»
S
I
D
E
B
A
R
«
การขอรับความคุ้มครองในสิทธิบัตร / อนุสิทธิบัตรจากงานวิจัย
Feb 17th, 2010 by pornpan 410 views

สรุปจากการสัมมนาเรื่อง การขอรับความคุ้มครองในสิทธิบัตร / อนุสิทธิบัตรจากงานวิจัย และเทคนิคการพิจารณาขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

สิทธิบัตร (Patent) คำนี้หลายท่านคงคุ้นเคยและได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่มันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร
สิทธิบัตร จัดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความหมายว่า เป็นผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เป็นทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่เราคุ้นเคย คือ ทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดเหล่านี้สามารถตีค่าออกเป็นราคา หรือมูลค่าได้
ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งได้เป็นหลายชนิด เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า แบบผังภูมิวงจรรวม เป็นต้น
ทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละชนิด มีกฎหมายคุ้มครองเป็นการเฉพาะ นอกเหนือไปจากกฎหมายแพ่งและอาญา ดังนั้นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเกี่ยวข้อง ต้องมีความรู้เพื่อรักษาสิทธิและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ในแวดวงการวิจัย และวิชาการ ทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ในรูปสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ เป็นส่วนใหญ่
การขอรับความคุ้มครองผลงานวิจัยให้เป็นสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตรนั้น ต้องเข้าข่ายกฎเกณฑ์ตามที่กำหนด คือ มีความใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และมีการประยุกต์ใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม
ดังนั้นการร่างคำขอสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร จำเป็นต้องมีการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตร รวมทั้งข้อมูลผลงานวิชาการอื่น ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลทางการค้า ทั้งนี้นักวิจัยในแต่ละสาขาเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องงานวิจัยที่ดีที่สุด หากสามารถร่างคำขอสิทธิบัตรได้ด้วยตนเอง โอกาสที่งานวิจัยชิ้นนั้นสามารถได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตรก็มีมากขึ้น

Read the rest of this entry »

Share
ยีนที่ควบคุมความหอมในข้าว
Jun 29th, 2009 by pornpan 454 views

ของไทยแท้

“นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สามารถค้นพบและขอจดสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอมในข้าว กระทั่งสำนักงานสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกสิทธิบัตรให้ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ยืนยันว่า ยีนควบคุมความหอมของข้าวดังกล่าวเป็นของไทย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า ชาวนาไทยจะมีข้าวหอมของไทยปลูก และขายต่อไป โดยไม่ต้องไปซื้อพันธุ์ข้าว ทีประเทศอื่น ๆ จ้องจดทะเบียนสิทธิบัตรกันทั่วโลก

ผลงานชิ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชื่นชม และมีพระราชดำรัสว่า “ขอขอบใจทุกท่านที่นำสิทธิบัตรนี้ ซึ่งถือเป็นการประกันว่า ข้าวไทยเป็นของไทยแท้ เพราะแต่ก่อนก็หนักใจว่า เรากินข้าวไทยมานานแล้วจะต้องกลายเป็นข้าวของฝรั่ง เพราะว่าสิทธิบัตรนี้เป็นของฝรั่ง แต่ว่าสิทธิบัตรที่ได้นี้จะเป็นหลักประกันว่า เรากินข้าวไทยและจะได้กินข้าวไทยต่อไป ฉะนั้นการที่มีสิทธิบัตรถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ และหวังว่าทุกคนจะรักษาความเป็นไทยได้ด้วยการกินข้าวไทย ไม่ได้กินข้าวของฝรั่ง ขอขอบใจทุกคนที่ได้จัดการทุกเรื่อง สำหรับในนามของคนไทยทั้งหลาย ที่มีความภูมิใจ ที่ได้กินข้าวไทย ขอขอบใจทุกคนที่ทำงานเพื่อการนี้ ขอให้ท่านได้ช่วยกันทำให้เราสามารถกินของไทย กินข้าวไทยได้แล้ว ไม่ใช่ต้องไปกินข้าวฝรั่ง ถือว่าการที่ได้กินข้าวไทยนี้จะทำให้คนไทยมีความภูมิใจในความเป็นไทย และได้เป็นคนไทยต่อไป”

พระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะ ที่ได้ร่วมทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ที่ทรงอุทิศพระวรกายในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ข้าวและการผลิตข้าวไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมานั้น เป็นพระราชดำรัสที่แสดงให้เห็นถึงความปลาบปลื้มในความสามารถของหน่วยงานด้านเทคโนโลยีการเกษตรของคนไทย ขณะเดียวกันยังแสดงถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อ “ความเป็นไทย” ซึ่งพวกเราคนไทยทุกคนสมควรช่วยกันธำรงรักษาเอาไว้เพื่อชนชาติไทยของเราเอง ทั้งนี้ พราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ในภาวการณ์ปัจจุบัน โลกทั้งใบกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง โลกทางการเงินกำลังระส่ำ วัฏจักรวงจรทางเศรษฐกิจมีจุดตกต่ำสั้นลงเรื่อย ๆ วัตถุดิบทางธรรมชาติที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจเริ่มร่อยหรอ อาทิ น้ำมันดิบกำลังจะหมดลง กลุ่มประเทศที่มีพื้นฐานทางการเกษตรกรรมบางประเทศกำลังแปรรูปพืชผลให้เป็นพลังงาน ทำให้พื้นที่เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรจำกัดลง ส่งผลให้สินค้าทางการเกษตรเป็นที่ต้องการมากขึ้น กระทั่งเริ่มมีการคิดจะลงทุนทางการเกษตร อย่างเช่นข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศอาหรับสนใจเข้ามาลงทุนเรื่องข้าวในไทย ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศที่เจริญแล้วก็พยายามจะใช้กฎหมายสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือ ค้นคว้าและตีตราประทับจอง พืชผลทางการเกษตร ที่ประชากรชาวโลกสามารถปลูกขึ้นได้อย่างเสรี ให้กลายเป็นพืชพันธุ์ส่วนตัวเพื่อนำมาค้าขาย ดังนั้น กระทรวงทุกกระทรวง หน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงสมควรให้ความสำคัญให้ความสำคัญต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “ความเป็นไทย” ตามกระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อคณะของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทุกกระทรวง และหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมควรตระหนักว่า “ความเป็นไทย” ที่พระองค์ทรงเป็นห่วงนั้น เป็น “ความเป็นไทย” ที่หมายถึงการดำรงอยู่ของประชาชนคนไทย กระทรวงทุกกระทรวง และหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องร่วมกันธำรงและรักษาสิ่งที่เป็น “ของไทย” เอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชผลทางการเกษตร สมุนไพร หรือสิ่งอื่น ๆ เพื่อให้ลูกหลานไทยสามารถได้ใช้ และอาศัยสิ่งที่เป็น “ของไทย” ดำรงชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข

แหล่งที่มา : “บทนำมติชน ของไทยแท้.” มติชน, 27 มิถุนายน 2552, หน้า 2.

Share
ยีนที่ควบคุมความหอมในข้าว
Jun 29th, 2009 by pornpan 438 views

เป็นสิทธิบัตรเรื่องใหม่ที่ประเทศไทยได้รับการคุ้มครองในประเทศสหรัฐอมริกา (USPTO) หมายเลขที่สิทธิบัตร 7,319,181 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 โดยเป็นความสามารถของนักวิจัย จาก 2 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความยินดี ชื่นชม ในวงการวิจัย วิชาการ ของนักวิจัยไทย และประชาชนคนไทยทั่วประเทศ

มีข้อสังเกตุเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จากผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ดังนี้

“เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวถึงกรณีสิทธิบัตรยีนความหอมในข้าวไทย ที่นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกันขอจดสิทธิบัตรว่า การที่จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในต่างประเทศนั้น จะต้องไม่เป็นกับดัก และต้องระวังไม่ให้ต่างชาติใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ามาขอแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้มีการจดสิทธิบัตรยีนหรือจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงเอฟทีเอ เช่น การทำเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกา และยุโรป เนื่องจากขณะนี้บรรดาบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และสถาบันวิจัยในประเทศอุตสาหกรรมต่างเข้ามาจดสิทธิบัตร เพื่อผูกขาดพันธุกรรมของทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทยเป็นว่าเล่น

นายวิฑูรย์ กล่าว่า เรียกร้องให้ภาครัฐรีบดำเนินการปรับปรุงกฎหมายในการรองรับสิทธิของชุมชนและอธิปไตยของประเทศในทรัพยากรชีวภาพ เช่นเดียวกับการออกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เมื่อปี 2542 ที่ได้ให้การคุ้มครองในพันธุ์พืชของท้องถิ่น โดยกฎหมายที่ควรแก้ไขโดยเร็วที่สุด คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 โดยต้องระบุให้ผู้ที่ขอรับสิทธิบัตร ต้องเปิดเผยที่มาของทรัพยากรชีวภาพที่ใช้ในการประดิษฐ์ เช่นเดียวกับที่อินเดียดำเนินการ รวมทั้งต้องตรากฎหมายเพื่อคุ้มครองพันธุกรรมสัตว์และจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นช่องโหว่ของระบบกฎหมายไทย”

แหล่งที่มา : “ไบโอไทย จี้ รบ. เร่งแก้ กม. สิทธิบัตร.” มติชน, 27 มิถุนายน 2552, หน้า 13.

