»
S
I
D
E
B
A
R
«
ชีส…ลดความเสี่ยงเบาหวานได้
Aug 10th, 2012 by Valaiporn Changkid 155 views

ภาพประกอบจาก "Foodcate Blog : eat a bit better"

นักวิจันยสหรัฐอเมริกาเผยว่า “ชีส” ลดความเสี่ยงเบาหวานได้ โดยการวิจัยครั้งนี้เปิดเผยโดยวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าผู้ที่ทานชีสเป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยกว่าผู้ที่ไม่ทานชีสเลยถึง 12% แต่ไม่พบว่าผลิตภัณฑ์นมชนิดอื่นสามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในคน จำนวน 340,234 คน จาก 8 ประเทศในทวีปยุโรป ทำการเปรียบเทียบพฤิตกรรมการกิจของกลุ่มคนที่เป็นเบาหวานจำนวน 12,403 คน กับคนภูมิภาคอื่นๆ โดยการสุ่มอีก 16,835 คน พบว่ากลุ่มคนที่กินชีสเฉลี่ย 56 กรัมต่อวันมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าคนที่กินชีสเฉลี่ยต่ำกว่า 11 กรัมต่อวัน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าชีสจะมีผลต่อการช่วยลดโอกาสการเป็นโรคเบาหวาน แต่อย่าลืมว่าชีสนั้นอุดมไปด้วยแคลอรีและไขมันอิ่มตัวสูง การบริโภคจึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีประวัติคอเลสเตอรอลสูง และทางที่ดีควรบริโภคชีสร่วมกับผักและผลไม้เพื่อรักษาสมดุลของสารอาหารในร่างกาย

รายการอ้างอิง : “Health Tips : นักวิจัยสหรัฐฯ เผยชีสลดความเสี่ยงเบาหวานได้”. a day BULLETIN. 212 : หน้า 33 ; 10-21 August 2012.

Share
การรับประทานอาหารอย่างรวดเร็วเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
Jun 27th, 2012 by ratana 26 views

คนที่รับประทานอาหารอย่างตะกละมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนที่รับประทานอาหารแบบปกติถึง 2.5 เท่า

ทีมนักวิจัยชาวลิธัวเนียนำโดย ดร. Lina Radzevicience ได้เปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่พึ่งอินซูลิน (diabeta mellitus)เป็นโรคที่พบได้บ่อยมีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อประชากรทั่วโลกร้อยละ 6.4 และยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว (heart attrack) ภาวะหลอดเลือดในสมองอุดตัน (stroke) และทำลายต่อดวงตา เท้า และไต

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่พบมากที่สุดประมาณร้อยละ 90 เกิดจากฮอร์โมนอินซูลินที่ทำหน้าที่ให้เซลล์ดึงเอาน้ำตาลออกจากกระแสเลือดเพื่อนำมาเก็บเป็นพลังงานทำได้อย่างไม่เหมาะสม   นอกจากนี้สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจะเกิดขึ้นเช่น การสูบบุหรี่ การบริโภคไข่ การบริโภคกาแฟอีน การไม่ออกกำลังกาย และสภาพจิตใจอารมณ์ เป็นต้น หากลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้ก็ทำให้ความเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคเบาหวานลดลงได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/1132—-62555

Share
เตือนดูบอลยูโรระวังลงพุง
Jun 18th, 2012 by wanutwira 61 views

ปัจจุบันกิจกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมคงหนีไม่พ้น “การนั่งดูถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล Euro” ซึ่งการถ่ายทอดสดนั้นหากเทียบเวลากับประเทศไทยแล้ว ก็เป็นเวลาที่ดึกเอาการ ถึงแม้จะดึกแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคของแฟนฟุตบอลแต่อย่างใด แต่รู้หรือไม่ว่าการนั่งชมฟุตบอล Euro สามารถทำให้อ้วนลงพุงได้

Read the rest of this entry »

Share
ลดน้ำตาลกันเถอะ
Jun 8th, 2012 by wanutwira 65 views

การลดน้ำตาลนั้น หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า ลดอาหารจำพวกแป้งแล้ว แต่ทำไมน้ำตาลในเลือดยังสูงอยู่ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอาจจะเกิดจากสาเหตุที่ว่า คุณดื่มน้ำประเภทใด หากคุณดื่มน้ำประเภทน้ำอัดลมเป็นประจำ ก็พึงตระหนักไว้เลยว่า น้ำตาลในเลือดไม่มีทางลดได้อย่างแน่นอน และการดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพียงวันละหนึ่งแก้วอาจทำให้คุณเป็นโรคความดันสูงได้อีกด้วย ซึ่งมีอ้างอิงจากนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดระบุว่าผู้หญิงที่ดื่มน้ำอัดลมชนิดมีน้ำตาลวันละหนึ่งแก้วหรือมากกว่านั้น มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น 83% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ดื่มน้อยกว่าเดือนละแก้ว ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักวิธีการควบคุมน้ำตาลในเครื่องดื่ม เพื่อลดความเสี่ยงกัน

Read the rest of this entry »

Share
เซอร์เฟรเดอริก จี. บานติง
Jan 28th, 2011 by Valaiporn Changkid 42 views

เซอร์เฟรเดอริก จี. บานติง (Sir Frederick G. Banting) 1891-1941

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ นายแพทย์ ชาวแคนนาดา เป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมคิดค้นและค้นพบอินซูลินในตับอ่อน การค้นพบอินซูลินในตับอ่อนครั้งนั้นทำให้เค้าและคณะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ การค้นพบยาดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานและโรคต่อมไร้ท่อ ทำให้สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจากโรคเบาหวานได้เป็นจำนวนมาก นายแพทย์เซอร์เฟรเดอริก จี. บานติง ได้กล่าวไว้ว่า “No one has ever had an idea in a dress suit.” (ไม่มีใครเคยเกิดความคิดในชุดสูท)

แหล่งที่มา:
น้องโนเนะ. “วาทะนักวิทย์ : เซอร์เฟรเดอริก จี. บานติง (Sir Frederick G. Banting)”. Update. 25,279 (ธ.ค. 53) : 105.

Share
หนทางใหม่ในการผลิตอินซูลิน
Dec 1st, 2010 by tipparat 57 views

ในการทดลองครั้งใหม่ล่าสุด กลุ่มนักวิจัยนำโดย Harry Heimberg จาก Vrije University ประเทศเบลเยี่ยม ใช้วิธีทำลายตับอ่อนของหนูทดลอง หลังจากนั้นทีมนักวิจัยตรวจพบว่า ยีน Neurogenin-3 (Ngn-3) ซึ่งเป็นยีนในเซลล์ที่พัฒนาไปเป็นเบตาเซลล์เริ่มทำงาน ปกติยีน Ngn-3 จะไม่ทำงานในตับอ่อนของผู้ใหญ่ เซลล์ที่ยีน Ngn-3 ถูกกระตุ้นนั้นจะพัฒนาไปสู่เบตาเซลล์ หากกระบวนการในการสร้างเบตาเซลล์ในหนูทดลองมีอยู่ในคน การพัฒนายาที่ไปกระตุ้นการทำงานของยีน Ngn-3 จะเป็นหนทางใหม่ที่จะเพิ่มการผลิตอินซูลินในคนป่วยโรคเบาหวาน

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/340—-22551

Share
ความเสี่ยงของยารักษาโรคเบาหวาน
Sep 10th, 2010 by titima 99 views

ผู้ป่วยโรคเบาหวานกำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และอัมพาต จากการรับประทานยารักษาโรคเบาหวาน Avandia

Avandia คือยารักษาโรคเบาหวานที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เห็นได้จากยอดขายที่มากกว่า ๓ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายตั้งแต่ปี ๑๙๙๙ แต่ปัจจุบันผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และอัมพาต จากการรับประทานยาดังกล่าว

รายงานวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานกว่า ๓๕,๕๐๐๐ ราย มีโอกาสเกิดโรคหัวใจล้มเหลว ๒๘-๓๙% (๑ ใน ๓๗ หรือ ๕๒ คน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ) เช่นเดียวกับงานวิจัยของรัฐบาล ที่ทดสอบกับผู้ป่วยกว่า ๒๒๗,๕๐๐ ราย พบว่ายาชนิดนี้เพิ่มโอกาสในการเสี่ยงเป็นโรคอัมพาต ๒๗% โรคหัวใจล้มเหลว ๒๕% และมีโอกาสเสียชีวิต ๑๔% จนทำให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ประกาศเรียกคืนจาดังกล่าวจากตลาด  แต่บริษัทเจ้าของยา GlaxoSmithKline ได้ตอบโต้ด้วยการแสดงผลการวิจัยว่า มีผลการศึกษาจากแหล่งอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่พบอันตรายจากยาดังกล่าว จนคณะสอบสวนได้สรุปว่า บ.GlaxoSmithKline ได้ทราบถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้กับ FDA และผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย จึงกำหนดจัดประชุมอีกครั้งในเดือน ส.ค. ๒๕๕๓ นี้

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/229—-22553

Share
»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa