หลังจากการอัพเดต Smartphone ยอดนิยมที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว่าขวางอย่าง iPhone คงจะไม่กล่าวถึงเรื่องของ Sim ที่มีขนาดจิ๋วไม่ได้ เพราะหากไม่มี sim ขนาดจิ๋วที่ได้กล่าวบ้างต้นแล้ว รับรองมาซื้อการก่อน แต่ก็อาจจะยังไม่ได้ใช้งานก่อนเป็นแน่ วันนี้จึงอยากจะแนะนำ ๐ซิมนาโน” หรือ “Nano Sim” ให้ได้รู้จักกัน
Read the rest of this entry »
เนื่องจากในปัจจุบันมือถือ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ถือว่าเป็นบริการด้านโทรคมนาคมที่สำคัญเป็นอวัยวะที่ 33 34 หรือ35 ของเกือบทุกคนไปเสียแล้ว และด้วยเครือข่ายที่เข้าถึงเกือบทุกที่บนโลก เป็นระบบสื่สารที่ปฏเสธไม่ได้ว่าสำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิตเลยก็ว่าได้ จึงให้มีจำนวนผู้ใช้มือถือ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่มากยิ่งขึ้น และจำนวนผู้ถือครองก็มีอายุน้อยลงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ดังนั้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้เกิดการร้องเรียนเกี่ยวกับบริการด้านโทรคมนาคมมากขึ้นตามมา จากสถิติการร้องเรียนปัญหาจากการใช้บริการด้านโทรคมนาคม เพียงครึ่งปี 2555 (ตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2555) พบว่า มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จำนวน 993 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นปัญหาจากการใช้บริการโทรศัพท์มือถือมากที่สุด จำนวน 724 เรื่อง หรือประมาณร้อยละ 73 ที่เหลือเป็นปัญหาจากการใช้บริการอินเทอร์เน็ต 160 เรื่อง ปัญหาจากการใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 82 เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับสถานีวิทยุคมนาคม 24 เรื่อง และเรื่องอื่นๆ อีก 3 เรื่อง
ไลน์พร้อมแล้ววันนี้กับฟีเจอร์ใหม่เพิ่ม ‘หน้าหลัก’ และไทม์ไลน์ให้คุณได้ใกล้ชิดและพูดคุยกับเพื่อนได้ง่ายขึ้นในเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ LINE (ไลน์) แอพพลิเคชั่นให้บริการส่งข้อความยอดนิยม พร้อมเปิดให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อเพิ่มศักยภาพให้การสื่อสาร โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ ‘หน้าหลัก’ และไทม์ไลน์ที่เปิดให้บริการในวันที่ 06 สิงหาคม 2555 ในเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ และเร็วๆ นี้กับเวอร์ชั่น iPhone ฟังก์ชั่นใหม่นี้พร้อมให้ผู้ใช้สามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ ของตัวเองได้โดยการโพสรูป วิดีโอ และข้อมูลสถานที่ได้บนพื้นที่ของตัวเองที่เรียกว่า ‘หน้าหลัก’ (Home) และ ‘ไทม์ไลน์’ (Timeline)
ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Smart Phone เป็นมือถือที่กำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ เนื่องจาก Application มีหลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานของคนในยุคปัจจุบัน ลักษณะการใช้ชีวิตของคน และความชื่นชอบของแต่ละคนได้อย่างครบถ้วน แต่สิ่งที่หลายๆ คนคงเคยแอบกังวลเรื่องของไวรัสคอมพิวเตอร์นั้น ตอนนี้คงต้องนำกลับมาคิดทบทวนกันใหม่ หลังจากเทรนด์ ไมโคร เผยภัยคุกคามบนมือถือเติบโตน่ากังวล วายร้ายไซเบอร์อาศัยระบบเปิดพุ่งเป้าโจมตีแอนดรอยด์ โดย 3 อันดับมัลแวร์ที่พบสูงสุด คือ โปรแกรมปลอม ตัวขโมยข้อมูล และแอดแวร์
สำนักงานสถิติแห่งชาติ เริ่มมีการสำรวจสถิติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในครัวเรือน ครั้งแรกเมื่อปี 2544 และตั้งแต่ปี 2546 ได้มีการสำรวจต่อเนื่องมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน เพื่อจะได้ทราบถึงจำนวนประชากรและพฤติกรรม การใช้ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ การสำรวจดังกล่าวใช้วิธีสัมภาษณ์จากหัวหน้าครัวเรือนตัวอย่าง 79,650 ครัวเรือน เริ่มจากนับสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุ 6 ปี ขึ้นไป แบ่งรายละเอียดการสำรวจเป็น 4 ข้อหลักๆ
โทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถมากกว่าโทรศัพท์มือถือธรรมดา ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา สามารถเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลได้ รองรับการใช้โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเฉพาะงานต่างๆ การใช้ Smartphone มีความจำเพาะแตกต่างจากการใช้โทรศัพท์ธรรมดา เนื่องจากต้องใช้นิ้วกดตัวอักษรมากขึ้น เช่น การตอบอีเมล์ การส่ง SMS และการแชต
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้แก่ โทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่ และโทรศัพท์มือถือ เมื่อไม่ใช้งานแล้วก็จะกลายสภาพเป็น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-waste ซึ่งเป็นขยะอันตรายที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการ ที่ดีพอก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ดร.กิตตินันท์ อันนานนท์ และทีมงานของหน่วยวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ แห่งชาติ สวทช. ได้คิดระบบการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นเพื่อลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่วงจรการบริโภคทรัพยากร ซึ่งหลักการของระบบการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่คิดขึ้นนี้ สามารถทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่มีค่า กลับคืนสภาพเป็นแร่ทองแดงที่มีความบริสุทธิ์ถึง 93%