Share
แผนที่สิทธิบัตร : Patent Mapping / PatMap (4)
Jun 9th, 2009 by pornpan 515 views

แผนที่สิทธิบัตร คือ ข้อมูลที่ช่วยทำให้ไม่หลงทางหรือตกยุคในการวิเคราะห์ข้อมูลเทคโนโลยี เพราะการจัดการกับเอกสารสิทธิบัตรจำนวนมาก เป็นเรื่องยากลำบากในการอ่านทุกฉบับ และใช้เวลามาก  ดังนั้นการคิดค้นโปรแกรม / เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงผลที่ดูง่าย สวยงาม และที่สำคัญ สามารถแปรผล / วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดทำแผนที่สิทธิบัตร

ทำไมต้องจัดทำแผนที่สิทธิบัตร มีเหตุผล 3 ข้อ คือ
 1. ดูคู่แข่ง  (Competitiveness)
 2. ดูแนวโน้มเทคโนโลยีเพื่อประกอบการทำธุรกิจ  (Run Business)
 3. ดูความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิ์ (Management of Risk : Infringement / Blocking)

ประโยชน์ของการจัดทำแผนที่สิทธิบัตร
 1. ช่วยให้เห็นแนวโน้ม ทิศทางของเทคโนโลยีหลักของภาคอุตสาหกรรมโลก
 2. ให้ความรู้เชิงลึกของเทคโนโลยีที่เปิดเผย เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้จริง
 3. ช่วยประเมินความเสี่ยงในการลงทุน ทรัพยากรในการวิจัยและพัฒนา
 4. ตรวจสอบการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา
 5. พิจารณาศักยภาพของโครงการวิจัย
 6. ประกอบการพิจารณาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (License /  Licensing)
 7. ประกอบการพิจารณาการลงทุนเชิงพาณิชย์

วิธีการจัดทำแผนที่สิทธิบัตร

1. ต้องกำหนดโจทย์ / เรื่อง ที่สนใจอย่างชัดเจน
2. เลือกแหล่งข้อมูล จากฐานข้อมูลต่าง ๆ  เพราะฐานข้อมูลสิทธิบัตรมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นของฟรี สามารถสืบค้นได้ เช่น ฐานข้อมูลสิทธิบัตรของยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา รวมของไทยด้วย (เพราะข้อมูลสิทธิบัตร ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนอยู่แล้ว)

3. ลงมือสืบค้นข้อมูล ใช้คำค้นเป็น รู้วิธี / ช่องทาง การสืบค้น : Basic Search,  Advanced Serarch,  IPC Search

4. วิเคราะห์ข้อมูล (เชิงปริมาณ)  STKS / สวทช.  มีโปรแกรม / เครื่องมือ ในการวิเคราะห์แผนที่สิทธิบัตรอยู่ 2 แบบ คือ
     4.1 Vantage Point แสดงผลแบบ List / Matrix / Map โปรแกรมนี้มีคุณสมบัติเป็นเทคโนโลยีแบบ Text Mining คือสามารถวิเคราะห์เอกสารประเภทอื่น นอกเหนือจากสิทธิบัตรได้ด้วย เช่น บทความวิจัย (Research Publications) ด้วยวิธีการ Text Mining ในการดึง / สกัดคำแบบอัตโนมัติ และนำผลมาวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
     4.2 Delphion.com ของบริษัท Thomson Reuters, USA.  เป็นผู้ให้บริการฐานข้อมูลสิทธิบัตรนานาชาติ และโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรด้วย แสดงผลแบบ Snapshot / Clustering วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และแสดงผลรูปแบบสวยงาม
อย่างไรก็ตาม การจัดทำแผนที่สิทธิบัตร ที่มุ่งหวังด้านอุตสาหกรรม ธุรกิจ การค้า (Commercialize) สิ่งที่สำคัญสุด คือ ข้อมูลนำเข้าต้องผ่านการอ่าน ตีความ (Interpret) จากผู้รู้ / เชี่ยวชาญ ในสาขานั้น  เพราะไม่เช่นนั้นการแปรผล สรุปผล อาจจะผิดพลาดได้

