<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>Botany Blog @ STKS</title>
	<atom:link href="http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.stks.or.th/botany/blog</link>
	<description></description>
	<pubDate>Wed, 04 Mar 2009 08:16:40 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>แวะมาทักทาย</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2475</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2475#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Mar 2009 08:16:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chouwanee</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สมาชิก Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2475</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีคะ  เพื่อนๆ  โรงเรียนสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนทุกคน
ช่วงนี้อากาศร้อนเพื่อนๆ อย่าใจร้อนตามอากาศกันนะ 
ใกล้ปิดเทอมแล้ว ช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ที่บ้านกันดีกว่านะคะ 
ด้วยความปรารถนาดีจาก  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี
 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีคะ  เพื่อนๆ  โรงเรียนสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนทุกคน</p>
<p>ช่วงนี้อากาศร้อนเพื่อนๆ อย่าใจร้อนตามอากาศกันนะ </p>
<p>ใกล้ปิดเทอมแล้ว ช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ที่บ้านกันดีกว่านะคะ </p>
<p>ด้วยความปรารถนาดีจาก  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี</p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2475</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อมูลการศึกษาขจร(1)</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2472</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2472#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2009 10:58:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>charisa</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[งานวิจัยพรรณไม้]]></category>

		<category><![CDATA[พืชพื้นบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[สาระความรู้]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ดอก ไม้ประดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2472</guid>
		<description><![CDATA[รายงานการศึกษาขจร &#8230; โรงเรียนวชิราโปลีเทคนิค สงขลา

โรงเรียนได้ประชุมวางแผนงานในกลุ่มนักศึกษา และคณะครูที่สนใจศึกษาขจร เพื่อทำการค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชุมชน  ภูมิปัญญาชาวบ้าน  หนังสือสวนพฤกษศาสตร์  เป็นต้น และได้เริ่มทำการศึกษาข้อมูลทั่วไปของขจร  เช่น สภาพสิ่งแวดล้อมที่ขจรสามารถเจริญเติบโตได้ดี และมีความสมบูรณ์ ซึ่งได้ทำการทดลองนำต้นขจรไปปลูกในสภาพดินที่แตกต่างกัน   การขยายพันธุ์ของขจรที่ศึกษาโดยวิธีการตอน  การปักชำ  การเพาะเมล็ด  การใช้ปุ๋ยบำรุง  และการศึกษาลักษณะภายนอกของขจรที่ศึกษา เช่น ราก ลำต้น ใบ ดอกและผล โดยมีข้อมูลจากการศึกษาขจรดังนี้


                         ชื่อพื้นเมือง              :  ขจร
                         ชื่ออื่น                     :  สลิด
                         ชื่อวิทยาศาสตร์         :  Telosma minor Craib
                         ชื่อวงศ์                    :  ASCLEPIADACEAE
                         ชื่อสามัญ                 :  Milkweed  Family
                         ลักษณะวิสัย             :  ไม้เลื้อย
                         การขยายพันธุ์           :  เพาะเมล็ด  ปักชำ
                         [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="center"><strong>รายงานการศึกษาขจร &#8230; </strong><strong>โรงเรียนวชิราโปลีเทคนิค สงขลา</strong></p>
<p style="center"><strong><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/2548.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2473" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/2548-300x259.jpg" alt="" width="300" height="259" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/2548.jpg"></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/2548.jpg"></a></strong></p>
<p>โรงเรียนได้ประชุมวางแผนงานในกลุ่มนักศึกษา และคณะครูที่สนใจศึกษาขจร เพื่อทำการค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชุมชน  ภูมิปัญญาชาวบ้าน  หนังสือสวนพฤกษศาสตร์  เป็นต้น และได้เริ่มทำการศึกษาข้อมูลทั่วไปของขจร  เช่น สภาพสิ่งแวดล้อมที่ขจรสามารถเจริญเติบโตได้ดี และมีความสมบูรณ์ ซึ่งได้ทำการทดลองนำต้นขจรไปปลูกในสภาพดินที่แตกต่างกัน   การขยายพันธุ์ของขจรที่ศึกษาโดยวิธีการตอน  การปักชำ  การเพาะเมล็ด  การใช้ปุ๋ยบำรุง  และการศึกษาลักษณะภายนอกของขจรที่ศึกษา เช่น ราก ลำต้น ใบ ดอกและผล โดยมีข้อมูลจากการศึกษาขจรดังนี้</p>
<p><span id="more-2472"></span></p>
<p style="center"><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/kajohn.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2471" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/kajohn-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>                         ชื่อพื้นเมือง              :  <span style="#008000;"><strong>ขจร</strong></span><br />
                         ชื่ออื่น                     :  สลิด<br />
                         ชื่อวิทยาศาสตร์         :  Telosma minor Craib<br />
                         ชื่อวงศ์                    :  ASCLEPIADACEAE<br />
                         ชื่อสามัญ                 :  Milkweed  Family<br />
                         ลักษณะวิสัย             :  ไม้เลื้อย<br />
                         การขยายพันธุ์           :  เพาะเมล็ด  ปักชำ<br />
                         ประโยชน์                 :   ราก   ใช้ผสมยาหยอดตา    <br />
                                                          ดอก   นำไปประกอบอาหาร   <br />
                                                          ใบ    ใช้ทำยาฆ่าแมลง , ใช้ทำกระดาษ (สูตรพิเศษของวชิราโปลี)</p>
<h3>ลักษณะพิเศษ</h3>
<p>            ขจรเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับโมก และยี่โถ มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน พบมากในภาคกลางขึ้นไปจนถึงภาคเหนือ  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้ประโยชน์จากดอกและผล ดอกออกดกในฤดูฝน มีลักษณะเป็นช่อ สีเหลือง ช่อละ 10-20<br />
ดอก ขนาดดอกประมาณ 5-8 เซนติเมตร ด้านช่อดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดอกย่อยมีใบประดับเส้นเล็กๆ ยาวประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร  1 คู่ ลักษณะของใบ เป็น      สีเขียวอ่อน คล้ายรูปหัวใจ ใบโพ หรือคล้ายใบพลู ขอบใบจะเรียบเกลี้ยงไม่มีหยัก จะเห็นเส้นใบชัด หน้าใบเป็นคลื่นเล็ก ลักษณะของลำต้น เป็นไม้เลื้อยเถา มีเนื้อไม้ ไม่มีมือเกาะ<br />
เปลือกมีลักษณะเรียบ ลักษณะผลและเมล็ด  ผลมีลักษณะรูปยาวรี โค้งเล็กน้อย  กว้างประมาณ 1.5 -2.5 เซนติเมตร <br />
ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดเล็กแบน มีเส้นขนคล้ายไหมสีขาว เป็นพู่ที่ขั้วเมล็ด  ช่วยพยุงเมล็ดให้ลอยตามลม ปัจจุบันประชากรนิยมปลูกขจร เพราะดอกมีกลิ่นหอม  ดอกกับผลสามารถนำไปรับประทานเป็นผักจิ้มและเครื่องเคียงอาหารประเภทแกง  และยำ  ราคาค่อนข้างแพง</p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2472</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชบาด่าง</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2459</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2459#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Feb 2009 03:44:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chouwanee</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[งานวิจัยพรรณไม้]]></category>

		<category><![CDATA[สมาชิก Blog]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ดอก ไม้ประดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2459</guid>
		<description><![CDATA[

