บทที่ 2 วิธีการ
การดำเนินการศึกษาในครั้งนี้ ได้มีวิธีการดำเนินการศึกษา ดังนี้
1. การจัดการเพื่อให้เกิดการบริหาร
2. การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
3. องค์ประกอบที่ 1
4. องค์ประกอบที่ 2
5. องค์ประกอบที่ 3
6. องค์ประกอบที่ 4
7. องค์ประกอบที่ 5
8. การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต
9. การศึกษาสรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว
10. การศึกษาประโยชน์แท้แก่มหาชน
1. การจัดการเพื่อให้เกิดการบริหาร
หลังจากโรงเรียนได้รับการตอบรับให้เข้าเป็นสมาชิกงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนในวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 โรงเรียนได้ดำเนินการประชุมคณะครู-อาจารย์ในโรงเรียนเพื่อแจ้งนโยบายให้บุคลากรรับทราบและแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเป็นแกนหลักในการทำงาน โดยทำความเข้าใจกับบุคลากรให้ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน มีการดำเนินการดังนี้
1. งานสวนพฤกษศาสตร์ให้เป็นงานหนึ่งในโครงสร้างของกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน
โดยมี นางสาวอมรา วีสเพ็ญ ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน นางกัลยา จันทะนาวงษ์ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานและผู้ประสานงาน งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน(คำสั่งโรงเรียนวารินชำราบที่ 127/2550 ลงวันที่ 4 มิ.ย.50)
2. การดำเนินงานได้แบ่งความรับผิดชอบเป็นคณะสี (คำสั่งโรงเรียนวารินชำราบที่
105 /2550 ลงวันที่ 14 พ.ค. 50)โดยมีครูและนักเรียนในสังกัดคณะสี แบ่งเป็น 5 คณะสี ดังนี้
1. คณะอินทนิน (สีม่วง) วันจันทร์ มีนายสุรพล กิ่มเกลี้ยง เป็นหัวหน้าคณะสี
2. คณะจามจุรี (สีชมพู) วันอังคาร มีนายพันธ์ศักดิ์ พูลเสมา เป็นหัวหน้าคณะสี
3 คณะพยัพหมอก (สีฟ้า) วันพุธ มีนายเจษฎา กาบยุบล เป็นหัวหน้าคณะสี
4. คณะยูงทอง (สีแดง) วันพฤหัสบดี มีนางรังสิมา คชธานี เป็นหัวหน้าคณะสี
5. คณะทองกวาว (สีแสด) วันศุกร์ มีนางนุชลักษณ์ หงษ์ทอง เป็นหัวหน้าคณะสี
3. แต่งตั้งคณะกรรมการ (คณะ) ปฏิบัติกิจกรรม 5 ส. บริเวณพื้นที่ (คำสั่งโรงเรียนวารินชำราบที่ 133/2550 ลงวันที่ 18 มิ.ย.50) รับผิดชอบตามกิจกรรม 5 ส.และดูแลรักษาต้นไม้ บริเวณพื้นที่คณะโดยปฏิบัติทุกวันอังคาร ดังนี้
1. คณะทองกวาว (สีแสด) รับผิดชอบพื้นที่ดังนี้
1.1 รับผิดชอบสนามฟุตบอล
1.2 ต้นไม้แนวถนนและบริเวณเสาธง
1.3 สนามกีฬา อบจ.
1.4 กระถางคบเพลิง อัฒจรรย์เชียร์กีฬา
1.5 บริเวณหมู่บ้านพักครู
1.6 ถนนรอบสนามฟุตบอล
2. คณะยูงทอง (สีแดง) รับผิดชอบพื้นที่ดังนี้
2.1 บริเวณอาคารเรียน 3 และที่จอดรถยนต์
2.2 บริเวณหอประชุมและสวนป่า
2.3 บริเวณอาคารเรียนชั่วคราว(เกษตรกรรม)
2.4 สวนหย่อมเกาะกลางถนน
3. คณะพยัพหมอก (สีฟ้า) รับผิดชอบพื้นที่ดังนี้
3.1 บริเวณอาคารโรงฝึกงานอุตสาหกรรม
3.2 ห้องส้วมนักเรียนหญิง
3.3 บริเวณสวนพฤกษศาสตร์ (สวนสมุนไพร)
3.4 บ้านพักนักการภารโรง
3.5 บริเวณสระน้ำ
3.6 บริเวณอาคารเรียน 2
4. คณะอินทนิน (สีม่วง) รับผิดชอบพื้นที่ดังนี้
4.1 บริเวณอาคารเรียน 1
4.2 ต้นไม้และบริเวณแนวรั้วหน้าอาคารเรียน 1
4.3 บริเวณโรงอาหาร มินิมาร์ท และห้องดนตรีสากล
4.4 ส้วมนักเรียนชาย
4.5 หอพระพุทธรูป
4.6 ป้อมยาม
5. คณะจามจุรี (สีชมพู) รับผิดชอบพื้นที่ดังนี้
5.1 บริเวณสวนหย่อมพระอภัยมณี
5.2 เรือนประชาสัมพันธ์ และบริเวณโดยรอบ
5.3 บริเวณสวนป่า สนามบาสเกตบอล สนามเปตอง เวทีกลางแจ้ง
5.4 บริเวณหอศิลป์อุรเคนท์
5.5 บริเวณอาคารเรียนชั่วคราว (ชั้นเรียน ม. 2)
5.6 บริเวณอาคารเรียนกึ่งถาวร
5.7 ถนนทางเข้าอาคารศิลปะและหน้าอาคารเรียนกึ่งถาวร
4. การจัดการประชุมจัดพร้อมกับการประชุมครูประจำทุกเดือน เพราะถือว่าครู และบุคลากรทุกคนในโรงเรียนเป็นคณะกรรมการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนโดยตำแหน่ง
2. การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
1. การจัดการเรียนการสอนบูรณาการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนจัดสอดแทรกไว้ในทุกกลุ่มสาระ