Share
แผนที่สิทธิบัตร : Patent Mapping / PatMap (3)
Jun 1st, 2009 by pornpan 329 views

นักวิจัย เมื่อพิจารณาผลงานวิจัยของตนแล้วพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจและสามารถยื่นจดสิทธิบัตร เพื่อขอรับความคุ้มครองได้ เราเรียกผลงานวิจัยนั้นว่า “สิ่งประดิษฐ์”

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ได้กำหนดลักษณะของสิ่ง / ลักษณะของงานวิจัย ที่ไม่สามารถขอยื่นจดสิทธิบัตร / ขอรับความคุ้มครอง ไว้ 5 ประการ คือ
1. จุลชีพ และส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช
2. กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
3. ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
4. วิธีวินิจฉัยบำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์
5. การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของประชาชน

ดังนั้นหากนักวิจัยที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ 5 หัวข้อเรื่องต้องห้ามดังกล่าว เช่น งานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง มุมมอง / เนื้อหาการวิจัยให้แตกต่างไปจากเดิม ก็อาจทำให้งานวิจัยดังกล่าวสามารถขอรับความคุ้มครองได้ เช่น สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ แต่กรรมวิธีหรือกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าวนั้น สามารถขอยื่นรับความคุ้มครองได้

Share
PatMap Seminar ใน สวทช.
May 25th, 2009 by rungsima 236 views

เมื่อกลางปี 2551 สวทช. ได้จัดสัมมนาเรื่องสิทธิบัตร โดยได้วิทยากรต่างประเทศมาบรรยาย ขอสรุปนำเสนอดังนี้

วิทยากรผู้บรรยาย คือ  Mr. Takao Ogiya , Executive manager : Human Resources Development , Natl. Center for Industrial Property Information and Training (INPIT) Japan

ภาพรวม การบรรยายของวิทยากร  มีการยกตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของประเทศญี่ปุ่นแบบง่ายที่คิดตามได้ มากมายหลายตัวอย่าง เช่น  แพลงตอนที่เกิดขึ้นมากมายมีการคิดประดิษฐ์นำมาเป็นตัวกรอง ( Biofilter) ผงถ่านหินในพื้นที่ที่ห่างไกลกันมาก/ ดาวเทียมที่มีปัญหาการสั่นสะเทือน จากแผงโซล่าห์เซลล์ นำ Damper มาติดเพื่อลดการสะเทือน /  ผึ้งมีอาหารพิเศษสามารถบินได้ไกลมาก ได้ทดลองสกัดอาหารจากผึ้งพบมีอะมิโนแอซิคนำมาประยุกต์ให้เป็นอาหารเสริมของคน /  ถุงน่องรักษาโรค เกี่ยวกับระบบเลือด น้ำเหลืองของขา เท้า /  น้ำเกลือสำหรับดองบ๊วย ( ของเสีย) นำมาผสมเปลือกหอย ( ของเสีย) กลายเป็นแคลเซียมอาหารเสริม  / การออกแบบถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีการพับด้านข้าง / วิธีการทำเหล้าสาเกให้มีระดับแอลกอฮอร์ให้สูงขึ้นโดยใช้วิธี Ultrasonics ฯลฯ การบรรยายมีหัวข้อครอบคลุม ทุกๆด้านของระบบสิทธิบัตร ทำให้เห็นภาพรวมต่อเนื่องของระบบสิทธิบัตรของประเทศญี่ป่น  จะขอนำเสนอในตอนต่อๆ ไป

Share
แผนที่สิทธิบัตร : Patent Mapping / PatMap (2)
May 25th, 2009 by pornpan 406 views

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับเอกสารสิทธิบัตร (Patent)