1. “ใกล้-ไกล ใช้โทรศัพท์ได้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น คืนความสดใสให้ท้องฟ้า” - ส่งเอกสารผ่านอินเทอร์เน็ต ลดการใช้กระดาษ จำกัดการเผยแพร่กระจายของก๊าซกรีนเฮาส์ปีละ 1.9 ล้านตัน - ใช้โทรศัพท์บ้านในการติดต่อทางไกล แทนการเดินทางลดการเผาผลาญน้ำมัน ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศ ให้สิ่งมีชีวิตได้รับอากาศบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้โทรศัพท์มือถือ ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นกล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องถ่ายวิดีโอ เครื่องเล่นเกม โทรทัศน์ เครื่องเล่นวิทยุ เครื่องเล่น MP3 รวมถึงเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อพาเราท่องไปในที่ต่างๆ ทั่วโลก เป็นต้น ทำให้โทรศัพท์มือถือเป็นที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย แต่ปัญหาหนึ่งสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือคือใช้งานเพียงไม่กี่วันแบตเตอรี่ก็หมดทำให้ต้องหมั่นชาร์ตแบตเตอรี่ มาดูตัวอย่าง 5 วิธีเพื่อช่วยในการประหยัดแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือกัน
อย่าปิด-เปิดโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ หลายคนอาจคิดว่าการปิดโทรศัพท์มือถือเมื่อไม่ต้องการใช้จะช่วยให้สามารถประหยัดแบตเตอรี่ได้ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวนั้นผิด ยกเว้นว่าจะปิดตั้งแต่ 2 ชั่วโมงเป็นต้นไป เนื่องจากการปิดแล้วเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง ทำให้โทรศัพท์มือถือจะต้องโหลดโปรแกรม ข้อมูลต่างๆ รวมถึงการวิ่งหาสัญญาณ เพื่อให้สามารถพร้อมใช้งาน ซึ่งจะต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก
เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในที่ที่มีอากาศเหมาะสมไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 15-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อแบตเตอรี่เสื่อมก็จะทำให้ต้องหมั่นชาร์ตแบตเตอรี่ และเก็บไฟได้ไม่นาน
หยุดเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากการให้แสงสว่างบนหน้าจอและการใช้งานระบบสั่นสะเทือน ทำให้โทรศัพท์มือถือต้องทำงานหนัก ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก
อย่าวางโทรศัพท์มือถือใกล้โทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากโทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์จะปล่อยคลื่นไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งคลื่นดังกล่าวจะรบกวนโทรศัพท์มือถือซึ่งต้องคอยติดต่อสัญญาณโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา ทำให้มันต้องทำงานอย่างหนัก เช่นเดียวกันกับที่เมื่อเราอยู่บนเครื่องบินแล้วได้รับการแจ้งให้ปิดโทรศัพท์มือถือด้วยเหตุผลว่าจะเกิดการรบกวนสัญญาณการบิน นอกเหนือจากเหตุผลนี้หากคุณเปิดโทรศัพท์มือถือในขณะที่อยู่บนเครื่องบิน จะทำให้โทรศัพท์มือถือต้องทำงานอย่างหนักเพื่อวิ่งหาสัญญาณเพื่อให้สามารถติดต่อได้
วิธีสุดท้ายคือ เลือกเครือข่ายที่ถูกต้องและใช้งานเพียงเครือข่ายเดียว
สรุปความจาก : 5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่มือถือ ออกอากาศในรายการฉลาดล้ำโลก ทาง สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ย. 2553
การใช้โทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดเนื้องอกในสมองจริงหรือ?
คำถามดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้ จากการสำรวจพบว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือนานเกิน ๓๐ นาที ขึ้นไป : วัน และใช้มานานเกิน ๑๐ ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองสูง โดยผลการทดลองของ Interphone study (ปี ๒๐๐๐-๒๐๐๔) พบว่า ๕% เป็นเนื้องอกชนิด Meningiomas (เนื้องอกในสมองที่เริ่มจากเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง Meninges) และ ๙% เป็นเนื้องอกชนิด Gliomas (เนื้องอกในสมองและไขสันหลังที่เริ่มจาก Gliacell) ซึ่งกลุ่มหลังเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้โทรศัพท์มือถือ
แต่ผลการวิจัยดังกล่าวก็ยังไม่แน่ชัดเนื่องจากผลการทดลองดังกล่าวเกิดขึ้นช่วง ปี ๒๐๐๐-๒๐๐๔ ขณะที่การใช้โทรศัพท์มือถือนั้นอย่างแพร่หลายเริ่มต้นเมื่อกลางปี ๑๙๙๐ ข้อมูลดังกล่าวจึงสั้นเกินกว่าจะเก็บข้อมูล ทำให้การตอบคำถามที่ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดเนื้องอกในสมองจริงหรือไม่นั้น จนกว่าจะมีการเก็บข้อมูลที่ต่อเนื่องกับกลุ่มผู้ใช้แบบ Hard user
อย่างไรก็ตามนักวิจัยแนะนำว่า กันไว้ดีกว่าแก้ เลี่ยงการพูดคุยโทรศัพท์นานๆ และพยายามให้โทรศัพท์อยู่ห่างจากศรีษะ โดยการส่งข้อความ การใช้บลูทูซ หรือแฮนด์ฟรีแทน
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/229—-22553