ชื่อพื้นเมือง         ชบาด่าง
ชื่อวิทยาศาสตร์   Hibiscus rosa-sinensis L.
ชื่อวงค์              MALVACEAE
ชื่อสามัญ          Hibiscus
ประโยชน์         ช่วยฟอกโลหิต บำรุงจิตใจให้แช่มชื่น บำรุงผิวพรรณนอกจากนี้ยังช่วยรักษาและบรรเทาโรคเกี่ยวกับไตได้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0288.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2460" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0288-300x225.jpg" alt="" width="245" height="201" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0294.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2463" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0294-225x300.jpg" alt="" width="205" height="200" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0295.jpg"><br />
<img class="alignnone size-medium wp-image-2462" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0295-300x225.jpg" alt="" width="216" height="194" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0301.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2461" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dscf0301-300x225.jpg" alt="" width="236" height="194" /></a></p>
<p>ชื่อพื้นเมือง         ชบาด่าง</p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์   <span style="AR-SA;"><span style="underline;">Hibiscus</span></span><span style="AR-SA;"><span style="yes;"> </span><span style="underline;">rosa-sinensis</span> L.</span></p>
<p>ชื่อวงค์              <span style="AR-SA;">MALVACEAE</span></p>
<p>ชื่อสามัญ          <span style="TH;">Hibiscus</span></p>
<p>ประโยชน์         <span style="'Angsana New';">ช่วยฟอกโลหิต บำรุงจิตใจให้แช่มชื่น บำรุงผิวพรรณนอกจากนี้ยังช่วยรักษาและบรรเทาโรคเกี่ยวกับไตได้</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2459</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ต้นทองกวาว</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2452</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2452#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Feb 2009 08:24:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>chouwanee</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิจกรรมสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน]]></category>

