บทที่ 2 วิธีการ
2.1 การจัดการ
2.1.1 การจัดการเพื่อให้เกิดการบริหาร
โรงเรียนบ้านแต้ใหม่ได้ดำเนินงานตามโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ดังนี้
1.ประชุมแต่งตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน คณะครู ผู้นำชุมชนบุคลากรจากองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วชี้แจงนโยบาย หลักการ และวิธีการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
2.คณะกรรมการร่วมกันจัดทำแผนงาน/โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่อง
มาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
3.สร้างความสนใจ และเตรียมความพร้อมให้อาจารย์ผู้สอนวิชาต่าง ๆ โดยการปลูกเพิ่มและบำรุงรักษาให้เจริญเติบโตเพื่อให้ความสวยงาม ในสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน
4.จัดประชุมชี้แจงนักเรียน เกี่ยวกับการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน(กิจกรรมที่ 7) กิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ให้เข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของพันธุกรรมพืช อีกทั้งกิจกรรมที่ทางโรงเรียนดำเนินการ ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องมีส่วนร่วม
5.เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ อาจารย์ผู้สอน เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายวิธีการศึกษา และความรู้พื้นฐานเรื่องการศึกษาพรรณพืช
6.ครูและนักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรม ตามขั้นตอน การบูรณาการแต่ละวิชา/สาระ
7.รวบรวมผลการศึกษาพรรณพืช จัดเป็นองค์ความรู้ของโรงเรียน
2.1.2 การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
กำหนดพื้นที่ให้นักเรียนรับผิดชอบในการดูแลต้นไม้ ดังนี้
1.พื้นที่ 1 ใน 3 ส่วน บริเวณหลังโรงเรียน เป็นพื้นที่ป่ารกและเป็นที่ตั้งของค่ายลูกเสือ
2.พื้นที่ 2 ใน 3 ส่วน เป็นพื้นที่บริเวณ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารเรียน อาคารประกอบสนามฟุตบอล สวนเกษตร สวนสมุนไพร สวนผักพื้นบ้าน พืชผักสวนครัวและเรือนเพาะชำ ซึ่งโรงเรียนได้จัดแบ่งพื้นที่ เป็น 6 เขต/บริเวณ กำหนดให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 1- 6 รับผิดชอบ ชั้นละ 1 โซน ตามความเหมาะสมของวัยและชั้นปฐมวัย อนุบาล 1และ 2 ให้ดูแลต้นไม้ในกระถางหน้าห้องเรียนของตนเอง
2.2 องค์ประกอบของงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
องค์ประกอบที่ 1 การจัดทำป้ายชื่อพรรณไม้
โรงเรียนบ้านแต้ใหม่ ได้ดำเนินการ ดังนี้
1.จัดทำป้ายชื่อประจำต้นไม้ในโรงเรียน ซึ่งในขั้นแรกเป็นชื่อพื้นเมือง โดยได้ข้อมูลจากการสอบถามผู้ปกครอง ผู้รู้ในชุมชน แล้วทำป้ายชื่อผูกติดไว้กับต้นไม้ โดยนักเรียน ชั้น ป.4-6
2.จัดทำทะเบียนพรรณไม้
3.ค้นคว้าชื่อสามัญชื่อวิทยาศาสตร์ จากเอกสาร จากนั้น ตรวจสอบโดยนักพฤกษศาสตร์
4.ทำป้ายชื่อที่สมบูรณ์