วิชาให้อิสระในการจัดการเรียนการสอน เช่น กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ จัดสอดแทรกในการเรียนการสอนสาระวิชาชีววิทยา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมช่วงชั้นที่ 4 และ ช่วงชั้นที่ 3 กลุ่มสาระการงานอาชีพ สาระวิชาเกษตรกรรม คหกรรม
2. การกำหนดพื้นที่และการจัดกลุ่มการศึกษา นักเรียนช่วงชั้นที่ 4 ศึกษาพืชในสวนกล้วย ชั้นม. 5 ศึกษาและดูแล ปลูก พืชสมุนไพรไทย ชั้น ม. 6 ศึกษาและดูแล ปลูก พืชพรรณไม้หอม และพรรณไม้ไทย ช่วงชั้นที่ 3 ปลูกดูแล ศึกษา สวนเฟิน สมุนไพรแป๊ะตำปึง นักเรียนกิจกรรมสวนพฤกษศาสตร์ศึกษาการดำเนินงาน 5 องค์ประกอบ ในภาคเรียนที่ 2 นักเรียนชั้น ม.5 ศึกษาเรื่องของพฤกษศาสตร์(พืช) การเก็บตัวอย่างพืช ดอง แห้ง และอบรมการสร้างรูปวิธาน
องค์ประกอบสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
องค์ประกอบที่ 1
1. ให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับการศึกษาพืชและให้ไปสำรวจพืชที่ตนเองรู้จักมาคนละ 5 ต้น
2. ในระยะแรก ๆ การศึกษาข้อมูลของพืช ใช้สมุดบันทึกข้อมูลพรรณไม้ ตามแบบ ของ อพ.สธ. โดยให้นักเรียนที่เรียนรายวิชาชีววิทยาเป็นผู้ทำการศึกษาร่วมกับรุ่นน้องอีก 3 คน กำหนดการศึกษาภายใน 1 เดือน ปกติต้องศึกษาพืชที่มี ดอก ผล แต่ถ้าระยะที่ศึกษายังไม่มีดอก ก็เว้นไว้เมื่อมีดอกจึงทำการศึกษาต่อ
3. นำมาเขียนบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลพรรณไม้
4. นำแบบบันทึกข้อมูลพรรณไม้ไปศึกษาต้นไม้ที่เลือก โดยทำการศึกษาร่วมกับเพื่อนต่างระดับชั้นอีก 2 คน
5. นำแบบฟอร์มบันทึกพรรณไม้มาสืบค้น สอบถามผู้รู้ และค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อจัดทำป้ายชื่อชั่วคราว
6. การสำรวจพรรณไม้จะแยกออกเป็นต้นไม้ดั้งเดิม ต้นไม้ปลูก และพืชทั่ว ๆ ไป
7. นำแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลพรรณไม้มาจัดทำทะเบียนพรรณไม้ ตามแบบของโครงการฯ ครูตรวจสอบความถูกต้อง
8. จัดทำการบันทึกข้อมูลพรรณไม้ลงในระบบสารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ และรูปภาพส่วนประกอบ
9. ส่งข้อมูลไปตรวจสอบความถูกต้องโดยนักพฤกษศาสตร์
10. จัดทำป้ายชื่อนำไปติดที่ต้นไม้ที่ตนเองรับผิดชอบ
11. ครูนำนักเรียนแกนนำตรวจสอบและแก้ไขป้ายชื่อที่นำไปแขวนให้ถูกต้อง (โดยไม่ใช้วิธีตอกตะปูตามต้นไม้)
12. การสำรวจพรรณไม้เพิ่มเติมจะกระทำตลอดปีการศึกษาและดำเนินการตามข้อ 1-12
13. ข้อมูลพรรณไม้ของโรงเรียนพร้อมที่จะเผยแพร่ให้กับโรงเรียนสมาชิกที่ต้องการศึกษา
14. จัดทำแผนผังพรรณไม้ในโรงเรียนทั้งที่มีอยู่เดิมและปลูกเพิ่ม จัดทำเป็นผังรวมและผังแยกโดยได้บูรณาการในรายวิชา ว 41103 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชีววิทยา ก่อนลงมือปฏิบัติการครูได้ให้ความรู้ในการจัดทำแผนผัง และแบ่งเขตการจัดทำ จัดทำแผนผังต้นไม้ในโรงเรียน โดยวิธีจัดทำแผนผังรวมก่อน แล้วแบ่งกลุ่มจัดทำแผนผังย่อยในแต่ละส่วน แบ่งเขตรับผิดชอบจัดทำแผนผังต้นไม้โดยทำฉบับร่างก่อนค่อยนำมาลงทำฉบับจริง จัดแสดงไว้ในที่คนส่วนใหญ่มองเห็นชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการศึกษา
วิธีการจัดทำแผนผังต้นไม้
1. แบ่งเขตพื้นที่เป็นส่วน ๆ เพื่อง่ายต่อการจัดทำ
2. แบ่งซอยพื้นที่ให้มีขนาดเล็กลงไปอีก
3. กำหนดทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก
4. ขึงเชือกในแนวทิศเหนือทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และ วัดระยะห่างของต้นไม้ กับเส้นตัดทั้งสองอ่านค่าออกมาเป็นระยะห่างมีหน่วยเป็น เมตร พร้อมบอกแนวทิศ ด้วย
5. จัดทำแผนผังย่อยเสร็จแล้วนำไปรวมเป็นแผนผังใหญ่ จนเป็นผังทั้งโรงเรียน
การเก็บตัวอย่างพืช
นักเรียนได้ทำการเก็บตัวอย่างพืช ทั้งส่วนที่เป็นเมล็ด ส่วนต่าง ๆ ของพืชเก็บในลักษณะแห้ง และดอง โรงเรียนได้ใช้วิธีการดองโดยใช้น้ำสไปรท์ และแอลกอฮอล์
การรวบรวมพรรณไม้เข้าปลูกในโรงเรียน
4. องค์ประกอบที่ 2
การรวบรวมพรรณไม้เข้ามาปลูกในโรงเรียน จัดกระทำในหลายรูปแบบ และในหลายโอกาส แต่มีข้อจำกัดในด้านพื้นที่ของโรงเรียนที่มีน้อยเพียง 32 ไร่ เศษ ต้องแบ่งเป็นส่วนที่เป็นอาคารเรียน อาคารฝึกงาน หอประชุม โรงอาหาร บ้านพักครู ถนน และสนามกีฬา เป็นต้น ต้นไม้ดั่งเดิมของโรงเรียนก็มีอยู่บ้างที่มีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก เพราะเดิมที่ตั้งโรงเรียนเป็นป่าชุมชนและป่าช้า พืชที่นำมาปลูกส่วนใหญ่จึงเป็นไม้ประดับ จัดวางแบบสวนหย่อม ดังนั้นต้นไม้ที่รวบรวมนำเข้ามาปลูก พยายามปลูกพืชที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป โตเร็ว ให้ร่มเงาได้ มีแนวปฏิบัติ ดังนี้
1. ปลูกตามวันสำคัญต่าง ๆ ในรอบปีการศึกษา เช่นวันเข้าพรรษา วันวิทยาศาสตร์ วันสุนทรภู่ วันแม่ วันพ่อ เป็นต้น
2. จัดทำโครงการย่อย ประกอบงานสวนพฤกษศาสตร์ เช่น โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไทย โครงการปลูกไม้ผล โครงการสมุนไพรในโรงเรียน โครงการปลูกไม้หอม โครงการสวนเฟิน เมื่อจัดทำโครงการขึ้นมาก็เป็นกุศโลบายให้เกิดการช่วยกันปลูกต้นไม้
3. โรงเรียนมีนโยบายให้นักเรียนเข้าใหม่รวมกลุ่มกันปลูกต้นไม้ และ นักเรียนชั้น ม.6 ก่อนจะสำเร็จการศึกษาต้องปลูกต้นไม้คนละหนึ่งต้นไว้เป็นที่ระลึก
4. เมื่อมีการปลูกต้นไม้จะจัดทำทะเบียนปลูกต้นไม้ และทะเบียนบริจาคต้นไม้
5. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2549 ได้ทำโครงการปลูกไม้หอม โดยทำการปลูก คนละ 2 ต้นในบริเวณสวนป่า และ ด้านหลังอาคาร 1 และ 2
6. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทำโครงการสวนสมุนไพรในโรงเรียน ใช้พื้นที่หน้าโรงฝึกงาน ปลูกพืชสมุนไพรทั้งหายาก และหาง่าย โดยทำการปลูกคนละ 2 ต้น
7. ในปีการศึกษา 2550 นักเรียนกำลังดำเนินการดูแล รักษา ต้นไม้ที่นักเรียนทำการปลูก และกำลังทำการศึกษา สรรพคุณของสมุนไพรเหล่านั้น โดยการสำรวจหมอชาวบ้านหรือปราญช์ชาวบ้านที่มีความสามารถในการใช้ยาสมุนไพร ต่าง ๆ งานนี้ใช้เวลา 1 ภาคเรียน
5. องค์ประกอบที่ 3
การศึกษาข้อมูลด้านต่าง ๆ มีการเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และมาศึกษากันอย่าง
จริงจังเมื่อ พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน มีลำดับดังนี้
1. ระยะปี พ.ศ. 2546 – 2548 ได้ทำการศึกษาพืช “กล้วยน้ำว้า” ในหัวข้อ “ทรัพยากรไทย : สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว” โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น ปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางกายภาพ แบ่งช่วงเวลาในการศึกษาออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 1 สัปดาห์ บันทึกสิ่งที่สังเกตเห็น ใช้ระยะเวลาในการศึกษาทั้งหมด 1 ปี 6 เดือน นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ มาพัฒนาต่อไปเป็นการศึกษาพืชและสัตว์อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกล้วยน้ำว้าจนกระทั่งวันหนึ่งได้รับความเมตตาจากท่าน ดร.พิสิษฐ์ วรอุไร เดินทางไปให้ความรู้กับเด็ก ๆ ถึงโรงเรียน ท่านสอนวิธีการศึกษาสรรพสิ่งที่มาพันเกี่ยวต้องศึกษาอย่างไร ทำอย่างไร จากวันนั้นมา นักเรียนได้เลือกทำการศึกษามดอย่างละเอียด และนำไปบูรณาการในหลายรูปแบบ
2. ระยะปี พ.ศ. 2548-2549 ได้ทำการศึกษาพืชในแง่การนำมาใช้ประโยชน์ โดยศึกษาจากธรรมชาติของพืช ส่วนต่าง ๆ ของ “กล้วยน้ำว้า”ว่ามีศักยภาพอย่างไรและคิดออกมาว่าจะนำธรรมชาตินั้นหรือ ศักยภาพนั้น ๆ มาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เมื่อได้แนวความคิดแล้วก็เริ่มลงมือทำการทดลอง โดยวิธีการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จนได้ผลสรุปและเขียนรายงานสรุป
3. วันที่ 8 – 12 มกราคม พ.ศ. 2550 ได้ไปรับความรู้ในวิธีการศึกษาเรื่อง “ประโยชน์แท้แก่มหาชน” ได้ปรับวิธีการศึกษาพืชเพื่อให้ได้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับ “ประโยชน์แท้แก่มหาชน” อีกครั้ง
4. ในช่วงวันที่ 10 – 12 ตุลาคม 2549 ได้ทำการอบรมให้ความรู้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 75 คน เรื่อง “การสร้างรูปวิธาน” เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำรูปวิธานอย่างง่ายโดยใช้พืชในโรงเรียน และสามารถเขียนรูปวิธานอย่างง่ายไว้ใช้ในโรงเรียนได้ นอกจากนั้นยังมีโครงการอบรมให้ความรู้กับนักเรียนรุ่นต่อ ๆ ไป อีก
6. องค์ประกอบที่ 4
ในการเขียนรายงานในระยะแรกให้เขียนรายงานการศึกษาพืชตามแบบสมุดบันทึกข้อมูลพรรณไม้ ตามแบบ อพ.สธ. ต่อมาการเขียนรายงานให้เขียน ตาบแบบใบงานที่ให้นักเรียนไปศึกษา
ในช่วงปี พ.ศ. 2547 – 2550 ให้นักเรียนเขียนรายงานการศึกษาพรรณไม้ ตามแบบที่นักเรียนออกแบบเอง นอกจากนั้นยังมีการบูรณาการ กับรายวิชาอื่น ๆ และมีการทำงานแบบแบ่งงานกันทำเมื่อทำเสร็จจะนำกลับมารวบรวมผลงานกันได้แบบเขียนรายงานเป็นห้องละ 1 เล่ม เป็นการรวมผลงานของนักเรียนทั้งห้องไว้ด้วยกัน
สำหรับการเรียนรายงานใน หัวข้อ “ทรัพยากรไทย : ประโยชน์แท้แก่มหาชน” นั้น จะเขียนเป็นรายงานห้าบท ในรูปของการรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยนำผลจากการศึกษา คุณลักษณะ ศักยภาพ ของพืช จนไปถึงการนำมาใช้ประโยชน์ และเริ่มกำหนดสมมุติฐาน กำหนดตัวแปร วางแผนการทดลอง เปรียบเทียบ ทำการทดลอง ค้นคว้า อภิปรายผลการทดลอง และ สรุปผลการทดลอง นำมาเขียนรายงาน
นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2549 ในภาคเรียนที่ 1/2549 ได้ศึกษา “ธรรมชาติแห่งชีวิต” ของ “ต้นลิ้นปี่” ภาคเรียนที่ 2 /2549 ศึกษา “ธรรมชาติแห่งชีวิต” ของต้น “ขรี” โดยให้นักเรียนวางแผนการศึกษาเองนำมาเขียนรายงานส่งครู
สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ศึกษาพืช ชนิดอื่น ๆ เช่น ต้นข้าวโพด ต้นเฟิน ต้นแพงพวย ต้นแป๊ะตำบึง ต้นถั่ว
7. องค์ประกอบที่ 5
โรงเรียนได้นำประโยชน์ของสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนไปใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอน โดยใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนธรรมชาติ การบูรณาการในกลุ่มสาระวิชาต่าง ๆ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ศิลปศึกษา วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพ
กลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ นำการหาพื้นที่ของใบไม้ขนาดต่าง ๆ การคำนวณหาความสูงของต้นไม้ การคำนวณพื้นที่ในการปลูก
กลุ่มสาระวิชาภาษาไทย นำการแต่งกลอน ผญา หมอลำ เรียงความ กลอนแปด
กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศึกษาด้านต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา อาชีพ พืชเศรษฐกิจ
กลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ ศึกษาด้านชีววิทยาของพืช เช่น กล้วยน้ำว้า ลิ้นปี่ ขรี แพงพวย ถั่ว ข้าวโพด แป๊ะตำปึง ฮว่านง๊อก ตะไคร้หอม ดาวเรือง ฯลฯ
กลุ่มสาระวิชาการงานและอาชีพ ศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชในแง่การนำมาประดิษฐ์ เช่นใบตองทำกระทง ห่อหมก บายศรี มาลัย การทำโครงงานคหกรรม เกษตรกรรมฯ
กลุ่มสาระวิชาศิลปศึกษา เช่นการวาดภาพส่วนต่าง ๆ ของพืช การวาดภาพพืชที่ประทับใจ
การนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษาข้อมูลด้านต่าง ๆ /การศึกษาความรู้เพิ่มเติมในพืชพรรณไม้ที่มีในโรงเรียน
( 1 ) ชีวิทยา ได้ทำการศึกษาพืชในเชิงลึก เรื่อง “กล้วยน้ำว้า” ศึกษาในหัวข้อ ”ธรรมชาติแห่งชีวิต โดยได้บูรณาการกับสาระวิชาชีววิทยา ทำการศึกษาส่วนต่าง ๆ ของกล้วยน้ำว้า ตั้งแต่ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ศึกษาเซลล์ภายในโดยทำการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ แว่นขยาย ศึกษาทั้งการตัดตามยาวและตามขวาง ศึกษาสมบัติทางเคมีของส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วย ด้านการเจริญเติบโตในแต่ละอายุของต้นกล้วย (นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาในพืชชนิดอื่นอีก เช่น ต้นลิ้นปี่ ต้นขรี ฯ)
( 2 ) นิเวศวิทยา ศึกษาความสัมพันธ์ของนิเวศวิทยา ในหัวข้อ “สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว” โดยได้ทำการศึกษาปัจจัยด้านชีวภาพ ด้านกายภาพที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และการดำรงชีวิตของต้นกล้วย ศึกษารวมไปถึงสัตว์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บูรณาการไปถึงมดแมลงที่มีส่วนในการใช้ประโยชน์ของต้นกล้วย จนเกิดการแต่งกลอน กลอนหมอลำ ผญา นิทาน บทเรียนการ์ตูนที่เป็นฝีมือของนักเรียน (ดังเอกสารที่แนบ)
( 3 ) การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ ได้บูรณาการกับวิชาเกษตรกรรม และกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ในการปลูกสวนกล้วย สวนสมุนไพร สวนเฟิน และสวนไม้พื้นเมือง
( 4 ) การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น
- เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของชุมชน
- เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ
- ชุมชนได้เอื้อเฟื้อบริจาคต้นไม้และต้นกล้วยมาปลูกในโรงเรียน
(5) การนำพืชพรรณไม้ที่มีในโรงเรียนไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ
( 1 ) เป็นสื่อการสอน / บูรณาการกับการเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ
- ใช้เป็นสื่อการสอนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยา เคมี วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
- บูรณาการกับสาระการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระ เช่น เฟินสวยด้วยมือเราวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ระดับชั้นม.4 กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษาฯ การสอดแทรกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสมุนไพรการรักษา
- บูรณาการกับเรื่องเกี่ยวกับโครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงงานวิทยาศาสตร์
( 2 ) การนำไปขยายพันธุ์ ปลูกเลี้ยง จำหน่าย
- ได้ทำการขยายพันธุ์ต้นกล้วยชนิดต่าง ๆ และได้จัดทำโครงการรวบรวมพันธุ์กล้วยที่มีในท้องถิ่นนำเข้ามาปลูกในโรงเรียน
- ได้จัดทำสวนเฟิน ตามโครงการ”เฟินสวยด้วยมือเรา” นำเฟินชนิดต่าง ๆ เข้ามาปลูกเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้
- ได้จัดทำสวนสมุนไพรรวบรวมสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปลูกไว้ให้นักเรียนได้ศึกษา
( 3 ) จัดให้บริการการใช้ประโยชน์แก่นักเรียน ครู อาจารย์ ชุมชนและประชาชนทั่วไป
- จัดมีห้องแสดงผลงานการปฏิบัติงานตามองค์ประกอบทั้ง 5 ของงานสวนพฤกษศาสตร์ เป็นที่เก็บรวมรวมผลงานของนักเรียน
- จัดให้มีมุมสืบค้นสำหรับครู – นักเรียน ชุมชน และบุคคลที่สนใจทั้งหนังสือและอินเตอร์เน็ต
- จัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงาน ความก้าวหน้าของงาน ผลงานนักเรียนโดยทำการเปลี่ยนบอร์ดบ่อย ๆ ทุก 1 – 2 สัปดาห์
- เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับโรงเรียน ครู นักเรียน อื่น ๆ ที่สนใจศึกษาดูงาน
- จัดให้มีการสอนการใช้ประโยชน์จากใบกล้วย และต้นกล้วย โดยสอนในคาบกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ เช่น การทำบายศรี แบบต่าง ๆ การทำกระทงขนาดเล็ก จนถึงกระทงขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 120 cmร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อบต.) นำเข้าประกวดกับชุมชนได้รับรางวัลชนะเลิศ
- จัดสอนนักเรียนเกี่ยวกับการประดิษฐ์และการจัดดอกไม้สด การทำพานพุ่ม และร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อบต.)คำน้ำแซบ จัดทำรถบุพผาชาติเข้าร่วมประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศ
ประโยชน์ที่นอกเหนือจากนี้ นักเรียนได้ฝึกการทำงานร่วมกัน การมีจิตสาธารณะ รักพวกพ้องและรักโรงเรียน แม้นักเรียนเก่าที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วยังหวนกลับมาช่วยงานสวนพฤกษศาสตร์เสมอ ๆ
8. การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต
ผลการศึกษา “กล้วยน้ำว้า”
การศึกษาพืช กล้วยน้ำว้า ในหัวข้อ ธรรมชาติของชีวิต โดยอาศัยหัวข้อใบงานและยึดหลักการศึกษาทางด้านชีววิทยาเป็นหลัก บูรณาการเข้ากับกลุ่มสาระวิชาต่าง ๆ ทำให้ได้ความรู้ สาระ วิธีการศึกษา และพบว่า กล้วยน้ำว้าที่เราคุ้นเคย ที่เราคิดว่ารู้จักดี แท้ที่จริงยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้ ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบต้นกล้วยน้ำว้าที่เราพบเห็นได้ว่าแต่ละต้น แต่ละสายพันธุ์นั้นมีสิ่งที่ไม่เหมือนกันอีกมาก จากการศึกษาทำให้ได้องค์ความรู้ต่าง ๆ มากมาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากและยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่ได้ค้นคว้า ศาสตร์ต่าง ๆ ที่นำมาศึกษายังไม่เพียงพอที่จะค้นหา ความไม่รู้ยังมีอีกมาก ถ้าเราไม่ละความพยายามเสียก่อน
ข้อดีของการเลือกศึกษา กล้วยน้ำว้า เพราะกล้วยน้ำว้ามีอยู่มากมายในครอบครัวไทย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ใช้ประโยชน์ได้มากมาย มีผลผลิตให้ได้ศึกษาตลอดทั้งปี มีต้นที่มีระยะอายุทุกระยะอายุ ช่วงอายุตั้งแต่เกิดจนให้ดอกให้ผลรับประทานได้ เพียง 10 – 12 เดือน เท่านั้น และผลการศึกษาในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า ต้นกล้วยน้ำว้าที่ปลูกไว้ในโรงเรียนมีลักษณะที่ไม่เหมือนต้นกล้วยน้ำว้าที่พบเห็นทั่วไป รูปร่างลักษณะอาจเหมือน แต่ในความเหมือนก็มีบางสิ่งที่ไม่เหมือน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะทำการศึกษาต่อไป
วิธีการศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อที่จะต้องแก้ไขอยู่บ้าง เพราะการศึกษากล้วยน้ำว้ากระทำโดยนักเรียนหลายกลุ่ม หลายปีการศึกษา เป็นเหมือนภาพต่อที่แต่ละภาพมองเห็นเฉพาะภาพที่ตนเองกระทำแต่ไม่มีโอกาสที่จะเห็นภาพของผู้อื่นกระทำ ต่อเมื่อนำภาพเหล่านั้นมาต่อเป็นภาพผืนใหญ่แล้วนั่นเองจึงจะทราบว่าภาพรวมเป็นอย่างไร ผู้ศึกษาแต่ละกลุ่มจะทราบและชำนาญเรื่องราวเฉพาะที่ตนเองได้ศึกษาเท่านั้นไม่สามารถชำนาญในเรื่องที่ผู้อื่นศึกษา จำเป็นจะต้องศึกษาจากผลของผู้ที่
ทำการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้เพื่อประโยชน์แห่งตน
จากการศึกษา กล้วยน้ำว้า ในหัวข้อศึกษา ทรัพยากรไทย : ธรรมชาติของชีวิต ได้ทำการศึกษาโดย อาศัยหลักทางชีววิทยา ศึกษาลักษณะภายนอก ภายใน การศึกษาจากกล้องจุลทรรศน์ แว่นขยาย การทดสอบสารที่มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของกล้วยน้ำว้า การศึกษาทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนต่าง ๆของต้นกล้วยน้ำว้ามากขึ้น สามารถทำใบงานที่จะใช้ในการศึกษาได้ทั้งหมด
155 ใบงาน โดยแบ่งออกเป็น ใบงานที่ศึกษาส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยน้ำว้า ดังนี้
ตารางที่ 2.1 หัวข้อใบงานการศึกษาพืช กล้วยน้ำว้า
ใบงาน การศึกษากล้วยน้ำว้า
| ใบงานที่ | หัวเรื่องที่ศึกษา |
|---|---|
| 1. | ลักษณะทั่วไปของต้นกล้วยที่สังเกตเห็น |
| 2. | ลักษณะการเรียงก้านใบ |
| 3. | ลักษณะความยาวของก้านใบ |
| 4. | สีของก้านใบ |
| 5. | ลักษณะภายในของก้านใบ(ตามขวาง) |
| 6. | ลักษณะภายในของก้านใบ(ตามยาว) |
| 7. | ลักษณะสีของใบแก่ |
| 8. | การศึกษาลักษณะของใบอ่อนที่ม้วนยังไม่คลี่ออก |
| 9. | ลักษณะสีของใบอ่อนที่คลี่ออกมาแล้ว |
| 10. | การศึกษาใบอ่อนที่อยู่ภายในลำต้นเทียม |
| 11. | ลักษณะของปลายใบ |
| 12. | ลักษณะของขอบใบ |
| 13. | ขนาดของใบ (กว้าง/ยาว) |
| 14. | พื้นที่ของใบ |
| 15. | ลักษณะการจัดเรียงตัวของเส้นใบ |
| 16. | ขนของใบ |
| 17. | สีของใบ(หลังใบท้องใบ) |
| 18. | ลักษณะของปากใบ |
| 19. | ความเหนียวของใบ |
| 20. | ลักษณะของใบแห้ง(สี/ความเหนียว/การม้วนงอ) |
| 21. | ลักษณะภายในของใบผ่าตามขวาง |
| 22. | ลักษณะภายในของใบผ่าตามยาว |
| 23. | ลักษณะการฉีกขาดของใบ |
| 24. | ลักษณะของยาง(สี/กลิ่น/รส) |
| 25. | ประโยชน์ของยาง |
| 26. | โทษของยาง |
| 27. | ลักษณะของใบตองดิบ |
| 28. | การศึกษาลักษณะของใบกล้วยแห้ง |
| 29. | ลักษณะทั่วไปของใบกล้วยสด1 ใบ |
| 30. | การศึกษารังหนอนกล้วย |
| 31. | ใบกล้วยสีเหลือง |
| 32. | ลักษณะภายนอก/ในของกาบกล้วยสด |
| 33. | ลักษณะของใบอ่อน |
| 34. | การเปรียบเทียบลักษณะของใบอ่อน/เหลือง/แห้ง |
| 35. | ชนิดของราก |
| 36. | ลักษณะของขนราก |
| 37. | การแผ่กระจายของราก |
| 38. | ความเหนียวของราก |
| 39. | ลักษณะของหมวกราก |
| 40. | ความยาวของราก |
| 41. | สีของราก |
| 42. | ขนาดของราก |
| 43. | ลักษณะของยางราก |
| 44. | ลักษณะภายในของรากผ่าตามขวาง |
| 45. | ลักษณะภายในของรากผ่าตามยาว |
| 46. | สมบัติทางกายภาพของราก |