		<category><![CDATA[งานวิจัยพรรณไม้]]></category>

		<category><![CDATA[พืชพื้นบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ดอก ไม้ประดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2452</guid>
		<description><![CDATA[
ชื่อพื้นเมือง    จาน (อีสาน)  จอมทอง  (เหนือ)   จ้า  (ใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Butea monosperma (Lam.) Taub.
ชื่อวงค์         PAPILIONACEAE
ชื่อสามัญ      Flame of the forest
ประโยชน์      ดอกมีน้ำหวานรับประทานได้
งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน  สนองพระราชดำริโดย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc000381.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2455" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc000381-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc00037.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2453" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc00037-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc00036.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2456" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc00036-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc00065.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2457" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/dsc00065-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ชื่อพื้นเมือง    จาน (อีสาน)  จอมทอง  (เหนือ)   จ้า  (ใต้)</p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์   <span style="AR-SA;"><span style="underline;">Butea</span></span><span style="AR-SA;"> <span style="underline;">monosperma</span> (Lam.) Taub.</span></p>
<p>ชื่อวงค์         <span style="DilleniaUPC;">PAPILIONACEAE</span></p>
<p>ชื่อสามัญ      <span style="TH;">Flame of the<span style="yes;"> </span>forest</span></p>
<p>ประโยชน์      ดอกมีน้ำหวานรับประทานได้</p>
<p>งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน  สนองพระราชดำริโดย  โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2452</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิตสบู่ดำ</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2448</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2448#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jan 2009 07:33:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theerachai</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิจกรรมสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2448</guid>
		<description><![CDATA[การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต
ธรรมชาติแห่งชีวิตต้นสบู่ดำ
ชื่อพื้นเมือง : หมากเยา ภาคกลางเรียกว่า  สบู่ดำ  ภาคเหนือ  เรียกว่ามะหุ่งฮั้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เรียกว่า มะเยา  สีหลอด ภาคใต้ เรียกว่า หงเทศ .ยาเคาะ
ชื่อวิทยาศาสตร์:   Jatropha  curcas   L.
ชื่อวงศ์         : EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ          :  Physic nut, Purcing  nut ,Curcas  bean
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นสบู่ดำ(Jatropha  curcas   L.)
เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 2-7 เมตร มีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปี จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับ ยางพารา สบู่แดง ปัตตาเวีย มะละกอฝรั่ง หนุมานนั่งแท่น  โป๊ยเซียน มันสำปะหลัง มะยม มะขามป้อม ผักหวานบ้าน   เป็นต้น
การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต ต้นสบู่ดำ บริเวณด้านหลังอาคารเกษตรโรงเรียนสะพือวิทยาคาร ตำบลสะพือ  อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี โดยเลือกศึกษาต้นที่มีอายุแตกต่างกันคือ 1 เดือน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต<br />
ธรรมชาติแห่งชีวิตต้นสบู่ดำ</p>
<p>ชื่อพื้นเมือง : หมากเยา ภาคกลางเรียกว่า  สบู่ดำ  ภาคเหนือ  เรียกว่ามะหุ่งฮั้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เรียกว่า มะเยา  สีหลอด ภาคใต้ เรียกว่า หงเทศ .ยาเคาะ<br />
ชื่อวิทยาศาสตร์:   Jatropha  curcas   L.<br />
ชื่อวงศ์         : EUPHORBIACEAE<br />
ชื่อสามัญ          :  Physic nut, Purcing  nut ,Curcas  bean<br />
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นสบู่ดำ(Jatropha  curcas   L.)<br />
เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 2-7 เมตร มีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปี จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับ ยางพารา สบู่แดง ปัตตาเวีย มะละกอฝรั่ง หนุมานนั่งแท่น  โป๊ยเซียน มันสำปะหลัง มะยม มะขามป้อม ผักหวานบ้าน   เป็นต้น<br />
การศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิต ต้นสบู่ดำ บริเวณด้านหลังอาคารเกษตรโรงเรียนสะพือวิทยาคาร ตำบลสะพือ  อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี โดยเลือกศึกษาต้นที่มีอายุแตกต่างกันคือ 1 เดือน  2  เดือน  3  เดือน     4   เดือน    1 ปี   2 ปี</p>
<p><span id="more-2448"></span></p>
<p>ราก<br />
มีรากแก้ว รากแขนง</p>
<p>รากแก้ว  เป็นรากที่แข็งแรงมากที่สุด   มีขนาดความยาว 6-27 เซนติเมตร  เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-17 เซนติเมตร  จะมีขนาดโตขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น  มีสีขาวปนเทาการเจริญเติบโตของรากแก้วส่วนมากจะเจริญตามแนวแรงโน้มถ่วงของโลก รากแขนง มีความยาว 3-15 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.2- 6 เซนติเมตรจะมีรากฝอยแตกออกมามีผิวขรุขระ สีเหลืองปนขาว ไม่มียาง กลิ่นฉุน  เมื่อจับดูจะรู้สึกสากมือ ตรงโคนรากกลมใหญ่ และเรียวยาวแหลมไปตามความยาวของราก  มีสีขาวออกดำๆโคนรากสีขาว ปลายสุดของรากสีดำทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะสภาพดิน และชนิดของดิน  รากฝอยมีสีขาว  มีความยาวน้อยที่สุด เส้นที่ยาวที่สุด 9.9 เซนติเมตร เส้นรอบวง 0.1 เซนติเมตร และเส้นที่สั้นที่สุดยาว 0.4  เซนติเมตร  แล้วแต่อายุของแต่ละต้น มีสีขาวปนน้ำตาล  แต่ว่าออกสีขาวเป็นส่วนมาก  มีความอ่อน ไม่แข็งแรง  จะแผ่ออกมาจากรากแก้ว ตามผิวที่มีความขรุขระ  ระบบโครงสร้างรากฝอยน่าจะมีขนรากเล็กๆ เกาะอยู่ตามผิว</p>
<p>ลำต้น<br />
มีเปลือกลำต้นเรียบ มีสีเทา-น้ำตาล ลำต้นเกลี้ยงอวบน้ำ เป็นไม้เนื้ออ่อน  ไม่มีแก่น  หักง่าย มียางสีขาวใส  ลำต้น อายุ 1 เดือน มีความสูง 23.5  เซนติเมตรขนาดของลำต้นมีเส้นรอบวงยาว 3เซนติเมตร สีเขียวอ่อน ผิวเรียบมีจุดเล็กๆตกกระเป็นจำนวนมาก ยางสีขาวใส แกนกลางเป็นวุ้นใสมีขนาดใหญ่ เนื้อไม้มีขนาดเล็กกว่าแกนกลางมีลักษณะเป็นเส้นใยสีขาว  เปลือกสีเขียวอ่อนมีจุดเล็กๆคล้ายตกกระกระจายทั่วลำต้น ยังไม่มีเยื่อหุ้มจะเห็นเปลือกหุ้มสีเขียว เมื่ออายุ 4 เดือน ลำต้นสูง 54.5 เซนติเมตร<br />
เส้นรอบวงของลำต้น ยาว 7.5 เซนติเมตร สีเขียวแก่ ตกกระเป็นจำนวนมาก กระจายทั่วลำต้น ผิวลำต้น ผิวเรียบมีจุดเล็กๆ สีขาว เปลือกสีเขียวแก่เยื่อหุ้มชั้นนอกสุดเป็นแผ่นบางๆสีเหลือง   ยางมีสีขาวขุ่น  แกนกลางเป็นวุ้นสีขาวใสอยู่ในสุดของต้นสบู่ดำ เนื้อไม้เป็นเส้นใยขาว เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของลำต้น อายุ 1 ปี  ลำต้นสูง  220 เซนติเมตร เส้นรอบวงของลำต้นยาว 31.2 เซนติเมตร สีเขียวแก่ ตกกระ กระจายไปทั่วลำต้น เปลือกสีเขียวแก่มีจุดเล็กๆสีขาวกระจายทั่วลำต้น เยื่อหุ้มชั้นนอกสุดเป็นแผ่นบางสีน้ำตาลอ่อน ผิวของลำต้นผิวเรียบมีจุดเล็กๆตกกระเป็นจำนวนมาก  ยางสีแดง  แกนกลางเป็นวุ้น สีขาวขุ่นมีจำนวนน้อย  เนื้อไม้เป็นเส้นใยสีขาวแข็งแรงที่สุด   เมื่อมีอายุมากขึ้นลำต้นมีจุดด่างสีขาวหม่น เป็นจุดๆมีตาซึ่งเป็นบริเวณที่แตกออกของใบ แตกออกในลักษณะของก้านเดี่ยวสลับกัน  ลำต้นมีเยื่อหุ้มเป็นแผ่นบางๆสีเหลืองอ่อน แก่ อมน้ำตาล  เปลือกชั้นนอกสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ แต่ตกกระจำนวนมากกระจายอยู่ทั่ว  มียาง   เปลือกชั้นในมีสีขาวใส  เนื้อมีลักษณะเป็นเส้นยาวตามลำต้น สีขาว ซึ่งเป็นบริเวณที่แข็งแรงที่สุด<br />
ใบ<br />
ใบ    ลักษณะทั่วไปของใบ ใบเดี่ยว รูปไข่หรือรูปฝ่ามือ หยักเว้าลึกไม่ไม่เท่ากัน เป็น 3-7  แฉก โคนใบรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ เรียงเวียนสลับ  ความยาวของก้านใบ   ใบแก่ที่มีความยาวมากที่สุด 19  เซนติเมตร   โดยที่ก้านใบบริเวณกลางของกิ่งมีความยาวมากที่สุด   ตอนโคนต้นและปลายกิ่งจะลดลงตามลำดับ   ก้านใบมีสีเขียวอ่อนแกมเหลือง    รูปทรงใบคล้ายใบฝ้าย   แต่หนาและใหญ่กว่า   ขอบใบมีรอยหยักตื้นๆ 3-5 หยัก   เส้นใบ  เกิดจากจุดเดียวกันที่โคนและแตกออกเป็นเส้นใบไปสู่ปลายใบ   ผิวใบเรียบและลื่น สารกลุ่มคิวทินเคลือบอยู่  กว้าง 14 เซนติเมตร  ยาว 11 เซนติเมตร  หนา 0.1 มิลลิเมตร     ลักษณะการจัดเรียงตัวของเส้นใบ   เป็นแบบร่างแห    สีของ หลังใบมีสีเขียวเข้ม ท้องใบมีสีเขียวอ่อน   ใบอ่อนจะมีสีแดงอ่อนปนกับส้ม  ขนาดของใบที่โตเต็ม  10 – 25  เซนติเมตร</p>
<p>ดอก</p>