5.จัดกิจกรรมให้นักเรียน เรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ และรหัสที่ปรากฎบนป้ายชื่อต้นไม้แต่ละต้น โดยการนำไปบูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระภาษาไทย
6.จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกให้นักเรียนทุกคน รักและหวงแหนป้ายชื่อต้นไม้ ไม่ทำลาย แสดงความเป็นเจ้าของในสมบัติของส่วนรวมร่วมกัน
7.จัดกิจกรรมซ่อมแซมป้ายชั่วคราว ป้ายสมบูรณ์ที่ชำรุดเสียหาย โดยการดำเนินการของนักเรียนชั้น ป.5-6
- ปี พ.ศ. 2548 โรงเรียนบ้านแต้ใหม่ สำรวจพืชและทำทะเบียนพรรณไม้ได้ 176ชนิด และมีป้ายชื่อพรรณไม้ที่สมบูรณ์ 60 ชนิด
- ปี พ.ศ. 2549 โรงเรียนได้สำรวจชื่อต้นไม้ เพิ่มเป็น 193 ชนิด และมีป้ายชื่อพรรณไม้ที่สมบูรณ์รวม 100 ชนิด
องค์ประกอบที่ 2 การรวบรวมพรรณไม้เข้าปลูกในโรงเรียน
กิจกรรมที่ได้ดำเนินการในปี 2548-2550 มีดังนี้
เหตุ จากการสำรวจพบว่า พรรณไม้ในโรงเรียน ที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่าทางด้านสมุนไพรและเป็นตัวอย่างพรรณไม้ที่ควรค่าแก่การศึกษามีจำนวนน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการศึกษาสำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียนซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่
วิธีการ ครูได้ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนนำเมล็ดมาจากฝักและต้นอ่อนมาเพาะและปลูกในโรงเรียนเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตและประโยชน์ และ ได้ดำเนินตามกิจกรรมดังนี้
1.วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) นักเรียนชั้น ป.4-6 ได้ขยายพันธุ์พืช โดยวิธีการหลายอย่าง เช่น การเพาะเมล็ดต้นกล้าในถุงดำ การปักชำ
2.วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) นักเรียนชั้น ป.1-3 ได้ช่วยกันขยายพันธุ์พืชโดยการใช้เมล็ดพืช ชนิดต่าง ๆ เข้ามาปลูก
3.โดยการขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล ในการสนับสนุนพันธุ์พืชที่จะนำเข้ามาปลูกในโรงเรียนซึ่งจากการรวบรวมพรรณไม้เข้ามาปลูกหลากหลายวิธีดังกล่าว ทำให้โรงเรียนบ้านแต้ใหม่ มีพรรณไม้ที่รวบรวมเข้ามาปลูก ในปี 2548 – 2550 ได้แก่ ไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร ผักพื้นเมือง ไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชผักสวนครัว ซึ่งจะแสดงให้เห็นตัวอย่างการรวบรวมพรรณไม้เข้ามาปลูก ดังนี้ 1.ไม้ยืนต้น
ตารางที่ 4 ข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นที่โรงเรียนนำมาปลูกเพิ่ม 7 ชนิด ได้แก่
| ชื่อพรรณไม้ | จำนวนต้น |
|---|---|
| ประดู่ | 10 |
| แคบ้าน | 10 |
| สัตตบรรณ | 20 |
| ลีลาวดี | 10 |
| เฟื่องฟ้า | 10 |
| ยางนา | 10 |
| มะม่วง | 20 |
2. พืชสมุนไพร
จัดทำสวนสมุนไพร 1 สวน และปลูกพืชสมุนไพร จำนวน 63 ชนิด