1. สิทธิบัตร ยื่นจดที่ประเทศใด ได้รับความคุ้มครองที่ประเทศนั้น ๆ หากต้องการได้รับความคุ้มครองในหลาย ๆ ประเทศ ต้องยื่นจดภายในระยะเวลา 1 ปี
2. สิทธิบัตรโดยทั่วไป มีระยะเวลาการคุ้มครอง  20 ปี
3. สิทธิบัตร ต้องมีการรักษาสิทธิ์ ต้องเสียค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิ์ทุกระยะ เช่น ทุก 5 ปี
4. มีสิทธิบัตรจำนวนมากที่ยื่นจดและได้รับความคุ้มครอง (Granted) แล้ว แต่เสียสิทธิ์ เนื่องจากไม่เสียค่ารักษาสิทธิ์ อาจมีเหตุผลประกอบหลายด้าน เช่น ต้องการกีดกันผู้อื่นยื่นจด หรือเทคโนโลยีที่คิดค้นนั้นล้าสมัยไปแล้ว
5. การขอยื่นจด มักใช้เวลาประมาณ 5-7 ปี กว่าจะได้รับความคุ้มครอง (Granted)
6. ค่าใช้จ่ายในการยื่นจดทั้งกระบวนการ ในประเทศไทย ประมาณ 1-2 แสนบาท ต่างประเทศประมาณ 5 แสนบาทขึ้นไป
7. ช่วงระยะเวลายื่นจด โดยผ่านการตรวจสอบจากสำนักสิทธิบัตร (Patent Office) ของแต่ละประเทศแล้ว จะมีการประกาศโฆษณา เผยแพร่ฉบับคำขอ ช่วงนี้สามารถยื่นคัดค้านได้ หากพบว่าเรื่องนั้นไม่มีความใหม่จริง
8. ในประเทศไทย การตรวจสอบสิทธิบัตรต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษและส่งไปที่สำนักสิทธิบัตร ประเทศออสเตรเลีย เป็นผู้ตรวจสอบ จึงใช้ระยะเวลานานมาก
9. การตรวจสอบสิทธิบัตร มี 3 ประเด็น คือ
   1. ต้องมีความใหม่
   2. ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
   3. ต้องนำไปใช้ได้ทางอุตสาหกรรม

เอกสารสิทธิบัตร มีประโยชน์หลายด้าน คือ
1. ประเมินความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตร
2. วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ
3. วางยุทธศาสตร์เพื่อการแข่งขันทางการค้า
4. เทคโนโลยีการประดิษฐ์
5. วิเคราะห์แนวโน้มของเทคโนโลยี

Share
แผนที่สิทธิบัตร : Patent Mapping / PatMap (1)
May 14th, 2009 by pornpan 419 views

การใช้ประโยชน์แผนที่สิทธิบัตร (Patent Mapping) ในการกำหนดกลยุทธ์งานวิจัย และการลงทุน สวทช.  คือ หัวข้อการสัมมนา ฝึกอบรม ในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กำหนดจัดขึ้นในปี 2552 รวมทั้งหมด 12 ครั้ง กลุ่มเป้าหมายมี 2 กลุ่ม  คือ นักวิเคราะห์โครงการ และนักวิจัย สวทช. ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีส่วนสำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้แผนที่สิทธิบัตรในการตรวจสอบข้อมูลการพิจารณาให้ทุนโครงการวิจัย และการเสนองานวิจัย

สวทช. ให้ความสำคัญกับระบบสิทธิบัตร มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนสิทธิบัตรที่ยื่นการจด และได้รับการคุ้มครอง (Grant) แต่เนื่องจากเอกสารสิทธิบัตรเป็นเอกสารที่มีความพิเศษ ลุ่มลึก มากกว่าเอกสารประเภทอื่น เช่น บทความวิจัย (Research Publication) ในวารสารวิชาการทั่วไป โดยมีหลายมิติที่เกี่ยวข้องอยู่ในเอกสารสิทธิบัตรแต่ละฉบับ คือ ข้อมูลด้านกฎหมาย ธุรกิจ และ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผู้ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจต้องเชี่ยวชาญทั้ง 3 สาขา จึงจะสามารถอ่านเนื้อหา วิเคราะห์ และเข้าใจทั้งหมด

เอกสารสิทธิบัตร หมายถึง เอกสารที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เอกสารที่จดสิทธิบัตรได้ ต้องเข้าเงื่อนไขสำคัญใน 3 ข้อ คือ 
            1. ต้องมีความใหม่ (Novelty)  คือ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความใหม่ในโลกทั้งหมด ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดคิดค้น และเผยแพร่ในเวทีแห่งไหนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นตีพิมพ์ในวารสาร หรือแสดงผลงานวิชาการที่ใด
            2. ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive Step)
            3. ต้องนำไปใช้ได้ทางอุตสาหกรรม / การค้า (Commercialization)

ข้อมูลเอกสารสิทธิบัตรมีรายละเอียด และเทคนิคซ่อนเร้นต่าง ๆ มากมาย วิทยากรทุกท่านได้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่าง ๆ ที่ได้ค้นพบจากการศึกษา และอ่านมาแล้วจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีประโยชน์ คุณค่า ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองทั้งหมด ซึ่งจะได้ทยอยนำมาลงในตอนต่อไป

Share
»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa