จากปฏิญญาเบอร์ลิน (Berlin Declaration (2003 ) ต่อการเข้าถึงอย่างเสรีในองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่ว่า “ภารกิจของการเผยแพร่ความรู้จะสำเร็จเพียงครึ่งเดียว ถ้าสารสนเทศเหล่านั้นยังมิได้ถูกเปิดกว้างและสังคมเข้าถึงได้”
การที่จะให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์นี้ คือ การนำแนวความคิด Open Access (OA) มาใช้ และการสนับสนุนให้นักวิจัยเก็บสำเนาบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ไว้ที่คลังเก็บ หน่วยงานบางแห่งและหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนมีการพัฒนาเป็นนโยบายที่ออกบังคับใช้เป็นคลังเก็บสารสนเทศแบบเปิด (OA Depository)
การเติบโตของ OA Repositories อ้างตาม Directory of Open Access Repositories (OpenDOAR) มีหน่วยงาน จำนวน 1,794 แห่ง ขณะที่ Registry of Open Access Repositories (ROAR) มีจำนวน 1,941 แห่ง จำนวนรายการแต่ละแห่งที่สามารถเข้าถึงได้มีเกือบ 9 ล้านรายการ หน่วยงานที่มีคลังเอกสารควรจะพิจารณาการขึ้นทะเบียนคลังเอกสาร การขึ้นทะเบียนทำให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถเรียนรู้จากคลังเหล่านั้นและติดตามเป็นแบบอย่างได้ การขึ้นทะเบียนนี้ ช่วยให้เห็นถึงข้อตกลงของหน่วยงานในการประยุกต์ใช้นโยบายการเก็บถาวรส่วนตัวของหน่วยงาน (Self-archiving) นอกจากนี้ จะได้เห็นนโยบายที่ประกาศในแง่ของรายการที่นำเข้า นโยบายของเนื้อหาที่นำเข้า ประเด็นเมทาดาทา การสงวนรักษาในระยะยาว เป็นต้น มีหลายแห่งที่สามารถขึ้นทะเบียนได้ ดังนี้
1. ROAR จุดประสงค์ของ ROAR คือ การสนับสนุนการพัฒนา Open access โดยการให้สารสนเทศเกี่ยวกับการเติบโตและสถานภาพของคลังเก็บทั่วโลก ปัจจุบันมี 248 รายการ
2. OpenDOAR เป็นทำเนียบนามทางการของคลังเก็บ OA ปัจจุบันมีการลงทะเบียน 1,704 รายการ
3. Who’s Using DSpace เป็นเว็บพจที่นิยมมากที่สุดบนเว็บไซต์ของ DSpace จุดประสงค์คือ เก็บรายการคลังเก็บเพื่อช่วยในการเชื่อมโยงผู้ใช้และเพื่อให้เกิดความร่วมมือในอนาคต
บรรณานุกรม:
Burnett, Peter. 2010. The Importance of Registering Your Institutional Repository. INASP (Winter 2010) : 5.
ค่อนข้างจะรู้สึกกังวลพอสมควรที่เห็นการยก DSpace มาเป็นพระเอกในการจัดเก็บเอกสารดิจิทัลในแทบทุกๆ ระบบงาน ไม่ว่าจะทำคลังเอกสารสถาบัน (IR- Institutional Repository) คลังจดหมายเหตุดิจิทัล (Digital Archives) คลังเอกสารมัลติมีเดียและอีกหลากหลาย จากการศึกษาของ STKS มาระยะหนึ่ง อยากเสนอให้พิจารณาโปรแกรมที่เหมาะสมกับลักษณะข้อมูล ลักษณะความต้องการก่อนน่าจะเป็นแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด ดีกว่าเห็นว่าสถาบันนั้น สถาบันนี้ใช้ DSpace เราจึงต้องใช้ด้วย
จุดด้อยของ DSpace มีค่อนข้างมาก และสำคัญที่สุดหน่วยงานที่นำมาใช้แทบจะไม่ได้ใช้ความสามารถแท้จริงของ DSpace เท่าไร เช่น การนำเข้าโดยเจ้าของผลงานผ่าน Workflow อีกทั้งยังไม่สนับสนุนระบบวิเคราะห์ ประมวลผลอันเป็นจุดเด่นที่จะช่วยดึงความสนใจของผู้นำเข้าและผู้บริหารหน่วยงานอีกด้วย ฝากประเด็นนี้ไว้ด้วยครับ
เข้าไปสำรวจใน http://www.dspace.org/index.php/DSpace-Instances/Repository-List.html เพื่อจะดูว่า ในประเทศไทยมีหน่วยงานใดใช้ DSpace บ้าง
ตอนนี้เพิ่มมากขึ้นแล้วค่ะ เป็นจำนวน 6 แห่ง คือ AIT, จุฬาฯ, สวทช., ม. ชินวัตร, ม. ศรีปทุม และล่าสุด มธ. ค่ะ
ประเทศไทยหลายหน่วยงานมีการจัดทำ IR (Institutional Repository) เท่าที่ทราบก็จะมี AIT, จุฬาฯ, สวทช. (โดย ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี), ม. ศรีปทุม ส่วนมากก็จะใช้โปรแกรม DSpace เป็นตัวทำคลังเก็บความรู้ดิจิทัลทางวิชาการของนักวิจัย คณาจารย์ บุคลากรของแต่ละแห่ง แต่เมื่อเข้าไปสืบค้นดูว่าแห่งใดได้ขึ้นทะเบียนเป็น open access repository บ้าง พบว่ามีเพียงแห่งเดียว คือ AIT โดยจดทะเบียนไว้ที่ OpenDOAR (http://www.opendoar.org/) ภายใต้โครงการ KIDS-D
คงเกี่ยวข้องกับอีกหลายหัวข้อ เช่น open access, OAI หรือ Open Archive Initiative เป็นต้น ท่านที่สนใจในการทำคลังความรู้ การทำ IR, การทำ self-archiving จะทยอยเขียนใน NSTDA Blog เรื่อยๆ คอยติดตามอ่านนะคะ
ปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการจัดการคลังเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นเป็นจำนวนมาก บางองค์กรหรือหน่วยงานจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการสงวนรักษาเนื้อหาที่อาจจะสูญหาย บางหน่วยงานจัดทำขึ้นเพื่อให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้มากขึ้น การเลือกใช้ซอฟต์แวร์เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ควรพิจารณาถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ
ซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการจัดการคลังเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ได้แ่ก่ ล็อคคิส (LOCKSS), อีพริ้นท์ (EPrints), ดีสเปซ (DSpace), เฟดอรา (Fedora) เป็นต้น