสถาบันเพียงอย่างเดียว แต่ให้เรียนรู้สังคม วัฒนธรรม และบ้านเมืองของผู้อื่นว่าเป็นอย่างไร” สำหรับการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 โดยมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ได้รับรางวัลโนเบลกับเยาวชนและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล นักศึกษา และนักวิจัยจากทั่วโลกได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมทุกปีหมุนเวียนไปตามสาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี และสรีระหรือแพทยศาสตร์ และในปี พ.ศ.2548 เป็นปีไอน์สไตน์ได้จัดการประชุมขึ้นทั้งสามสาขาพร้อมกัน และในปี พ.ศ.2551 นับเป็นปีแรกที่มีผู้แทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากประเทศไทยเข้าร่วมประชุมในสาขาฟิสิกส์ ในช่วงฤดูร้อน เกาะลินเดา เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จะเป็นสถานที่นัดพบระหว่างนักวิทยาศาสตร์โนเบลกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ สำหรับผู้แทนนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นเยาว์ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมงานนักวิทยาศาสตร์โนเบลประจำปี 2551 มีทั้งสิ้น 3 คน อยู่ในระดับชั้นการศึกษาและสถาบันที่แตกต่างกัน ได้แก่ นายปัทม์ วงษ์ปาน นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นางสาวอัจฉรา ปัญญา นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.สตรีรัตน์ กำแพงแก้ว โฮดัค อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลอดเวลาเกือบสัปดาห์ที่ได้ฟังบรรยายและพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ช่วยเปิดโลกทรรศน์ทางวิชาการ เรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ จากประสบการณ์จริงของนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลในอดีตจำนวนมาก ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่มีความสามารถพิเศษ และมีใจรักการทำงานวิจัยจากประเทศต่างๆ จำนวน 60 กว่าประเทศ รวมทั้งหมดกว่า 500 ชีวิต “ปัทม์ วงษ์ปาน” ผู้แทนจากประเทศไทยที่มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า “รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้พระราชทานโอกาสล้ำค่าแก่เด็กไทยเข้าร่วมการประชุมระดับโลก ที่มีนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลจำนวนมาก ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ผมวางแผนที่จะนำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ในมหกรรมงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ งานประชุมวิชาการ ตลอดจนไปจุดประกายตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติต่อไป” ส่วน “อัจฉรา ปัญญา” นักศึกษาสาวที่วางแผนจะศึกษาต่อปริญญาเอกในสาขาฟิสิกส์ กล่าวว่า งานนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการก้าวสู่ถนนนักฟิสิกส์ เพราะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดจนรับฟังประสบการณ์โดยตรงจากผู้ประสบความสำเร็จ ทำให้ทราบว่าการคิดค้นของวงการฟิสิกส์ปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว และในอนาคตจะไปในทิศทางใด “การเข้าร่วมครั้งนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและกำลังใจในการทำงาน ประสบการณ์จากการไปร่วมการประชุมในครั้งนี้ จะเป็นพลังงานสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าต่อสังคมได้ในฐานะของนักฟิสิกส์ไทย” ขณะที่หนึ่งดอกเตอร์ “สตรีรัตน์ กำแพงแก้ว โฮดัค” อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาฯ กล่าวว่า เวทีนี้ได้ช่วยสร้างพันธมิตรร่วมงานวิจัยที่ดี ประสบการณ์การเข้าร่วมครั้งนี้ทำให้มีกำลังใจดีขึ้นมาก ในการทำวิจัยให้ประสบผลสำเร็จควบคู่กับการสอนให้มีประสิทธิภาพ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง แม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่คนไทยเข้าร่วมการประชุมกับนักวิทยาศาสตร์โนเบลที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก และทางผู้จัดงานได้พร้อมใจคัดเลือกให้ “ดร.สตรีรัตน์” เป็นผู้แทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกที่มีกว่า 500 คนในการกล่าวสุนทรพจน์ขอบคุณและอำลาในพิธีปิดงาน วันสุดท้ายของการประชุม เราอาจเห็นการโบกมืออำลากันของเหล่านักวิทยาศาสตร์ระดับปรมาจารย์ ที่ตั้งใจมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน และนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่กำลังพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อรอวันเป็นคลื่นลูกใหม่ แม้โอกาสครั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของมิตรภาพและพลังสานต่อความร่วมมือเพื่อสรรค์สร้างผลงานวิจัย และการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 12 August 2008 )
|