ที่ผ่านมาเกษตรกรรมและกสิกรรมได้มีการพัฒนาจนได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพในเวลาอันรวดเร็วแต่ตั้งแต่เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมพัฒนาขึ้นทำให้วงการเกษตรกรรมและกสิกรรมก้าวหน้าไปอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้ปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้มีความต้านทานต่อโรคสูง มีความทนทานต่อดินฟ้าอากาศ (ความแห้งแล้ง ความเค็ม) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดลักษณะที่ไม่มีในพันธุ์ตามธรรมชาติ เช่น ทำให้ข้าวสีทองมีไวตามินเอสูง มะเขือเทศเก็บไว้ได้นานกว่าปกติ
ที่มา : สุดสงวน ชูสกุลธนะชัย และชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์. “การประยุกต์ใช้ความรู้หลังการค้นพบดีเอ็นเอ” ในดีเอ็นเอ : ปริศนาลับรหัสชีวิต. หน้า 39-60. ปทุมธานี : ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ, 2546.
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งเป็นเหตุให้ผลิตผลมีการปนเปื้อนสารเคมีรวมถึงสารเคมีตกค้างในดินที่ใช้ในการเพาะปลูกพืช ทำให้ดินเสื่อมสภาพลงและมากที่สุดคือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่บางพื้นที่ของประ เทศไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งมากขึ้นเช่นนี้ โอกาสในการแพร่กระจายของสารเคมีในดิน และน้ำยิ่งเพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องการการป้องกัน และแก้ไขปัจ จุบันจึงมีหลายหน่วยงานให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ เข้าจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ปัญหาดินเสื่อมโทรมจาการเกษตร ล่าสุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) คิดค้นนวัตกรรมในการกักเก็บสารพิษไว้ที่เดิม ในผลงาน “ดินไบโอ” เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะมีคุณ สมบัติสามารถบล็อกสารพิษไว้ในดินอีกทั้งยังสามารถกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการปลูกพืชได้อีกด้วย Read the rest of this entry »
ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2555 ของ สวทช. ( NAC2012) หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและกำลังร้อนเรื่องหนึ่งหลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ประเทศไทยในปี 2554 คือ เรื่อง “จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารและภาคการเกษตรของไทย : บทเรียนจากภัยพิบัติ” ซึ่งมีการเสวนาในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม BT-122 อาคารไบโอเทค ร่วมเสวนาโดย วิทยากรที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบในด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรโดยตรง ได้แก่
จากการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือน มีนาคม 2554และการเกิดน้ำท่วมใหญ่ทีประเทศไทย ล้วนส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องชลอตัวโดยเฉพาะในประเทศไทยเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตมีถึง 9 % ในไตรมาส 3 ของปี 2554 แต่กลับต้องติดลบ 9 % ภายใน 2 เดือนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเท่ากับในปี 2554 การเติบโตทางเศรษฐกิจเท่ากับศูนย์ ส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมมีความเสียหาย 400,000 ล้านบาท (คิดจากกำไรที่หายไป) และในภาพรวมของประเทศเสียหาย 10 % หรือเท่ากับ 1.4 ล้านล้านบาท คาดหมายว่าหากเหตุการณ์ปกติทางด้าน อุตสาหกรรมที่ชะงักในช่วงน้ำท่วมได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จะสามารถฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3 ของปี 2555 Read the rest of this entry »