ได้แก่ กกลังกา กระชาย กระต่ายหมายจันทร์ ขมิ้น ข่อย ข่า ขิง เข็มป่า คว่ำตายหงายเป็น แค จอก ชะพลู ดีปลี ตะไคร้ ตะไคร้หอม ตำลึง เตยหอม ทองพันชั่ง ทับทิม นมตำเลีย น้อยหน่า บอระเพ็ด บัวบก ปอกระเจา ผักปลัง ผักเป็ดแดง พลู พุดซ้อน พุทธรักษา เพชรสังฆาต แพงพวยบก ฟ้าทะลายโจร น้ำลายพังพอน มะกรูด มะขาม มะนาว มะยม มะระขี้นก มะลิ ยอ ยูคาลิปตัส รางจืด ยาเขียว รำเพย กระบอก ลิ้นมังกร ว่านงาช้าง ว่านงู ว่านชักมดลูก ว่านตีนตะขาบ ว่านนกคุ่ม ว่านไพลดำ
ว่านหอยแครง ว่านหางจระเข้ สบู่ดำ สาบเสือ เสลดพังพอน แสยก หญ้าคา หนอนตายหยาก หนุมานนั่งแท่น หูปลาช่อน เหงือกปลาหมอ อัญชัน อุตพิด จันทน์ผา จันทน์แดง ลักกะจั่น เอื้อง-หมายนา
ผู้ปลูกและดูแลรักษา รับผิดชอบโดยนักเรียนชั้น ป.2และ ป.3 โดยมีคุณครูมารศรี
ติณะรัตน์และ คุณครูอุทัยวรรณ กุลบุตร เป็นครูผู้ดูแลให้คำปรึกษา
3.ผักพื้นบ้าน
จัดทำสวนผักพื้นบ้าน 1 สวนและรวบรวมผักพื้นบ้านเข้ามาปลูก จำนวน 69 ชนิด
ได้แก่ กระชาย กระโดน กระเทียม กระเพรา กล้วย กระถิน ขมิ้น ขนุน ข่า ข้าวโพดอ่อน ขี้เหล็ก
แคบ้าน ชะพลู ชะอม ตะไคร้ แตงกวา แตงร้าน ตำลึง แตงโม ถั่วฝักยาว ถั่วพลู ถั่วเหลือง ทับทิม
น้อยหน่า น้ำเต้า บวบกลม บัวบก ผักกะเฉด ผักกาดหอม ผักแขยง ผักโขม ผักคราด ผักชี ผักบุ้ง
ผักแว่น ผักเสี้ยน เผือก พริกขี้หนู พริกไทย เพกา ฟักทอง มะกรูด มะขาม มะขามป้อม มะเขือเทศ
มะเขือพวง มะเขือยาว มะตูม มะนาว มะพร้าว มะเฟือง มะไฟ มะม่วง มะยม มะระขี้นก มะรุม
มะละกอ มะแว้งต้น แมงลัก มันเทศ ย่านาง ยอ สมอไทย สะระแหน่ สายบัว สับปะรด โหระพา
หมอน้อย
ผู้ดูแลรักษาและรับผิดชอบ โดยนักเรียนชั้น ป.5 โดยมีคุณครูเพชรรัตน์ สาระวงศ์
เป็นครูผู้ดูแลให้คำปรึกษา
4.ไม้ดอกไม้ประดับ
จัดทำสวนหย่อมและปลูกไม้ดอกไม้ประดับในกระถาง ไว้บริเวณต่าง ๆ หน้าอาคารเรียนและอาคารประกอบ รับผิดชอบโดยนักเรียน ชั้น ป.1และ ป.6
โดยมีคุณครูปราณี จันทรเกษม เป็นผู้ดูแลให้คำปรึกษา
ตารางที่ 5 ข้อมูลพรรณพืชไม้ดอกไม้ประดับที่โรงเรียนนำมาปลูกเพิ่ม
| ชื่อพรรณไม้ | จำนวนต้น |
|---|---|
| โกศล | 30 |
| สาวน้อย | 20 |
| กาบหอยแครง | 50 |
| หมากแดง | 10 |
| กล้วยไม้ | 10 |
| เฟิร์นข้าหลวง | 10 |
| วาสนา | 10 |
| เข็มปัตตาเวีย | 20 |
| เทียนทอง | 100 |
| บานบุรี | 50 |
| พลูด่าง | 20 |
| โป๊ยเซียน | 10 |
| ชวนชม | 20 |
5. ผักสวนครัว
จัดให้มีการปลูกผักสวนครัว และจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตร ซึ่งผักสวนครัวที่ปลูก เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ผักชี ผักหอม เป็นต้น รับผิดชอบโดยนักเรียนชั้นป.4 มีคุณครูเกษร แก้วบัวขาว เป็นครูที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแล รักษา
ภาพที่ 3 ผู้ปกครองและนักเรียน ร่วมกันปลูกต้นไม้
ภาพที่ 4 นักเรียนชั้น ป.5 ผู้ปกครองและครูเพชรรัตน์ สาระวงศ์ ปลูกผักพื้นบ้าน
องค์ประกอบที่ 3 การศึกษาข้อมูลด้านต่าง ๆ
ได้ศึกษาข้อมูลด้านต่าง ๆ ของพรรณไม้ เช่น ด้านชีววิทยา สัณฐานวิทยา นิเวศวิทยา การขยายพันธุ์พืช การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น การปลูกและบำรุงรักษา การศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น จากหนังสือ/คู่มือ อินเตอร์เน็ต โดยการนำไปบูรณาการกับสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ดังนี้
1. กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์
- หน้าที่และส่วนประกอบของพืช
- ปัจจัยในการเจริญเติบโตของพืช
- ปัจจัยในการสังเคราะห์แสงของพืช
- การผสมพันธุ์และการขยายพันธุ์พืช
- การจำแนกพืชในท้องถิ่น
- วัฏจักรของพืชดอก
- ระบบนิเวศน์
- กาใช้ประโยชน์จากพืชในท้องถิ่น
- การปลูกและดูแลพืชที่ปลูก
- การอนุรักษ์พืชในท้องถิ่น
2. กลุ่มสาระคณิตศาสตร์
- การคิดคำนวน
- การสร้างโจทย์ปัญหา
- การวัด
- สถิติ
- การเขียนแผนผัง,แผนที่
- การหาพื้นที่
- ร้อยละ
3. กลุ่มสาระภาษาไทย
- การฟัง พูด อ่าน เขียน
- การเขียนชื่อต้นไม้
- การอ่านชื่อต้นไม้
- การนำชื่อพรรณไม้มาแต่งประโยค
- การสะกดคำ
- สำนวนไทย
- สุภาษิต,คำพังเพย
- วรรณกรรมไทย
- การแต่งคำประพันธ์(บทร้อยกรอง)
- นิทาน
- การเขียนเรียงความ
- การโต้วาที
- การรายงาน
4. กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
- ฝึกนิสัยรักการทำงาน
- การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ความอดทน
- ความรับผิดชอบมีระเบียบวินัย
- การทำงานระบบกลุ่ม
- การปลูกและดูแลพืชผักสวนครัว
- การถนอมอาหาร
- การแปรรูปอาหาร
- การใช้สีธรรมชาติแทนสีสังเคราะห์
- การใช้พืชสมุนไพร
- การขยายพันธุ์พืชเพื่อจำหน่าย
5. กลุ่มสาระสุขศึกษาและพละศึกษา
- อาหารจากพืชผักปลอดสารพิษ
- สมุนไพรเพื่อสุขภาพ
- การสร้างภูมิคุ้มกัน
- การรับประทานอาหารแบบชีวจิต
6. กลุ่มสาระศิลปะ
- การวาดภาพระบายสีธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
- การออกแบบโดยใช้ธรรมชาติเป็นสื่อ
- การวาดภาพลวดลายของต้นไม้
- การแต่งเพลงเกี่ยวกับต้นไม้
- การแต่งเพลงเกี่ยวกับต้นไม้ดอกไม้
7. กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
- วัฒนธรรมความเชื่อของพืชในท้องถิ่น
- ไม้มงคล
- พืชเศรษฐกิจ
- หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
8. กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ
- การอ่านเขียน ชื่อต้นไม้
- บทสนทนาเกี่ยวกับชื่อต้นไม้
- การสะกดคำชื่อต้นไม้
- การแต่งประโยค
- การเปรียบเทียบขนาดของต้นไม้
ภาพที่ 5 การศึกษาพืชโดยได้รับความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น นายสมบูรณ์ ตามสีวัน ซึ่งเป็นหมอสมุนไพร
องค์ประกอบที่ 4 การเขียนรายงาน
ในขณะทำการศึกษา ในรูปแบบต่าง ๆ ครูได้มอบหมายงานให้นักเรียนจดบันทึกข้อมูลพรรณไม้ของตนเอง บูรณาการการเรียนรู้เข้ากับกลุ่มสาระต่าง ๆ ทั้ง 8 สาระ
เหตุ เพื่อให้นักเรียนรู้จักศึกษาอย่างสังเกตการณ์ตั้งคำถามและหาคำตอบ บันทึกรายละเอียดชีวิตที่ไม่เหมือนผู้อื่น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพืชที่ศึกษา เช่น น้ำ อากาศ แร่ธาตุ ดิน สัตว์และพืชอื่นๆ ปัจจัย
1.บันทึกอย่างเป็นระเบียบและเป็นระบบตามความเป็นจริง อ่านง่าย
2.บันทึกงานอย่างหลากหลายวิธีการ เช่น วาดภาพ เรียงความ
2.ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่ม เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต โดยใช้แหล่งเรียนรู้มากขึ้น และสอบถามจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
3.ให้มีการศึกษาและบันทึกอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอย่างละเอียด จนเกิดผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเป็นองค์ความรู้แก่ตนเองซึ่งจากการศึกษาพรรณไม้ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เกิดผลงานจากการรายงานของนักเรียนอย่างหลากหลาย
องค์ประกอบที่ 5 การนำไปใช้ประโยชน์
เหตุ กลุ่มสาระวิชาต่างๆ ได้มอบหมายให้นักเรียนศึกษาพรรณไม้ตามหัวข้อ 3 หัวข้อคือ
ธรรมชาติแห่งชีวิต สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยวและประโยชน์แท้แก่มหาชน และได้นำข้อมูลที่นักเรียนศึกษาไปบูรณาการในแนวการสอนกลุ่มสาระต่างๆ เพื่อให้รู้ประโยชน์ของพรรณไม้อย่าง
กว้างขวาง
ปัจจัย
1.นักเรียนทำรายงานสำรวจประโยชน์ของพรรณไม้จากราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด
2.ครูนำผลการศึกษาไปเป็นนวัตกรรมจัดการการเรียนการสอนวิชาต่างๆ
3.ครูและนักเรียนช่วยกันเพาะพันธุ์ในแปลงเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ให้สูญพันธุ์ เป็นการเพิ่มปริมาณของต้นไม้ และแจกจ่ายให้ปลูกในท้องถิ่นมากขึ้น
4.นักเรียนและครูคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนำส่วนต่างๆ ของพรรณไม้ไปใช้ประโยชน์ในด้านอาหาร และยา
5.จัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้สู่ชุมชน ผู้ปกครองในวงกว้าง
ภาพที่ 6 การใช้ประโยชน์จากการศึกษาพรรณพืช เป็นสื่อการเรียน
ภาพที่ 7 การเผยแพร่ผลงาน “งานสวนพฤกษศาตร์โรงเรียน” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี
ภาพที่ 8 การเผยแพร่ผลงาน “โครงงานวุ้นมะสัง” ณ โรงเรียนนารีนุกูล
2.3 การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต
ทางโรงเรียนบ้านแต้ใหม่ ได้ศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิตของมะสัง ด้านสัณฐานวิทยา ชีววิทยา นิเวศน์วิทยา และการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งได้นำไปจัดบูรณาการกับการเรียนการสอนทั้ง 8 สาระ ปรากฎผลจากการศึกษา ได้ ดังนี้
มะสัง
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่เกิดขึ้นทั่วไปในบริเวณโรงเรียนบ้านแต้ใหม่ มะสังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฤดูแล้ง ต้นมะสังก็สามารถยืนต้นอยู่ได้ โดยเฉพาะบริเวณสนามฟุตบอลซึ่งเป็นดินเหนียวและแข็งมาก ผลของมะสังเป็นเปลือกแข็งไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรได้ดมกลิ่นดูแล้วจะมีกลิ่นหอมอย่างประหลาด ข้าราชการครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านแต้ใหม่ มีความสงสัยลักษณะของต้นมะสังดังกล่าวมาแล้วจึงเป็นสาเหตุให้มีการศึกษาต้นมะสังอย่างจริงจัง
1.ด้านอนุกรมวิธานของมะสัง
1.1 ชื่อพื้นเมือง มะสัง กระสัง