<p>ดอกช่อแบบช่อกระจุกซ้อน รูปทรงของดอกวงกลมฐานแคบปลายกว้าง จะออกบริเวณตามซอกใบหรือปลายใบ   ขนาดเล็ก  ดอกย่อย สีเหลือง จำนวน  70-120 ดอกต่อช่อ จะมีขนสีขาว  เมื่อสัมผัสจะรู้สึกนุ่มมีสีเขียว   ออกบริเวณโคนก้านดอกจะมีอยู่ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดอกตูม  ระยะที่ 2 ดอกบาน  ระยะที่ 3 ดอกที่ปฏิสนธิพร้อมทั้งเป็นผล   ความยาวของก้านดอกช่อใหญ่ยาว 3.8-10.5 เซนติเมตร   ส่วนความยาวของก้านดอกช่วงที่ 2 ยาว 2.5-3 เซนติเมตร   ช่วงที่ 3 ยาว 2-2.5 เซนติเมตร  ช่วงที่ 4  ยาว 1.5-2 เซนติเมตร   ลักษณะของดอกตูม ก้านดอกยาว 4-7 มิลลิเมตร   กลีบเลี้ยง 5 กลีบ   กลีบดอก 5 กลีบ   สีของกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีสีเขียว   รูปทรงของดอก รูปไข่ปลายแหลมโค้งกลม คล้ายดอกบัวตูม   ขนาดของดอกเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 มิลลิเมตร   ความยาวจากฐานดอกถึงปลายดอกยาว 3-5 มิลลิเมตร   ลักษณะของกลีบดอกติดกัน  สีเกสรตัวผู้และตัวเมียมีสีเหลือง   จำนวนเกสรตัวผู้มากกว่าเกสรตัวเมีย ตัว  ดอกแต่ละช่อบานไม่พร้อมกัน ช่อดอกประมาณ 15-30 ช่อต่อต้น    ลักษณะของดอกบาน กลีบเลี้ยงจะแยกออกจากกัน 5  กลีบ สีเขียวอ่อน   กลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวอ่อน  เกสรเพศผู้มี 4  อันสีเหลือง อยู่ตรงกลางอยู่สูงจากเกสรตัวเมียติดกันช่อเดียว  เกสรเพศเมีย 1 อัน   มีสีเหลืองแยกเพศ  ก้านชูอับเรณู ยาว 6 มิลลิเมตร   อับเรณู ยาว  1  มิลลิเมตร  ก้านเกสรเพศเมียยาว   5 มิลลิเมตรยอดเกสรเพศเมียยาว  1 มิลลิเมตร  รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ  ภายในมีไข่  สีเหลือง 4 อัน  ดอกที่ปฏิสนธิแล้ว กลีบเลี้ยงแยกออกจากกัน    กลีบดอกเริ่มร่วง ตรงกลางเริ่มมีเมล็ด  เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ด 1-2  มิลลิเมตร มีรังไข่อยู่รอบ  มีขนและมีสีเขียวก้านดอกมีความยาว 9 มิลลิเมตร – 1 เซนติเมตร  ความหนาของก้านหรือเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณโคนก้าน 1 มิลลิเมตร   ความหนาของก้านดอกบริเวณติดกับกลีบเลี้ยง 1-2 มิลลิเมตร ก้านดอกมีขนสีขาวนุ่ม   มีกลิ่นฉุนไม่มีพิษ</p>
<p>ผล</p>
<p>ผลจัดเป็นผลเดี่ยว ลักษณะกลมรีเล็กน้อย ขนาดปานกลางกว้าง 2-3 เซนติเมตร  ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร 3 พู  พูละ 1 เมล็ด อยู่รวมกันเป็นพวงแต่ละพวงจะมีผลประมาณ 5-10 ผล  ผลที่เกิดจากช่อดอกเดียวกันจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน   ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อนแหลมตรงส่วนท้าย  เมล็ดอ่อนสีขาว  ภายในเมล็ดจะมีน้ำใสๆอยู่ข้างใน เมื่อสัมผัสดูผลจะเรียบมีร่องตามความยาว    เมื่อแก่มีสีเหลือง เมื่อสัมผัสผิวจะเรียบเหมือนผลอ่อนเมื่อผ่าดูข้างในจะพบเมล็ดสีดำ เมื่อผ่าดูข้างในเมล็ดมีสีขาวเมื่อสัมผัสเนื้อในเมล็ดจะลื่นมือเป็นมันๆ ผลสด 1 กิโลกรัม  มีจำนวน 85-90 ผล   ผลแห้งหรือผลแก่เต็มที่มีสีน้ำตาลถึงดำ แตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด เมื่อสัมผัสผลจะขรุขระเมื่อนำเปลือกไปลอยจะไม่จมน้ำ แตกตามร่องของผล แกะดูข้างในจะพบเมล็ดสีดำ</p>
<p>เมล็ด</p>
<p>เมล็ด  รูปกลมรี ขนาดเมล็ดกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร  ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร    เมล็ดอ่อนสีขาวในจะมียางสีขาว   เมล็ดแก่ เปลือกหุ้มเมล็ดสีดำแข็งมาก   ไม่เรียบเป็นรอยแตกแยก   ส่วนบริเวณหัวและท้ายจะมีลักษณะแตกกว่าบริเวณอื่น เนื้อในเมล็ดสีขาว   เมื่อนำมาบดและบีบ  1 กิโลกรัมจะมีน้ำมันไหลออกมา 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร</p>
<p>สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว</p>
<p>ปัจจัยทางกายภาพที่เกี่ยวพันกับสบู่ดำ<br />
ดิน<br />
จากการศึกษาพบว่าต้นสบู่ดำเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยมากกว่าดินเหนียวและดินทราย<br />
น้ำและความชื้น<br />
จากการศึกษาพบว่าต้นสบู่ดำเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ระบายน้ำได้ดี  ถ้ามีความชื้นมากรากจะ<br />
เน่า<br />
แสง<br />
ต้นสบู่ดำที่อยู่ในร่ม  ก้านใบจะใหญ่ยาว  สีเขียวเข้ม   ใบพยายามกางออกเพื่อรับแสง เมื่อสังเกตดูลักษณะการแตกกิ่งก้านของต้นสบู่ดำ  ต้นสบู่ดำที่อยู่ในร่ม  จะมีระยะการแตกกิ่งก้าน ห่างกว่าต้นสบู่ดำที่อยู่กลางแจ้ง  ดังนั้น แสงแดดจึงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตต้นสบู่ดำ<br />
การกระจายพันธุ์<br />
ต้นสบู่ดำสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และกิ่ง</p>
<p>ปัจจัยทางชีวภาพที่เกี่ยวพันกับสบู่ดำ<br />
-แมงมุม  จะทำรังและอาศัยอยู่ตามบริเวณกิ่งก้านของลำต้น  และใต้ใบที่แก่<br />
-ตั๊กแตน พบบริเวณลำต้นอ่อนต้นสบู่ดำ<br />
-มดแดงกับมดดำ  มาอาศัยและทำรังอยู่บริเวณใบของต้นสบู่ดำ<br />
-แมลงปีกแข็ง  ตัวสีน้ำเงิน มี 6 ขา มีหนวดสีดำ 2 หนวด มาอาศัยอยู่บริเวณใบของต้นสบู่ดำ<br />
-แมลงตัวสีเขียว  ลำตัวยาว 4  เซนติเมตร  กว้าง 2  เซนติเมตร หนวดเป็นปล้อง  มีสีน้ำตาล  ปล้องสีขาว  ตาสีขาว ขายาว 3-6 เซนติเมตร  หนวดยาว 8 เซนติเมตร<br />
-ตั๊กแตน  ตัวสีน้ำตาล<br />
-เพลี้ยตัวสีขาว  อาศัยบริเวณดอกและใบ  มีใยสีขาว มันจะกัดกินใบและกิ่งก้านเป็นอาหาร  ทำให้บริเวณนั้นเหี่ยวแห้งและตายในสุด<br />
-หญ้าแพรก  จะขึ้นบริเวณรอบๆต้นบู่ดำ  มีลักษณะใบเรียวยาว  เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว   ใบยาว 3-5 เซนติเมตรกว้าง 0.1-0.2 เซนติเมตร   มีข้อปล้องคล้ายๆต้นไผ่   ลำต้นมีสีเขียวเหลือง   มีความสูงประมาณ 7-30  เซนติเมตร</p>
<p>-ต้นสาบเสือ ใบจะมีสีเขียว   ใบจะมีรอยหยัก 15 หยัก  จะมีขนเล็กๆ การแตกออกของใบจะเป็นลักษณะตรงกันข้าม   ลำต้นมีสีเขียวอ่อน มีขนสีขาว   ความสูงของลำต้น 15-30  เซนติเมตร<br />
-หญ้าคา  เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  มีใบสีเขียว มีขนสีขาวขึ้นตามบริเวณขอบใบและด้านหน้าของใบ  ความสูง 20 -50  เซนติเมตร<br />
-หญ้ามาเลเชีย  ลำต้นจะเลื้อยไปตามพื้นดิน  ใบมีสีเขียว  มีขนสีขาวตามบริเวณขอบใบ  ยอดจะแตกออกจากปล้องของลำต้น</p>
<p>ประโยชน์แท้แก่มหาชน<br />
ลำต้นของต้นสบู่ดำสามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรค  ได้แก่  โรคไฟไหม้   โรคหิด  แผลสะเก็ดโรคอีสุกอีใส  แก้ไอ ฯลฯ  ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้   นำลำต้นของต้นสบู่ดำมาตัดเป็นท่อนๆ   นำปูนขาวมาทาแล้วย่างไฟให้สุกพอสมควรจากนั้นเตรียมน้ำดื่มไว้   นำท่อนลำต้นสบู่ดำที่ย่างไฟสุกแล้วมาแช่ในขันน้ำที่เตรียมไว้  แล้วดื่มเพื่อบรรเทาอาการไอได้   ลำต้นนอกจากจะนำมาเป็นยารักษาโรคได้แล้วสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงติดไฟได้<br />
ใบของต้นสบู่ดำสามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคผิวหนัง   โรคปากนกกระจอก   ลิ้นเป็นฝ้าขาวในเด็กได้ดี   รักษาโรคเบาหวาน   ส่วนของยางใช้เป็นสารต้านมะเร็ง<br />
เมล็ดสามารถใช้เป็นยารักษาโรคไขข้ออักเสบ   โรคเกาต์   ใช้เป็นยาถ่าย   ยาระบาย   และยังใช้สกัดเป็นน้ำมัน<br />
โรงเรียนสะพือวิทยาคารได้เข้าร่วมโครงการเยาวชนอนุรักษ์พลังงาน   ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการตระหนักและเห็นคุณค่าของต้นสบู่ดำ  การใช้ประโยชน์จากเมล็ดสบู่ดำเพื่อที่จะนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ให้ชุมชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้และเป็นการช่วยประเทศในการประหยัดลดการใช้พลังงานอีกทางหนึ่งด้วย<br />
ขั้นตอนการสกัดน้ำมันสบู่ดำ<br />
เราใช้วิธีการสกัดแบบชาวบ้านหรือเรียกง่ายๆ ว่าแบบลูกทุ่ง  วิธีนี้จะได้น้ำมัน<br />
เปอร์เซ็นต์สูง คือ นำเมล็ดมาล้างให้สะอาดตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้ง บดให้ละเอียดใส่ลังถึงนึ่งด้วยไอน้ำประมาณ  30 นาที นับเวลาตั้งแต่น้ำเดือดแล้วผึ่งลมให้เย็น  นำเข้าเครื่องอัดที่อัดด้วยแม่แรงรถยนต์ขนาดเล็ก 10-15 ตันจะได้น้ำมันประมาณ 25% ของน้ำหนักเมล็ด เครื่องบีบจะทำจากกระบอกโลหะกลมเจาะรูโดยรอบ  มีตัวหมุนบิดเกลียวอัดลงไป  และใช้คันโยกแม่แรงขึ้นมาเพื่อให้เกิดการอัดตัวสูงขึ้นน้ำมันจะไหลออกตามรูกระบอกแล้วไหลรวมออกตามท่อ กรองด้วยผ้าขาวบาง  นำไปใช้กับเครื่องยนต์ได้ทันที</p>
<p>นอกจากนั้นทางโรงเรียนยังได้เพาะพันธุ์เมล็ดสบู่ดำเพื่อนำไปแจกให้กับชุนชุมเพื่อเป็นการขยายพันธุ์ให้มากขึ้นและเป็นการสร้างความตระหนักให้ชุมชนรู้ถึงคุณประโยชน์ของสบู่ดำ เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงานเห็นคุณค่าและใช้อย่างประหยัดเกิดประโยชน์สูงสุด</p>
<p>การวิเคราะห์<br />
ขั้นที่ 1 สบู่ดำ  ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด<br />
ขั้นที่ 2 ลำต้น    ลำต้นเหนือดิน ลำต้นใต้ดิน<br />
ขั้นที่ 3 ลำต้นเหนือดิน ตั้งตรงได้เอง ตั้งตรงเองไม่ได้<br />
ขั้นที่ 4 ตั้งตรงได้เอง สี   รูปทรง ขนาด  สูง ผิว ความเหนียวของลำต้น อายุ<br />
หัวข้อศึกษา &#8220;อายุของลำต้นสบู่ดำ&#8221;<br />
ผลการศึกษา เลือกลำต้นที่มีอายุมากหรือลำต้นที่แก่จัด<br />
คุณสมบัติ แข็งกระด้าง<br />
ศักยภาพ  ทำให้มีความอดทนต่อสู้<br />
แนวคิด  ใช้อายุของลำต้นสบู่ดำมาทำเป็นถ่าน<br />
แนวทาง  ทำถ่านจากลำต้นสบู่ดำ<br />
วิธีการ<br />
1.นำต้นสบู่ดำที่แก่จัด มาตัดเป็นท่อนๆ ตากให้แห้ง  เผาให้เป็นถ่านตำให้ละเอียดแล้ว กรองให้ผงละเอียดเท่ากับผงแป้ง<br />
2. นำแป้งจำนวน 200 กรัม ต่อ 500 กรัม ผสมกันในน้ำ 12 บีกเกอร์ ขนาด 80 มิลลิเมตรปั้นเป็นรูปทรงตามที่ต้องการ ตากให้แห้งในบริเวณที่แดดจัดเป็นเวลา 2-3  วันสามารถนำไปใช้ได้ และเก็บไว้ในที่แห้ง<br />
การวิเคราะห์<br />
ขั้นที่ 1 สบู่ดำ  ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด<br />
ขั้นที่ 2 ใบ  ผลสด ผลแห้ง<br />
ขั้นที่ 3 ใบประกอบ ผลแห้งเมล็ดอ่อน     ผลเปลือกแข็ง ผลแห้งแตก ผลแห้งแตกฝาปิด ผลแตกแบบผักกาด ผลแห้งแล้วแตก<br />
หัวข้อศึกษา   ผลแห้งแล้วแตก<br />
ผลการศึกษา   ผลแห้งแล้วแตกของผลสบู่ดำมาทำเป็นปุ๋ย      คุณสมบัติ มีธาตุไนโตรเจน<br />
ศักยภาพ  เพิ่มแร่ธาตุให้กับดิน<br />
แนวคิด  ทำปุ๋ย<br />
แนวทาง  1.ปุ๋ยหมัก<br />
2.ปุ๋ยน้ำหมัก<br />
วิธีการ<br />
1.วิธีการทำปุ๋ยหมัก<br />
1. ใส่น้ำ 1/2  ถัง<br />
2. ใส่ EM 2 ช้อนโต๊ะ<br />
3. .ใส่กากน้ำตาล 1/3 ลิตร<br />
4.ใส่วัชพืชแล้วคนให้เข้ากัน<br />
5.ปิดฝาไว้โดยไม่ต้องสนิท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2448</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บทนำ รายงานการศึกษาต้นขจร..</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2424</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2424#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jan 2009 08:32:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>charisa</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[งานวิจัยพรรณไม้]]></category>

