ผ่านมา 1 ปีกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 9.0 แมกนิจูด จนเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะส่งผลโดยตรงกับพื้นที่และผู้คนในแถบนั้นแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อโลกของเราอีกด้วย ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงแค่แผ่ระนาบไปตามพื้นผิวโลก ยังดำดิ่งลึกลงไปถึงใต้พื้นทะเล และพุ่งแหวกชั้นบรรยากาศสูงขึ้นไปอีก ซึ่ง OurAmazingPlanet ได้รวบรวมข้อมูลไว้ว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญีปุ่น ส่งผลอะไรเกิดขึ้นต่อโลกเราบ้าง
Read the rest of this entry »
รณรงค์ใช้แก้วส่วนตัวลดโลกร้อน
โครงการ Green NSTDA ขอเชิญชวนเพื่อนพนักงานทุกๆ คน ร่วมกันรณรงค์ใช้แก้วส่วนตัวแทนการใช้แก้วพลาสติกและกระดาษ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ลดปริมาณการใช้แก้วพลาสติกและกระดาษ รวมทั้งลดปริมาณขยะลงได้ ทุกครั้งที่ซื้อกาแฟให้นาแก้วส่วนตัวติดตัวไปด้วย อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการช่วยลดภาวะโลกร้อน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
การเข้าประชุมตรงต่อเวลา สามารถช่วยลดโลกร้อนได้ในแต่ละวันของการทางาน เพื่อนๆ หลายคนอาจต้องมีการจัดประชุม หรือนาเสนอกลุ่มย่อยกันอยู่บ่อยครั้ง ห้องประชุมในสานักงานที่เห็นว่ามีจานวนมาก แต่บ่อยครั้งมักถูกจับจองใช้งานกันตลอดเวลาทุกครั้งของการประชุม เพื่อนๆ สามารถมีส่วนร่วมในการช่วยประหยัดพลังงานและลดโลกร้อนไปพร้อมๆ กันได้ เพียง… (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
หลังจากมีการเสนอข่าวสถานการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลายในหลายๆ เหตุการณ์ ตลอดจนวิกฤตน้ำท่วมในหลายๆ ประเทศนั้น ทำให้เป็นที่วิตกกังวลอยู่ในขณะนี้นั้น ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ค่อนข้างมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จากการได้รับการยืนยันระลอกใหม่ว่า เกิดเหตุการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยเกิดมาก่อนที่เกาะกรีนแลนด์
เหนื่อยกับเที่ยวบินที่ใช้เวลานานสุดๆเวลาไปต่างแดนกันหรือยัง? ระบบติดตามทั่วโลกจากอวกาศแบบใหม่นั้นสามารถลดเวลาบินลงได้ด้วยการหาเส้นทางการบินใหม่ๆ รวมถึงเส้นทางที่ใช้ประโยชน์จากกระแสลมที่ก่อตัวเร็วได้อีกด้วย
ปกติแล้วกระบวนการผลิตอิฐบล็อกทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนปริมาณมาก เพราะการเผาอิฐต้องใช้พลังงานสูง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่านักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกรณรงค์ให้ลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ด้วยเหตุนี้บริษัทเอ็นคอสจากอังกฤษจึงคิดค้นไวิธีการผลิตอิฐบล็อกที่ปล่อยคาร์บอนน้อยขึ้นมา
องศา มีความหมาย รู้หรือไม่ว่า โลกที่ร้อนขึ้นทุกวันนี้ในทุกๆ องศา มีความหมาย +1 องศา หมายถึง หลายร้อยล้านคนพบกับภาวะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงมากขึ้น จำนวนชนิดสัตว์ที่อพยพย้ายถิ่นเพิ่มขึ้น น้ำท่วมและพายุสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวบ่อยครั้ง +2 องศา = 30 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ ปริมาณผลผลิตข้าวและธัญพืชในเขตร้อยมีแนวโน้มลดลง แต่ในเขตอบอุ่นกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปะการังเกือบทั้งหมดเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาว +3 องศา = ระบบนิเวศ 15-40 เปอร์เซ็นต์ของโลกต้องปั่นป่วน เพราะวัฏจักรคาร์บอนเสียสมดุล ผลผลิตข้าวและธัญพืชในเขตร้อนและบางพื้นที่ของเขตอบอุ่นลดลง ปะการังตายเป็นวงกว้างทั่วโลก +4 องศา = สิ่งมีชีวิตทั่วโลกสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลเสียหายมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ +5 องศา = สถานการณ์ทุกด้านเลวร้ายลงถึงขีดสุด บรรณานุกรม : วารสารอพวช. 7 73( กรกฎาคม 2551) : 21
ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เป็นฉลากที่แสดงระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศต่อหน่วยผลิตภัณฑ์โดยนำวิธีการประเมินวงจรผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment:LCA) มาใช้เป็นเครื่องมือประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนี้ Read the rest of this entry »
ชนวนเกิดไฟป่า นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลาย และพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด “ไฟป่า” ได้ง่ายขึ้น Read the rest of this entry »
โรคที่มีความรุนแรงของการระบาด และการเกิดโรคเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนได้แก่ 1 โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ไม่มีวัคซีนป้องกันและมีความรุนแรงจนทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในสมัยก่อนโรคนี้จะระบาดเฉพาะในพื้นที่ร้อนชื้น Read the rest of this entry »
ความแตกต่างของอุณหภูมิในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ.2444-2543) น่าจะมีสาเหตุมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลในซีกโลกเหนือที่ลดลงอย่างฉับพลัน มากกว่าที่จะเกิดจากฝุ่นละอองในบรรยากาศอย่างที่เคยคิดกัน ในช่วงกลางรคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั้งในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้มีอัตราการเกิดขึ้นที่แตกต่างกัน โดยเชื่อกันว่า Read the rest of this entry »
ได้มีการประชุมสุดยอดผู้นำด้านภูมิอากาศ 120 ประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2009 แต่มีการรายงานข่าวด้านวิทยาศาสตร์จากที่ประชุมดังกล่าวน้อยมาก จึงมีผู้เสนอว่า ควรมีการประชุมระหว่างนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อช่วยกันสร้างความสำคัญของประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อให้คนทั่วโลกได้มีส่วนร่วม และยังมีผู้เสนอว่า การเพิ่มจำนวนของเจ้าหน้าที่ด้านสื่อเพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ในการเผยแพร่ข่าวเป็นวิธีเดียวที่จะปรับปรุงการรายงานข่าวด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นอกจากนี้ได้มีการเสนอให้รายงานข่าวในประเด็นที่ไม่เคยทำมาก่อนเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และแสดงออกด้วยสื่อใหม่ๆ
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/457—–22554
สภาวะโลกร้อนของโลกในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้นในอัตรา 0.74 องศาเซลเซียส เนื่องจากสถานการณ์ก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก มีปริมาณสูงขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ โดยปริมาณความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซดื 379 ส่วนในล้าน (ppm-part per million) ซึ่งถ้ายังคงสถานการณ์ต่อไป ภายใน 20 ปีข้างหน้าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 0.4 องศาเซลเซียส สาเหตุเกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหินเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า และการใช้น้ำมันปิโตรเลียมก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกถึง 40 เปอร์เซ็นต์ การลดทำได้โดยลดการใช้พลังงานและกักเก็บโดยฉีดคาร์บอนไดออกไซด์ไปอยู่ที่ใต้พื้นมหาสมุทรหรือเก็บไว้ที่แหล่งเก็บน้ำเกลือใต้ดิน (saline aquifer) หรือที่แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกทั้งใช้พลังงานอื่นๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ขณะนี้มีการวิจัยกักเก็บปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละ 1ล้านตัน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/382—-32550
พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากถ่านหิน ซึ่งจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ใน 3 ที่ปล่อยสู่บรรยากาศโลก ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ควรสูงเกิน 550 ส่วนในล้านส่วน (ppm) หากสูงกว่านี้จะทำให้แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายภายใน 100 ปี ก่อให้เกิดน้ำทะเลสูงหลายเมตร ปัจจุบันก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกอยู่ที่ 383 ส่วนในล้านส่วน หากจะคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต่ำกว่า 550 ส่วนในล้านส่วน โลกจะต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซภายในปี 2563 หรือ 2573 อย่างช้าที่สุด
การลดปริมาณการปล่อยก๊าซ ได้โดยปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องยนต์และพลังงานเช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ และลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์เห็นว่า การจัดคาร์บอนไดออกไซด์ จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วจัดการอัดภายใต้ความดันและสูบอัดลงสู่แหล่งใต้ดินโลกเพื่อเป็นการเก็บอย่างถาวร ที่ผ่านมามีการใช้วิธีการจับคาร์บอนและอัดเก็บใต้ดิน (Carbon Capture and Sequestration – CCS)
ในวงการอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมให้การสนับสนุน CCS เป็นเทคโนโลยีไปสู่การผลิตพลังงานที่ไม่ใช่คอร์บอน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศ ได้เตือนว่าประเทศทั่วโลกและสหรัฐฯ ควรรีบวิจัยพัฒนาและนำเทคโนโลยี CCS ไปใช้โดยด่วน
http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/364—-92550
เขม่าควันดำหรืออนุภาคขนาดเล็กของผงถ่านคาร์บอนดำ (Black Carbon หรือ Soot) และแสดงให้เห็นว่ารายงานการประเมินของสหประชาชาติโดย The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) อาจให้ความสนใจต่อบทบาทของผงถ่านคาร์บอนน้อยกว่าความเป็นจริงในการที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น