1.2 ชื่อวิทยาศาสตร์ Feroniella lucida (Scheff.) Swingle
1.3 ชื่อวงศ์ RUTACEAE
1.4 ชื่อสามัญ WOOD APPLE
การศึกษาทางด้านพฤกษศาสตร์
การศึกษาชีวิต ต้นมะสัง โดยการให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ได้ทำการสังเกตการเจริญเติบโตของต้นมะสัง ตั้งแต่ ปี พ.ศ 2547 ถึง ปี พ.ศ. 2550
ลักษณะทั่วไป
ไม้ต้นสูง 3-5 เมตร ลำต้นตรง ไม่มียาง พืชบก ทรงพุ่ม สามเหลี่ยม กว้าง 3-4 เมตร เปลือกต้นหยาบ ขรุขระ ลำต้นอ่อนสีเขียว ลำต้นแก่สีน้ำตาลหนามแหลมยาว 1.5-5 เซนติเมตร มีทั่วไปบริเวณข้อ
ลักษณะของราก
มีรากแก้วที่ใหญ่และแข็งแรง รากแก้วสามารถแตกออกเป็นลำต้นและกิ่งใหม่ได้ รากแขนงมีรอบรากแก้ว รากฝอยมีจำนวนไม่มากนัก ลักษณะของลำต้น
ลำต้นตรง สูง 3-5 เมตร อยู่เหนือดิน เปลือกต้น หยาบ ขรุขระ ลำต้นอ่อน สีเขียว ลำต้นแก่ สีน้ำตาล
ลักษณะของกิ่งและใบ
มีหนามแหลมยาวบริเวณซอกใบหรือข้อ ยาว 1.5 – 5 เซนติเมตร ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ใบย่อยมี 9 ใบ เรียงเวียนสลับบนกิ่ง
ลักษณะของใบ
ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 9 ใบ รูปไข่กลับ ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบ เรียบ หน้าใบผิวเรียบเป็นมัน สีเขียวเข้ม หลังใบ ผิวด้าน สีเขียวอ่อน ใบอ่อนเขียวอ่อน ใบแก่ เขียวแก่ ขนาดโตเต็มที่กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-2 เซนติเมตร
ลักษณะของดอก
ดอกช่อ ออกที่ข้อหรือซอกใบ จำนวน 15- 20 ดอก สีขาวอมเขียวหรือเหลืองนวล กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 19 อัน อับละอองเรณูสีเหลือง เกสรตัวเมีย 1 อัน สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ลักษณะของผล
ผลเดี่ยว ช่อละ 3-5 ผล ทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-10 เซนติเมตร เปลือกหนาแข็งผลอ่อน สีเขียว ผลแก่ สีเหลืองปนน้ำตาลผิวเป็นมัน ผลสดไม่แตก เนื้อในผล สีขาว รส เปรี้ยว กลิ่นหอม เมล็ดประมาณ 100 – 300 เมล็ด รูปกลมรี สีเหลือง ขนาด 0.5-1 เซนติเมตรการงอกของเมล็ด ประมาณ10-15 วัน
ลักษณะของเมล็ด
เมล็ดของมะสัง คล้ายเมล็ดฝรั่ง มีเมือกวุ้นรอบๆ เมล็ด ใน 1 ผล มีเมล็ดอยู่ ประมาณ 100- 300 เมล็ด
การขยายพันธ์
เป็นไม้ป่าเบญจพรรณแล้งและป่าเหล่า พบขึ้นเป็นกลุ่มในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เมล็ดเพาะขยายพันธุ์
การศึกษาทางนิเวศวิทยา
การศึกษาต้นมะสัง สำหรับโรงเรียนบ้านแต้ใหม่ ได้ศึกษาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของต้นมะสัง ดังนี้
1. สิ่งมีชีวิต ได้แก่ สัตว์และพืช
2. สิ่งไม่มีชีวิต ได้แก่
2.1 ดิน มะสังเจริญเติบโตในดินเหนียว ดินร่วนปนทราย ดินเกือบทุกชนิด
2.2 น้ำ มะสังไม่ต้องการน้ำมาก จะเห็นว่ามะสังทนต่อความแห้งแล้งได้ดี
2.3 แสง มะสังเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดมากในการสังเคราะห์แสงเนื่องจากมีใบขนาดเล็ก
2.4 ปุ๋ย เมื่อมีการใส่ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยเคมี ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ จะทำให้มะสัง