		<category><![CDATA[พืชพื้นบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[สาระความรู้]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ดอก ไม้ประดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2424</guid>
		<description><![CDATA[
เพื่อให้นักศึกษาโรงเรียนวชิราโปลีเทคนิคทุกคนได้รู้   เข้าใจเกี่ยวกับต้นไม้พืชพรรณต่างๆ  โดยเฉพาะ “ต้นขจร” และการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของสรรพสิ่ง โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เกิดจิตสำนึก รู้จักหวงแหนและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ  ในการนี้โรงเรียนวชิรา
โปลีเทคนิค สงขลาได้ทำรายงานการศึกษาขจรตั้งแต่เริ่มศึกษาขจรจนถึงการนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์

วัตถุประสงค์
1.  เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และเข้าใจข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับขจร
2.  เพื่อให้นักศึกษานำความรู้จากการศึกษาต้นขจรไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
3.  เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้
4.  เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักการขยายพันธุ์พืชและส่งเสริมการหารายได้พิเศษหรือนำไป
ประกอบเป็นวิชาชีพได้
5.  เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ระหว่างมนุษย์  สัตว์ และพืช
6.  เพื่อส่งเสริมและฝึกให้นักศึกษารู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และศึกษาค้นคว้าข้อมูล
เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ไทย
7.  เพื่อให้นักศึกษาฝึกความอดทนในการศึกษาค้นคว้าและมีความรับผิดชอบในการทำงานเป็น
หมู่คณะ
8.  เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีความรักความหวงแหนและมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.  นักศึกษามีความรู้  ความเข้าใจ  เกี่ยวกับต้นขจรเพิ่มมากขึ้น
2.  นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และประกอบอาชีพได้
3.  นักศึกษาทุกคนมีความรับผิดชอบ  และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
4.  นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันระหว่าง  คน  พืช  และสัตว์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="center;"><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/kajohn.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2471" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/02/kajohn-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>เพื่อให้นักศึกษาโรงเรียนวชิราโปลีเทคนิคทุกคนได้รู้   เข้าใจเกี่ยวกับต้นไม้พืชพรรณต่างๆ  โดยเฉพาะ “ต้นขจร” และการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของสรรพสิ่ง โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เกิดจิตสำนึก รู้จักหวงแหนและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ  ในการนี้โรงเรียนวชิรา<br />
โปลีเทคนิค สงขลาได้ทำรายงานการศึกษาขจรตั้งแต่เริ่มศึกษาขจรจนถึงการนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์</p>
<p><span id="more-2424"></span></p>
<h3>วัตถุประสงค์</h3>
<p>1.  เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และเข้าใจข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับขจร<br />
2.  เพื่อให้นักศึกษานำความรู้จากการศึกษาต้นขจรไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้<br />
3.  เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้<br />
4.  เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักการขยายพันธุ์พืชและส่งเสริมการหารายได้พิเศษหรือนำไป<br />
ประกอบเป็นวิชาชีพได้<br />
5.  เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน<br />
ระหว่างมนุษย์  สัตว์ และพืช<br />
6.  เพื่อส่งเสริมและฝึกให้นักศึกษารู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และศึกษาค้นคว้าข้อมูล<br />
เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ไทย<br />
7.  เพื่อให้นักศึกษาฝึกความอดทนในการศึกษาค้นคว้าและมีความรับผิดชอบในการทำงานเป็น<br />
หมู่คณะ<br />
8.  เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีความรักความหวงแหนและมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช</p>
<h3>ผลที่คาดว่าจะได้รับ</h3>
<p>1.  นักศึกษามีความรู้  ความเข้าใจ  เกี่ยวกับต้นขจรเพิ่มมากขึ้น<br />
2.  นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และประกอบอาชีพได้<br />
3.  นักศึกษาทุกคนมีความรับผิดชอบ  และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช<br />
4.  นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันระหว่าง  คน  พืช  และสัตว์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2424</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพวาดทางพฤกษศาสตร์</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2408</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2408#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jan 2009 09:40:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>maliwal</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิจกรรมสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน]]></category>

		<category><![CDATA[งานวิจัยพรรณไม้]]></category>

		<category><![CDATA[สมาชิก Blog]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ดอก ไม้ประดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2408</guid>
		<description><![CDATA[
ภาพสร้อยทอง
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="center;"><a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/01/kk032.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-2409" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/01/kk032.jpg" alt="" width="200" height="267" /></a></p>
<p style="center;">ภาพสร้อยทอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2408</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพกิจกรรม โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2398</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2398#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jan 2009 08:47:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>maliwal</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิจกรรมสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน]]></category>

		<category><![CDATA[งานวิจัยพรรณไม้]]></category>

		<category><![CDATA[พืชพื้นบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[สมาชิก Blog]]></category>

		<category><![CDATA[สาระความรู้]]></category>

		<category><![CDATA[เว็บแนะนำ]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ดอก ไม้ประดับ]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ผล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2398</guid>
		<description><![CDATA[          

    วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 
โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยาได้มาศึกษาดูงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="center;">          <a href="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/01/kk011.jpg"></a></p>
<p style="center;"><img class="alignnone size-medium wp-image-2397" src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2009/01/kk011.jpg" alt="" width="200" height="150" /></p>
<p style="center;">    <strong>วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 </strong></p>
<p style="center;"><strong>โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยาได้มาศึกษาดูงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2398</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ว่านตูบหมูบ(โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม จ. อุบลราชธานี)</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2380</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2380#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jan 2009 05:25:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>wasan</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สมาชิก Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2380</guid>
		<description><![CDATA[ 
ด้านอนุกรมวิธานของพืช
1.       ชื่อพื้นเมือง  (Local  name )  ว่านตูบหมูบ
2.       ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific  name)  Kaempferia  galangal L.
3.       ชื่อวงศ์  (Family)  ZINGIBERACEAE
4.       ชื่อสามัญ (Common name)
5.       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (Description)
 
ลักษณะทั่วไป
         1.    ลำต้น  :  มีลำต้นซึ่งเกิดจากหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน
         2.    ใบ :  ใบเดี่ยว  เรียงตรงข้าม  มี  2  ใบ ค่อนข้างอวบน้ำ  รูปค่อนข้างกลม  ใบแนบติดกับพื้น  ขนาดประมาณฝ่ามือ  ปลายแหลม  ท้องใบสีเขียวซีดกว่าด้านบน  โคนใบมนปลายแหลม  ของใบเว้าเล็กน้อย  ขอบใบเป็นคลื่น  มีขนอ่อนบริเวณท้องใบ  
         3. ดอก : ออกดอกในราวเดือน  พฤษภาคม – กรกฎาคม  ของทุกปี  ส่วนมาก  1  ต้นออกดอกเพียงดอกเดียว  ออกดอกสีขาวเหลือบม่วงตรงกลางกลีบดอกกลาง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><strong><span style="black;"><span style="Angsana New;">ด้านอนุกรมวิธานของพืช</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="list 90.0pt;"><span style="'Angsana New';"><span style="Ignore;"><span style="Angsana New;">1.</span><span style="7pt ">       </span></span></span><span style="Angsana New;"><span dir="ltr"><span style="black;">ชื่อพื้นเมือง<span style="yes;">  </span></span></span><span style="black;">(Local<span style="yes;">  </span>name )<span style="yes;">  </span><span>ว่านตูบหมูบ</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="list 90.0pt;"><span style="'Angsana New';"><span style="Ignore;"><span style="Angsana New;">2.</span><span style="7pt ">       </span></span></span><span style="Angsana New;"><span dir="ltr"><span style="black;">ชื่อวิทยาศาสตร์ </span></span><span style="black;">(Scientific<span style="yes;">  </span>name)<span style="yes;">  </span><strong><em>Kaempferia<span style="yes;">  </span>galangal </em>L.</strong></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="list 90.0pt;"><span style="'Angsana New';"><span style="Ignore;"><span style="Angsana New;">3.</span><span style="7pt ">       </span></span></span><span style="Angsana New;"><span dir="ltr"><span style="black;">ชื่อวงศ์<span style="yes;">  </span></span></span><span style="black;">(Family)<span style="yes;">  </span><strong>ZINGIBERACEAE</strong></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="list 90.0pt;"><span style="'Angsana New';"><span style="Ignore;"><span style="Angsana New;">4.</span><span style="7pt ">       </span></span></span><span style="Angsana New;"><span dir="ltr"><span style="black;">ชื่อสามัญ </span></span><span style="black;">(Common name)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="list 90.0pt;"><span style="'Angsana New';"><span style="Ignore;"><span style="Angsana New;">5.</span><span style="7pt ">       </span></span></span><span style="Angsana New;"><span dir="ltr"><span style="black;">ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ </span></span><span style="black;">(Description)<span id="more-2380"></span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><strong><span style="black;"><span style="Angsana New;"> </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;">ลักษณะทั่วไป</span></strong><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;"><span style="yes;">         </span>1.<span style="1;">    </span>ลำต้น</span></strong><span style="black;"><span style="yes;">  </span></span><span style="black;">:<span style="yes;">  </span><span>มีลำต้นซึ่งเกิดจากหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="black;"><span style="Angsana New;"><span style="yes;">         </span><strong>2.</strong><span style="1;">    </span><strong><span>ใบ</span></strong><span> </span>:<span style="yes;">  </span><span>ใบเดี่ยว<span style="yes;">  </span>เรียงตรงข้าม<span style="yes;">  </span>มี<span style="yes;">  </span>2<span style="yes;">  </span>ใบ ค่อนข้างอวบน้ำ<span style="yes;">  </span>รูปค่อนข้างกลม<span style="yes;">  </span>ใบแนบติดกับพื้น<span style="yes;">  </span>ขนาดประมาณฝ่ามือ<span style="yes;">  </span>ปลายแหลม<span style="yes;">  </span>ท้องใบสีเขียวซีดกว่าด้านบน<span style="yes;">  </span>โคนใบมนปลายแหลม<span style="yes;">  </span>ของใบเว้าเล็กน้อย<span style="yes;">  </span>ขอบใบเป็นคลื่น<span style="yes;">  </span>มีขนอ่อนบริเวณท้องใบ<span style="yes;">  </span></span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;"><span style="yes;">         </span>3. ดอก</span></strong><span style="black;"> </span><span style="black;">: <span>ออกดอกในราวเดือน<span style="yes;">  </span>พฤษภาคม </span>–<span> กรกฎาคม<span style="yes;">  </span>ของทุกปี<span style="yes;">  </span>ส่วนมาก<span style="yes;">  </span>1<span style="yes;">  </span>ต้นออกดอกเพียงดอกเดียว<span style="yes;">  </span>ออกดอกสีขาวเหลือบม่วงตรงกลางกลีบดอกกลาง<span style="yes;">  </span>ส่วนกลีบดอกทั้งสองข้างมีสีขาวแทงช่อดอกขึ้นมาตรงกลางระหว่างซอกใบทั้ง 2 ใบ<span style="yes;">  </span>กลีบดอกย่อย<span style="yes;">  </span>4<span style="yes;">  </span>กลีบ<span style="yes;">  </span>ชนิดใบสีเขียวใบตองกล้วยอ่อน<span style="yes;">  </span>กลีบดอกสีขาว<span style="yes;">  </span>2<span style="yes;">  </span>กลีบ<span style="yes;">  </span>กลีบดอกสีขาวเหลือบม่วง<span style="yes;">  </span>2<span style="yes;">  </span>กลีบรวมเป็น 1<span style="yes;">  </span>ดอก<span style="yes;">  </span>ชนิดใบเขียวเข้มมี<span style="yes;">  </span>4<span style="yes;">  </span>กลีบ<span style="yes;">  </span>สีม่วงทั้ง<span style="yes;">  </span>4<span style="yes;">  </span>กลีบ<span style="yes;">  </span>บางต้นที่สมบูรณ์<span style="yes;">  </span>อาจมีดอก<span style="yes;">  </span>1-3<span style="yes;">  </span>ดอก<span style="yes;">  </span>ออกดอกเป็นกระจุกพร้อมกัน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="yes;">          </span><strong>4. เมล็ด</strong> </span><span style="black;">:<span style="yes;">  </span><span>หลังจากดอกบาน<span style="yes;">  </span>ได้<span style="yes;">  </span>3<span style="yes;">  </span>สัปดาห์<span style="yes;">  </span>ดอกที่ได้รับการผสมจะพัฒนาเป็นเมล็ด<span style="yes;">  </span>เกิดเยื่อหุ้มรูปกระสวยสีขาว<span style="yes;">  </span>เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะมีสีน้ำตาลครีม<span style="yes;">  </span>เรียงกันอัดแน่นอยู่ภายในกระเปาะหุ้มสีขาว<span style="yes;">  </span>รวมระยะเวลาตั้งแต่ดอกบานจนกระทั่งเป็นเมล็ดและแตกออกจากกระเปาะหุ้ม<span style="yes;">  </span>จำนวน<span style="yes;">  </span>32<span style="yes;">  </span>วัน<span style="yes;">  </span>1<span style="yes;">  </span>ดอกจะมีพูเมล็ด<span style="yes;">  </span>6<span style="yes;">  </span>พู<span style="yes;">  </span>พูละ<span style="yes;">  </span>5-6<span style="yes;">  </span>เมล็ด<span style="yes;">  </span>โดยมีเยื่อบางสีขาวหุ้มแต่ละพูของเมล็ดอีกครั้ง<span style="yes;">  </span>จำนวน<span style="yes;">  </span>50-60<span style="yes;">  </span>เมล็ดต่อกระเปาะ<span style="yes;">  </span>( 1 ดอก)<span style="yes;">  </span>กระเปาะหุ้มเมล็ดสีขาวเมื่อแตกออกจะมี<span style="yes;">  </span>3<span style="yes;">  </span>กลีบ</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="1;">                </span><strong>5. ราก</strong><span style="yes;">  </span></span><span style="black;">:<span style="yes;">  </span><span>รากงอกออกมาตามหัวที่อยู่ใต้ดิน<span style="yes;">  </span>รากเป็นกระจุกคล้ายรากของกระชาย<span style="yes;">  </span>ปลายรากเป็นปมคล้ายรูปหอก<span style="yes;">  </span>ยาวประมาณ<span style="yes;">  </span>10- 15<span style="yes;">  </span>เซนติเมตร</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="1;">                </span><strong>ด้านนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ของปัจจัยหลัก</strong></span><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="1;">                </span>เป็นพืชคลุมดินชอบความชุ่มชื้น<span style="yes;">  </span>พบทั่ว ๆ<span style="yes;">  </span>ไปในป่าเป็นไม้ล้มลุกมีอายุเพียง<span style="yes;">  </span>1<span style="yes;">  </span>ปี<span style="yes;">  </span>มีลำต้นหรือเหง้าใต้ดิน เนื้อภายในสีเหลืองอ่อน<span style="yes;">  </span>บริเวณขอบนอกมีสีเหลืองเข้ม<span style="yes;">  </span>มีกลิ่นหอม<span style="yes;">  </span>ออกดอกเป็นช่อตรงกลางระหว่างใบ<span style="yes;">  </span>ดอกสีขาวหรือสีขาวเหลือบม่วง (บางครั้งมองดูคล้ายสีชมพู )<span style="yes;">  </span>มีกลีบประดับรองรับดอก<span style="yes;">  </span>ซึ่งใบและต้นจะเริ่มแห้งเมื่อมีดอก<span style="yes;">  </span>ผลแก่เมื่อแห้งแตกได้<span style="yes;">  </span>เมล็ดที่หลุดร่วงลงมาสามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ภายใน 1<span style="yes;">  </span>เดือนเมื่อถูกความชื้นหรือน้ำ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="1;">                </span><strong>แหล่งที่พบในประเทศไทย</strong><span style="yes;">  </span></span><span style="black;">:<span style="yes;">  </span><span>ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื้นบริเวณป่าราบ<span style="yes;">  </span>ป่าเต็งรัง<span style="yes;">  </span>ป่าเบญจพรรณ<span style="yes;">  </span>และป่าดิบ<span style="yes;">  </span>พบทั่วทุกภาค</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="1;">                </span><strong>แหล่งกำเนิดและแพร่กระจาย</strong> </span><span style="black;">: <span>เอเชียเขตร้อน</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><strong><span style="black;"><span style="Angsana New;"><span style="1;">                </span><span>ด้านการใช้ประโยชน์</span></span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;"><span style="1;">                </span>จากการศึกษาจากเอกสารและเก็บข้อมูลจากภูมิปัญญาท้องถิ่น<span style="yes;">  </span>เรื่องการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน<span style="yes;">  </span>พบว่า<span style="yes;">  </span>ชาวอำเภอดอนมดแดงจะนำใบอ่อนของว่านตูบหมูบมารับประทาน </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">และจะหาได้เฉพาะช่วงฤดูฝนเพียงช่วงระยะเวลา<span style="yes;">  </span>3<span style="yes;">  </span>เดือนแรกของวงจรชีวิตเท่านั้น<span style="yes;">  </span>คือช่วงเดือน<span style="yes;">  </span>พฤษภาคม ถึงเดือน<span style="yes;">  </span>กรกฏาคม<span style="yes;">  </span>ส่วนเดือนที่<span style="yes;">  </span>4-6<span style="yes;">  </span>ใบจะแก่และมีกลิ่นฉุน<span style="yes;">  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt 36pt;"><span style="black;"><span style="Angsana New;">เผ็ดเฝื่อน<span style="yes;">  </span>ไม่นิยมนำมารับประทาน<span style="yes;">  </span>การรับประทานจะนำมาลวกน้ำร้อนรับประทานกับน้ำพริกหรือรับประทานสด<span style="yes;">  </span>แกงหน่อไม้<span style="yes;">  </span>แกงอ่อม<span style="yes;">  </span>ฯลฯ<span style="yes;">  </span>ส่วนการใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร<span style="yes;">  </span>พบว่าหมอยาจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดวงจรชีวิตของตูบหมูบและจะเก็บหัวมาไว้ทำสมุนไพรช่วงที่ใบเริ่มแห้ง<span style="yes;">  </span>ประมาณเดือน<span style="yes;">  </span>พฤศจิกายน<span style="yes;">  </span>โดยใช้ประโยชน์ดังรายละเอียดตามตารางที่<span style="yes;">  </span>14</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="black;"><span style="Angsana New;">ตาราง 14<span style="yes;">  </span>รายละเอียดการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง<span style="yes;">  </span>ๆของว่าตูบหมูบ</span></span></strong></p>
<table class="MsoTableGrid" style=".5pt solid windowtext;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="619">
<tbody>
<tr style="0;">
<td style="windowtext 1pt solid;" width="31" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><strong><span style="black;"><span style="Angsana New;">ที่</span></span></strong></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="264" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;">รายละเอียดการใช้ประโยชน์</span></strong><strong></strong></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="168" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;">ส่วนที่นำมาใช้</span></strong><strong></strong></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="156" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;">วิธีการใช้</span></strong><strong></strong></span></p>
</td>
</tr>
<tr style="1;">
<td style="solid windowtext .5pt;" width="31" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">1</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="264" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">รับประทาน</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="168" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ใบอ่อน</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="156" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">รับประทานสดหรือลวก</span></span></p>
</td>
</tr>
<tr style="2;">
<td style="solid windowtext .5pt;" width="31" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">2</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="264" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">บรรเทาอาการปวดบวมจากแมลงกัดต่อย</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="168" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ทุกส่วน</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="156" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ขยำ / ตำพอก</span></span></p>
</td>
</tr>
<tr style="3;">
<td style="solid windowtext .5pt;" width="31" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="black;"><span style="Angsana New;">3</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="264" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">แผลสดจากสุนัขกัด</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="168" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ทุกส่วน</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="156" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ขยำ / ตำพอก</span></span></p>
</td>
</tr>
<tr style="4;">
<td style="solid windowtext .5pt;" width="31" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="black;"><span style="Angsana New;">4</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="264" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">แก้ง่วงนอน</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="168" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ใบ</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="156" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="Angsana New;"><span style="black;">ขยำแล้วสูดดม</span></span></p>
</td>
</tr>
<tr style="yes;">
<td style="solid windowtext .5pt;" width="31" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="black;"><span style="Angsana New;">5</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="264" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="black;"><span style="Angsana New;">ระดับกลิ่นที่ศีรษะ</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="168" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="black;"><span style="Angsana New;">ทุกส่วน</span></span></p>
</td>
<td style="solid windowtext .5pt;" width="156" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="center;" align="center"><span style="black;"><span style="Angsana New;">ตำผสมน้ำสระผม</span></span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;">ด้านการขยายพันธุ์</span></strong><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="36pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">พบว่าว่านตูบหมูบขยายพันธุ์ได้<span style="yes;">  </span>2<span style="yes;">  </span>วิธี<span style="yes;">  </span>คือ แบบใช้เพศ<span style="yes;">  </span>และแบบไม่ใช้เพศ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="36pt;"><span style="Angsana New;"><strong><span style="black;">1.</span></strong><span style="black;"><span style="yes;">   </span><strong>แบบใช้เพศ</strong><span style="yes;">  </span>คือ เกิดจากเมล็ดที่หล่นร่วงลงพื้นดินแล้วถูกความชื้นในธรรมชาติ<span style="yes;">  </span>งอกได้แต่มักจะไม่รอดเนื่องจากหลังจากเกิดแล้งมักขาดน้ำและตายในที่สุด</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="Angsana New;"><span style="black;">เพราะหลังงอกแล้วอยู่ได้แค่เพียง<span style="yes;">  </span>1<span style="yes;">   </span>เดือน<span style="yes;">  </span>ก็หมดฤดูฝน<span style="yes;">  </span>จากการขยายพันธุ์โดยการนำมาเพาะเลี้ยงในกระถาง<span style="yes;">  </span>พบว่าสามารถเจริญเติบโตได้จนครบวงจรชีวิต ฉะนั้นจะพบว่าทำไมว่านตูบหมูบจึงเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มรำไรและดินมีความชื้น<span style="yes;">  </span>การนำเข้ามาปลูกเพื่อศึกษาวงจรชีวิตว่านตูบหมูบในโรงเรียนทำให้เราทราบความต้องการ<span style="yes;">  </span>และปัจจัยต่าง ๆ<span style="yes;">  </span>ในการเจริญเติบโตของว่านตูบหมูบเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และการปลูกเชิงอนุรักษ์อย่างถูกวิธีและได้ผลต่อไป<span style="yes;">  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="0cm 0cm 0pt;"><span style="black;"><span style="Angsana New;"><span style="yes;">            </span><strong>2.<span style="yes;">  </span>แบบไม่ใช้เพศ</strong><span style="yes;">  </span>เป็นการขยายพันธุ์โดยการนำส่วนหัวที่อยู่ใต้ดินไปปลูก<span style="yes;">  </span>ซึ่งหัว 1<span style="yes;">  </span>หัวจะให้ต้นว่านตูบหมูบ<span style="yes;">  </span>1<span style="yes;">  </span>ต้น</span></span></p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2380</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กะพ้อ ( โรงเีรียนชุมชนบ้านปาดัง)</title>
		<link>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2350</link>
		<comments>http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2350#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Oct 2008 06:26:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>limpalekha</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิจกรรมสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.stks.or.th/botany/blog/?p=2350</guid>
		<description><![CDATA[กะพ้อ