| 47. | สมบัติทางเคมีของราก |
| 48. | ลักษณะวิสัยของลำต้นเทียม |
| 49. | ชนิดของลำต้นและลักษณะภายนอก |
| 50. | รูปทรงของลำต้นเทียม |
| 51. | ความสูงของลำต้นเทียม |
| 52. | ขนาดของลำต้นเทียม(เส้นรอบวง) |
| 53. | สีของลำต้นเทียม(หยวก) |
| 54. | ลักษณะเส้นใยของหยวกกล้วย(สด/แห้ง) |
| 55. | ลักษณะผิวของลำต้น |
| 56. | ข้อปล้องของลำต้น(ใต้ดิน) |
| 57. | ลักษณะของยางที่ลำต้น |
| 58. | สีของน้ำยาง |
| 59. | การหาค่า pHของยางกล้วย |
| 60. | ลักษณะการแตกหน่อ |
| 61. | คุณสมบัติทางกายภาพของลำต้นเทียม |
| 62. | คุณสมบัติทางเคมีของลำต้นเทียม |
| 63. | ลักษณะภายในของหน่ออ่อน(ตามยาว) |
| 64. | ลักษณะภายในของหน่ออ่อน (ตามขวาง) |
| 65. | ลักษณะภายในของกาบ(ลำต้นเทียม)ผ่าตามยาว |
| 66. | ลักษณะภายในของกาบ(ลำต้นเทียม)ผ่าตามขวาง |
| 67. | ลักษณะภายในของลำต้นใต้ดิน (ผ่าตามยาว) |
| 68. | ลักษณะภายในของลำต้นใต้ดิน (ผ่าตามขวาง) |
| 69. | การทดสอบน้ำยางกับไอโอดีน |
| 70. | การทดสอบน้ำยางกับสารละลายเบเนดิกส์ |
| 71. | การทดสอบความเหนียวของเชือกกล้วย |
| 72. | ลักษณะของกาบกล้วยแห้ง |
| 73. | ชนิดของดอก(ดอกเดี่ยว/ดอกช่อ) |
| 74. | ส่วนประกอบของดอก |
| 75. | ตำแหน่งของดอก |
| 76. | ขนาดของดอกย่อย |
| 77. | รูปทรงของดอก |
| 78. | รูปทรงของดอกย่อย |
| 79. | จำนวนของดอกย่อย |
| 80. | ความยาวของก้านดอกย่อย |
| 81. | จำนวนกลีบเลี้ยง |
| 82. | สีของกลีบเลี้ยง |
| 83. | ลักษณะของกลีบ(แยกกัน/ติดกัน) |
| 84. | จำนวนกลีบดอก |
| 85. | สีของกลีบดอก |
| 86. | ลักษณะของกลีบดอก |
| 87. | จำนวนเกสรตัวผู้ |
| 88. | สีของเกสรตัวผู้ |
| 89. | จำนวนเกสรตัวเมีย |
| 90. | สีของเกสรตัวเมีย |
| 91. | ช่วงเวลาที่ออกดอก |
| 92. | กลิ่นของดอก |
| 93. | คุณสมบัติทางกายภาพอื่น ๆ ของดอก |
| 94. | คุณสมบัติทางเคมีของดอก |
| 95. | ลักษณะภายในของกาบดอก(ปลี)ผ่าตามยาว |
| 96. | ลักษณะภายในของกาบดอก(ปลี)ผ่าตามขวาง |
| 97. | ลักษณะภายในของรังไข่ (ผ่าตามยาว) |
| 98. | ลักษณะภายในของรังไข่ (ผ่าตามขวาง) |
| 99. | ยางกล้วยช่วยแต่งภาพ |
| 100. | ลักษณะภายนอกของกาบปลี |
| 101. | ลักษณะภายในของเกสรตัวผู้ผ่าตามขวาง |
| 102. | ลักษณะเกสรตัวผู้ผ่าตามยาว |
| 103. | ลักษณะภายในของเกสรตัวเมียผ่าตามขวาง |
| 104. | การศึกษาปลีกล้วยผ่าตามยาว |
| 105. | การศึกษาปลีกล้วยผ่าตามขวาง |
| 106. | ภาพวาดปลีกล้วย |
| 107. | ชนิดของผล |
| 108. | ลักษณะผลอ่อน(ภายนอก/ภายใน) |
| 109. | ลักษณะผลแก่(ภายนอก/ภายใน) |
| 110. | ลักษณะผลสุก(ภายนอก/ภายใน) |
| 111. | ลักษณะสีของไส้กล้วยน้ำว้า |
| 112. | รูปทรงของผล |
| 113. | สีของผล |
| 114. | ลักษณะผิวของผล |
| 115. | ลักษณะพิเศษอื่น ๆ ของผล |
| 116. | คุณสมบัติทางกายภาพของผลดิบ |
| 117. | คุณสมบัติทางกายภาพของผลสุก |
| 118. | คุณสมบัติทางเคมีของผลดิบ |
| 119. | คุณสมบัติทางเคมีของผลสุก |
| 120. | ลักษณะภายในของผลดิบ (ผ่าตามยาว) |
| 121. | ลักษณะภายในของผลดิบ (ผ่าตามยาว) |
| 122. | ลักษณะภายในของผลดิบ (ผ่าตามขวาง) |
| 123. | ลักษณะภายในของผลสุก (ผ่าตามยาว) |
| 124. | ลักษณะภายในของผลสุก (ผ่าตามขวาง) |
| 125. | การทดสอบแป้งในผลกล้วยดิบ สุก ด้วยสารละลายไอโอดีน |
| 126. | การศึกษาลักษณะของผลกล้วยอายุ 2เดือนครึ่ง |
| 127. | ลักษณะของกล้วยอายุ 1 เดือน ตัดได้ 4 วัน |
| 128. | ลักษณะของกล้วยอายุ 1 เดือน ตัดได้ 14 วัน |
| 129. | การทดสอบน้ำตาลในกล้วยสุก/ดิบ ด้วยเบเนดิกส์ |
| 130. | ลักษณะของกล้วยอายุ 2 เดือนครึ่งตัดแล้ว 4 วัน |
| 131. | การศึกษาลักษณะของผลกล้วยอายุ 1 เดือน |
| 132. | ลักษณะทั่วไปของเครือกล้วย |
| 133. | การศึกษาลักษณะของกล้วยน้ำว้าที่ผิดปกติ |
| 134. | การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผลกล้วยเมื่อผ่านความร้อน |
| 135. | การทดสอบผลกล้วยที่ผ่านความร้อนแล้วด้วยสารละลายไอโอดีน |
| 136. | การทดสอบผลกล้วยที่ผ่านความร้อนแล้วด้วยสารละลายเบเนดิกส์ |
| 137. | ความสัมพันธ์ของชีวภาพอื่น ๆ ของต้นกล้วย |
