สวทช.ร่วมทุนเอกชน ตั้งโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกในประเทศไทย
 
  • บุกเบิกการจัดตั้งโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรม (Fermentation Plant) ที่ใช้เทคโนโลยีของไทยเป็นแห่งแรกในประเทศไทย
  • ลดการนำเข้าเชื้อจุลินทรีย์จากต่างประเทศ เป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินงาน
  • ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตสุกรขุนได้กว่า 130 บาทต่อตัว ในขณะที่มีการลงทุนเพิ่มเพียง 30 บาทต่อตัว
 
อาคารพระจอมเกล้า กรุงเทพฯ : เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.  ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกลุ่มนิติกาญจนา ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับฟาร์มเลี้ยงสุกรและโรงงานผลิตอาหารสัตว์มาตั้งแต่ปี 2533  โดยมีขนาดธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสุกรใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยและมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ และมีกลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ทดลองขยายการเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ของ สวทช. เข้าร่วมลงทุนด้วย เพื่อลงทุนในบริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด ซึ่งจะดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพในระดับอุตสาหกรรมขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

การร่วมทุนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ให้เกิดการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. เพื่อบุกเบิกการผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม โดยอาศัยกลไกการร่วมลงทุนของศูนย์ลงทุน สวทช. ในการลงทุนร่วมทุนกับภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และต่อยอดงานวิจัยให้เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการจัดตั้งโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม (Fermentation Plant) ที่ใช้เทคโนโลยีของไทยเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์ Bacillus subtilis ของ สวทช. เป็นหัวเชื้อตั้งต้นในการผลิต ทั้งนี้สามารถช่วยลดการนำเข้าเชื้อจุลินทรีย์จากต่างประเทศ ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินงาน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก โดยสามารถลดต้นทุนการผลิตสุกรขุนได้กว่า 130 บาทต่อตัว ในขณะที่มีการลงทุนเพิ่มเพียง 30 บาทต่อตัว นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดจากองค์ความรู้ในเรื่องการเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ Bacillus subtilis ไปสู่เชื้อจุลินทรีย์ประเภทอื่น เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ และรา เป็นต้น และนำไปสู่การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีชีวภาพในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมปุ๋ยชีวภาพ และอุตสาหกรรมยา


บริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด จะมีทุนจดทะเบียนบริษัท 100 ล้านบาท โดย สวทช. จะร่วมลงทุน 49 ล้านบาท กลุ่มนิติกาญจนา 49 ล้านบาท และกลุ่มนักวิจัย  2 ล้านบาท โดยโรงงานของบริษัทฯ จะตั้งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี และพร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนธันวาคม 2552  บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 100 200 ล้านบาทต่อปี จากมูลค่าตลาดเชื้อจุลินทรีย์และสารเสริมชีวภาพประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี โดยบริษัทฯ จะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10-20% ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มี 3 ลักษณะ แบ่งตามความเหมาะสมในการใช้งานของลูกค้า ประกอบด้วย  1) อาหารสัตว์หมักชีวภาพแบบแห้ง (Dry Supplement) มีลักษณะเป็นผง เหมาะสำหรับโรงงานผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสุกร  2) เชื้อจุลินทรีย์แบบเหลว (Wet Bacteria) มีลักษณะเป็นน้ำ เหมาะสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และ  3) เชื้อจุลินทรีย์แบบแห้ง (Dry Bacteria) ที่เป็นกากถั่วเหลืองที่ได้รับการฉีดพ่นละอองเชื้อจุลินทรีย์ เหมาะสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์และบริษัทขายยาสัตว์

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ จะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เพิ่มอัตราการย่อยอาหารให้สูงขึ้น มีจุลินทรีย์ที่ใช้เป็น Pro-biotic ในสัตว์ และมีเอ็นไซม์ที่สำคัญซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการย่อยพันธะของแป้ง ไฟเบอร์ น้ำตาล และโปรตีน ทำให้สุกรที่ได้รับอาหารที่ผสมเชื้อจุลินทรีย์หรืออาหารสัตว์หมักชีวภาพของบริษัทฯ โตเร็ว แข็งแรง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต

 ###