ชื่อสามัญ                Fan palm
ชื่อวิทยาศาสตร์         Licuala spinosa Thumb
ชื่อวงศ์                   PALMAE
ลักษณะของต้นกะพ้อ
ลำต้น เตี้ยถึงขนาดกลาง  สูงประมาณ   3 - 4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 - 10 เมตร  ลำต้นแตกหน่อเป็นกอแน่น
มีรอยกาบใบที่หล่นไป
ใบ มีลักษณะคล้ายฝ่ามือ  เรียงเวียนสลับใบเป็น  รูปกลม  กว้างยาวประมาณ 1 เมตร  ก้านใบยาว  0.8 – 1 เมตร
ก้านใบและกาบใบ มีหนามเล็ก ๆ ห่าง ๆ  ใบประกอบด้วยกลุ่มใบย่อย 17 -21 กลุ่ม  ใบย่อยรูปแถบกว้าง 55 ซม.
โคนสอบ ปลายตัด บางใบเว้าเป็นหางปลา ใบย่อยไม่มีก้านออกเป็นกลุ่มชิดกันที่ปลายก้านใบ  ใบย่อยกลางเป็นแฉกลึก  3 แฉก
ดอกกะพ้อ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em><strong>กะพ้อ</strong></em></p>
<p><span id="more-2350"></span></p>
<p><img src="http://www.stks.or.th/botany/blog/wp-content/uploads/2008/10/222.jpg" alt="" /></p>
<p>ชื่อสามัญ                Fan palm<br />
ชื่อวิทยาศาสตร์         Licuala spinosa Thumb<br />
ชื่อวงศ์                   PALMAE<br />
<em><strong>ลักษณะของต้นกะพ้อ</strong></em><br />
<strong>ลำต้น</strong> เตี้ยถึงขนาดกลาง  สูงประมาณ   3 - 4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 - 10 เมตร  ลำต้นแตกหน่อเป็นกอแน่น<br />
มีรอยกาบใบที่หล่นไป<br />
<strong>ใบ</strong> มีลักษณะคล้ายฝ่ามือ  เรียงเวียนสลับใบเป็น  รูปกลม  กว้างยาวประมาณ 1 เมตร  ก้านใบยาว  0.8 – 1 เมตร<br />
<strong>ก้านใบและกาบใบ</strong> มีหนามเล็ก ๆ ห่าง ๆ  ใบประกอบด้วยกลุ่มใบย่อย 17 -21 กลุ่ม  ใบย่อยรูปแถบกว้าง 55 ซม.<br />
โคนสอบ ปลายตัด บางใบเว้าเป็นหางปลา ใบย่อยไม่มีก้านออกเป็นกลุ่มชิดกันที่ปลายก้านใบ  ใบย่อยกลางเป็นแฉกลึก  3 แฉก<br />
<strong>ดอกกะพ้อ </strong> แบบช่อแยกแขนง  ห้อยลง  ยาวประมาณ  2 เมตร แยกแขนงเป็นช่อดอกย่อย 3-4 ช่อ ช่อดอกย่อยออกเป็นระยะห่าง ๆ กัน<br />
15-17 ซม.  ยาวประมาณ 30 ซม. มีกาบเป็นหลอดยาว  ดอกออกเดี่ยว ๆ หรือเป็นกลุ่ม 2 – 3 ดอก ออกดอกและผลเกือบตลอดปี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.stks.or.th/botany/blog/?feed=rss2&amp;p=2350</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