เจริญได้ดี
มะสังเป็นไม้ต้นขนาดกลาง ชอบแสงจัด ใบเขียวตลอดปี การกระจายพันธุ์เมื่อเมล็ดร่วงลงดิน อยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ จะสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนได้ดี ถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศอินโดนีเซีย
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด หรือขุดล้อมจากป่าธรรมชาติมาปลูกเลี้ยง แต่จะต้องเป็นต้นขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะเมื่อได้รับการกระทบกระเทือน มะสังจะฟื้นตัวได้ยาก หากผู้ปลูกเลี้ยงไม่มีความชำนาญการปลูก เนื่องจากเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่จึงนิยมปลูกลงดิน โดยขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและเศษวัชพืช
2.4 การศึกษาสรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว
โรงเรียนได้จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้ เกี่ยวกับสรรพสิ่งที่มาเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับต้นมะสัง ตามหัวข้อต่อไปนี้
1. สิ่งที่ต้องศึกษาหรือเรียนรู้
1.1 สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่มาเกี่ยวพันกับต้นมะสัง
1.2 สิ่งมีชีวิตมาเกี่ยวพันด้วยสาเหตุใด
1.3 ศึกษาระบบนิเวศน์บริเวณต้นมะสัง
2. วิธีศึกษา
2.1 ครูผู้สอน ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร
2.2 จัดบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้เข้าสู่สาระที่เกี่ยวข้อง
2.3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะกับชั้นและวัยของผู้เรียน ได้แก่ สังเกต จดบันทึก วาดภาพ เขียนรายงาน จัดทำโครงงาน
3. ผลการศึกษา
จากการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเกี่ยวกับการศึกษาสรรพสิ่งที่เกี่ยวพันกับต้นมะสัง และนักเรียนได้จัดทำรายงาน
ระบบนิเวศน์บริเวณต้นมะสัง
ระบบนิเวศน์บริเวณต้นมะสัง หมายถึง กลุ่มสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณต้นมะสัง ซึ่งสิ่งมีชีวิตต้องอาศัยกินกันเป็นทอด ๆ
พืช สามารถสร้างอาหารเองได้ ซึ่งเราเรียกว่า กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เราจึงเรียกพืชว่า “ผู้ผลิต”
สัตว์ ไม่สามารถผลิตอาหารเองได้ ดังนั้นต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร เพื่อนำพลังงานมาใช้สำหรับการดำรงชีวิต
ผู้บริโภคพืช ได้แก่ หนอนผีเสื้อ ผึ้ง ต่อ แตน แมลงภู่ ตั๊กแตน ไส้เดือน จุลินทรีย์ แบคทีเรีย
ผู้บริโภคสัตว์ ได้แก่ มดแดง มดดำ แมงมุม แมงป่อง ตะขาบ งู
ผู้บริโภคทั้งพืชทั้งสัตว์ ได้แก่ นก กระรอก หนู
ห่วงโซ่อาหาร
ในระบบนิเวศต้นมะสัง สัตว์และพืชจะมีความสัมพันธ์กัน โดยการกินกันเป็นอาหาร เป็นทอด ๆ ทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานอาหารต่อเนื่องเป็นลำดับ เรียกว่า ห่วงโซ่อาหาร
ตัวอย่างห่วงโซ่อาหาร ในระบบนิเวศน์ของต้นมะสัง