| 138. | ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม |
| 139. | ความสัมพันธ์กับพืชอื่น ๆ |
| 140. | กล้วยช่วยลดมลภาวะ |
| 141. | การใช้ประโยชน์จากใบ- ใช้ห่อขนมแบบต่าง ๆ |
| 142. | บายศรีใบตอง |
| 143. | กระทงลอย |
| 144. | กระทงดอกไม้ |
| 145. | การทำม้าก้านกล้วย |
| 146. | ประโยชน์จากหยวกกล้วย อาหารสัตว์ |
| 147. | อาหารจากหัวปลี/แกงเลียงหัวปลี |
| 148. | ห่อหมกหัวปลี |
| 149. | หัวปลีเป็นอาหารเครื่องเคียง |
| 150. | การศึกษาวิธีทำส้มตำหัวปลี |
| 151. | ลาบวุ้นเส้นหัวปลี |
| 152. | ของเล่นจากก้านกล้วย |
| 153. | วิถีชีวิตของคนไทยกับกล้วยน้ำว้า |
| 154. | ความเชื่อของคนไทยกับกล้วยน้ำว้า |
| 155. | คำพังเพยที่มีกล้วยเข้าไปเกี่ยวข้อง |
9. การศึกษาสรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว
การศึกษา กล้วยน้ำว้า ในหัวข้อศึกษา ทรัพยากรไทย : สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว ได้ทำการศึกษากล้วยน้ำว้าเพื่อสร้างความตระหนักให้เด็กและเยาวชนหันมาให้ความสำคัญของกล้วยน้ำว้ามากขึ้น โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ การสังเกตเป็นหลักได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาด้านธรรมชาติของชีวิต โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน คือ
ด้านที่ 1 ศึกษาด้านชีววิทยา ศึกษาส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วย ตั้งแต่รากไปจนถึงดอกผล ลักษณะภายนอก ลักษณะภายใน การเจริญเติบโต
ด้านที่ 2 ด้านกายภาพ อาศัยการสังเกตง่าย ๆ ศึกษาการจัดเรียงตัวของเส้นใบ การแผ่กระจายของราก ความเหนียวความคงทนต่อแรงดึงของส่วนที่เป็นเส้นใย ทิศทาง การงอกของราก ใบ ดอก ผล หาพื้นที่ของใบ นับจำนวน หาความสูงโดยใช้หลักทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์
ด้านที่ 3 ด้านเคมี ศึกษาสารเคมีที่มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของกล้วยน้ำว้า เช่น แป้ง น้ำตาล และสมบัติของยางกล้วย ความเป็นกรดเป็นเบส
ขั้นตอนที่ 2 ทำการศึกษา กล้วยน้ำว้าในเรื่องสรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว โดยแบ่งการศึกษา ออกเป็น 2 ด้าน คือ
ด้านที่ 1 ด้านกายภาพที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต การเจริญเติบโตของต้น
กล้วยน้ำว้า เช่นฤดูกาลต่าง ๆ แสง ความชื้น กระแสลม อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นเบส สภาพของดินบริเวณที่ต้นกล้วยขึ้นอยู่ รวมไปถึงอายุของต้นกล้วยก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน
ด้านที่ 2 ด้านชีวภาพ ที่มีผลต่อต้นกล้วยน้ำว้า เช่น พืชที่ขึ้นอยู่บริเวณใกล้ ๆ
แมลง มด ไส้เดือน ผึ้ง ตั๊กแตน รา เพลี้ย รวมทั้งการกระทำของมนุษย์ แม้แต่ผลกระทบของต้นกล้วยที่ขึ้นอยู่ในกอเดียวกัน
วิธีการศึกษา
1. สำรวจต้นกล้วยภายในโรงเรียนวารินชำราบและ ที่บ้าน หมู่บ้าน
2. ศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์และรูปวิธานของพืช
3. ตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ ชื่อท้องถิ่นและการใช้ประโยชน์
4. ศึกษาระบบนิเวศ ปัจจัยทางกายภาพที่มีผลต่อต้นกล้วย
5. ศึกษาปัจจัยทางชีวภาพที่มีผลต่อต้นกล้วย
6. ศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ในข้อ 4 และ 5 ในระยะเวลาที่ไม่เหมือนกันในแต่ละฤดูกาล
7. สำรวจ สังเกต ในช่วงเวลาแต่ละเดือน ระบุวัน เวลา สถานที่ ใช้เวลาสังเกตแต่ละช่วงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เช้า - เย็น
8. นำผลการศึกษามาวิเคราะห์ วิจารณ์ และนำไปบูรณาการกับกลุ่มสาระวิชาต่าง ๆ
10. การศึกษาประโยชน์แท้แก่มหาชน
ช่วงปีการศึกษา 2548 – ต้นปีการศึกษา 2550 ทำการศึกษา กล้วยน้ำว้าในเรื่อง
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของกล้วยน้ำหว้า โดยการศึกษาด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ในหัวข้อต่อไปนี้
1. โครงงานแท่งเพาะพืชจากต้นกล้วย
2. โครงงานกระดาษจากปลีกล้วย
3. โครงงานกล้วยฉาบสมุนไพร
4. โครงงานถ่านผลไม้
5. โครงงานมหัศจรรย์ยางกล้วยสวยด้วยสีบาติก
6. โครงงานกระดาษจากใยต้นกล้วย