ในระบบนิเวศบริเวณต้นมะสังประกอบด้วยหลาย ๆ ห่วงโซ่อาหาร ในห่วงโซ่อาหารนี้ทำให้เกิดความสมดุลของประชากร ในระบบนิเวศน์ ผู้ล่ามีส่วนช่วยควบคุมจำนวนประชากรของเหยื่อ ไม่ให้เหยื่อมีมากเกินไป ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศน์
2.5 การศึกษาประโยชน์แท้แก่มหาชน
ในการศึกษาประโยชน์แท้แก่มหาชน โรงเรียนได้จัดกิจกรรมเพื่อศึกษาประโยชน์ของมะสังโดยละเอียด ตามขั้นตอนดังนี้
1.สอบถามจากผู้รู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของมะสัง ดังนี้
- ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆของมะสัง
ยอดและใบอ่อน ใช้เป็นเครื่องเคียงของห่อหมก หรือรับประทานสดกับลาบหรือน้ำพริกและยังนำมารับประทานสด ๆ กับแกงหน่อไม้ก็ได้
ดอก นำมาปรุงอาหารประเภทซุบแบบชาวอีสานโดยการลวก จิ้มกับน้ำพริก
ผล ผลแก่ ควักเอาส่วนที่เป็นเนื้อใช้แทนมะนาว ในการปรุงรสส้มตำ และเป็นเครื่องปรุงรสต้มยำดับกลิ่นคาว
ลำต้น ใช้ฝน เป็นยาแก้วิงเวียน แก่นลำต้นเป็นยาแก้ไอได้
ต้น ทำเป็นไม้ดัดหรือไม้แคระ
ใช้เป็นต้นตอในการต่อกิ่ง เช่นมะนาว มะกรูด เนื่องจากเป็นต้นตอที่แข็งแรงและทนต่อสภาพภูมิอากาศ
- นอกจากนี้มะสังยังให้ประโยชน์ด้านการเป็นเป็นสมุนไพร มีวิตามินซีสูง แก้ท้องผูก ช่วยในการขับถ่าย เป็นยาระบาย
2. ศึกษาดูงาน คณะครูนักเรียนได้ไปศึกษาดูงานที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีเกี่ยวกับการนำผลมะสังมาใช้ประโยชน์ โดยการแปรรูปเป็นน้ำพร้อมดื่ม และขนมหวานอย่างหลากหลาย และโรงเรียนบ้านแต้ใหม่ ได้นำมาศึกษาขยายผล เกิดองค์ความรู้ ดังนี้
การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นำผลมะสังมาผ่าครึ่งแล้วนำไปต้มกรองเอาน้ำไปแปรรูป ดังรูป
จากการจัดกิจกรรม เพื่อศึกษาประโยชน์ของมะสังอย่างมากมาย ทำให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับ
มะสังอย่างหลากหลาย และได้ขยายผล ไปยังนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ดังนี้
1. ให้เกิดแก่นักเรียนโดยการรายงานผลงานในหลาย ๆ รูปแบบ เช่น การเขียนรายงาน
การวาดภาพ การเรียงความ การบันทึก การบรรยายภาพ การพูด การอธิบาย การจัดทำโครงงาน การโต้วาที การแสดงผลงาน
2. ให้เกิดแก่ผู้ปกครอง ชุมชน โดยการพูดบอกต่อ การสาธิต การอธิบาย เสียงตามสายจัดแสดงผลงาน แผ่นพับ ป้ายนิเทศ การประชุม
3. ให้เกิดแก่ชุมชน มหาชน โดยการจัดแสดงผลงาน แผ่นพับ เอกสาร ส่งผลงานนักเรียนเข้าประกวด จัดนิทรรศการ เช่น นิทรรศการงานมหกรรมวิชาการสานสู่ฝัน งานที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบก การแข่งขันงานวิชาการทั้งที่ระดับเครือข่ายและระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การแสดงนิทรรศการที่ คลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา
ภาพที่ 27 การแสดงนิทรรศการที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ฯ ตำบลคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา
ภาพที่ 28 การแสดงนิทรรศการ ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี





