นาซ่าส่งยานอวกาศไปลงดาวอังคารสำเร็จด้วยความเสี่ยง
หนังสือพิมพ์ the Washington Post ได้รายงานว่า องค์การนาซ่าได้ประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศเดินทางไปลงยังดาวอังคาร มีระยะทาง 354 ล้านไมล์ ด้วยความเร็ว 13, 200 ไมล์/ชั่วโมง ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง และเจ้าหน้าที่นาซ่าเรียกช่วงความเสี่ยงนี้ว่า “เจ็ดนาทีแห่งความน่ากลัวอย่าง ที่สุด”
อย่างไรก็ดี ยานอวกาศได้นำยานแยกส่วนที่เรียกว่า Mars rover ไปลงตามเป้าหมาย โดยบินผ่านส่วนที่เป็น eye of the needle และสามารถแตะพื้นภายในวงโคจร 5 ไมล์ (จาก 13 ไมล์) ซึ่งนาซ่าบอกว่า ภารกิจนี้มีการลงทุนถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ยานแยกส่วนดังกล่าวหรือ rover มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สลับซับซ้อนมากกว่ายานซึ่งมีการพัฒนาช่วงแรกๆ และต้องสามารถบินไปลงในสถานที่ที่อันตรายได้มากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถทำการทดสอบได้อย่างเต็มรูปแบบบนพื้นโลก รวมทั้ง ต้องมีการใช้ sky crane เพื่อยกยานให้สามารถร่อนลงจอดบนพื้นด้วย John Grunsfeld, Chief Scientist ของนาซ่ากล่าวว่าเนื่องจากการร่อนลงจอดเป็นไปค่อนข้างลำบาก ประกอบกับการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและไม่เคยมีมาก่อนซึ่งบังคับจากพื้นดิน ภารกิจครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากที่สุดในรอบสิบปี วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์จะต้องคอยรอฟังเสียงการสัมผัสพื้นซึ่งดัง “บิ๊บ” จากรหัสคอมพิวเตอร์ที่รายงานความปลอดภัยของการลงจอด ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะได้รับสัญญาณได้เมื่อการโคจรของดาวอังคารอยู่ ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และหากไม่ได้รับสัญญาณอะไรจากวงโคจรภายใน 18 ชั่วโมง ก็หมายถึงภารกิจที่ล้มเหลว ภารกิจครั้งนี้ได้รับความสนใจติดตามจากทั่วโลก นับแต่ ทางใต้ของออสเตรเลียจนถึงโรม อิสราเอลจนถึงเกาะ Crete ประเทศกรีซ ประเทศสหรัฐฯ นับแต่ แอทแลนต้าจนถึงซีแอทเทิล และโฮโนลูลู นาซ่าเองยังเข้าไปสนับสนุนการติดตั้งจอขนาดใหญ่บนยอดตึกในไทม์สแควร์ นิวยอร์ค เพื่อให้คนติดตามชม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/8725-science-and-technology-news
รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก วอชิงตัน เดือนสิงหาคม 2555
รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน เดือนสิงหาคม 2555
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/8725-science-and-technology-news Read the rest of this entry »
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา องค์การนาซ่าได้ปล่อยยานอวกาศที่บรรทุกCuriosity ซึ่งเป็นหุ่นยนต์สำรวจอวกาศที่มีขนาดเท่ากับรถยนต์ เพื่อปฏิบัติภารกิจ Mars Science Laboratory (MSL) บนดาวอังคาร
โครงการ MSL เป็นการนำห้องปฏิบัติการหรือห้องแลปที่มีความก้าวหน้าไปตั้งบนดาวอังคาร ซึ่ง MSL จะช่วยในการค้นหาสิ่งที่เราควรรับรู้เกี่ยวกับดาวอังคาร ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวจะเป็นการนำหุ่นยนต์ Curiosityไปไว้ที่ตรงเชิงเขาซึ่งอยู่ในบริเวณ Gale Crater ในวันที่ 6 สิงหาคม 2555 และ Curiosity จะปฏิบัติภารกิจบนดาวอังคารเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อสำรวจพื้นที่เหมาะสมต่อการเจริญของจุลชีพ รวมทั้งสารประกอบเคมีที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต
Read the rest of this entry »
นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่า (NASA) พบกรดอะมิโนในหินอุกกาบาต ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มหินอุกกาบาตจำนวน 600 ชิ้น ที่พบในทะเลทราย Nubian ประเทศ Sudan ทวีปแอฟริกา นักวิทยาศาสตร์คาดว่า หินอุกกาบาตดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ที่กำเนิดในระบบสุริยะ ที่ผ่านการหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูงมาก นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า กรดอะมิโนดังกล่าวน่าจะเกิดจากกลไกทางเคมีที่แตกต่างไปจากกลไกที่ค้นพบในปัจจุบัน จึงทำให้สามารถอยู่ได้ในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงและขาดน้ำ การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตอาจคงอยู่ได้ด้วยการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยตรง
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/457—–22554
หุ่นยนต์อวกาศ หรือ Robonaut หรือ humanoid robot เป็นหนึ่งในผลงานการพัฒนาภายใต้โครงการ M จากความร่วมมือระหว่างองค์การนาซ่าและเจนเนอรัลมอเตอร์ ที่จะถูกส่งไปกับกระสวยอวกาศดิสคอฟเวอร์รี่เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นแม่บ้านหรือผู้ดูแลทำความสะอาดสถานีอวกาศในสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ถูกส่งไปยังอวกาศ และนักวิทยาศาสตร์จะทำการศึกษาถึงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์เพื่อนำผลการศึกษาไปพัฒนา Robonaut ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายนอกสถานีอวกาศ (spacewalk)
Mr. Stephen J. Altemus ผู้ริเริ่มโครงการนี้ กล่าวว่า “เขาต้องการสิ่งที่แปลกใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสำรวจอวกาศ ซึ่งการส่งหุ่นยนต์ไปยังดวงจันทร์ง่ายกว่าการส่งมนุษย์ เนื่องจากหุ่นยนต์ไม่ต้องการอากาศหายใจ หรืออาหาร และไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับมายังโลกมนุษย์” นอกจากนี้ การกำหนดโครงการฯ นี้ให้สำเร็จภายใน 1,000 วันนั้น เกิดจากลำดับความสำคัญของการพัฒนาของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจะดำเนินการสิ่งใดในระยะยาวได้
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/421—-12554
องค์การนาซ่า (NASA) ค้นพบจุลินทรีย์ชนิดใหม่จากทะเลสาป Mono Lake มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นทะเลสาปปิด ไม่มีทางออกสู่แม่น้ำหรือทะเลซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของสารต่าง ๆ ที่เป็นพิษและไม่เป็นพิษขึ้น กลุ่มผู้วิจัยได้ตรวจพบปริมาณสารอาร์เซนิก (Arsenic) ที่มีปริมาณความเข้มข้นสูงกว่าระดับปกติ จัดเป็นสารพิษต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิต แต่จุลินทรีย์ชนิดนี้กลับสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และเมื่อทำการวิเคราะห์โครงสร้างดีเอ็นเอของจุลินทรีย์พบว่า มีส่วนประกอบของอาร์เซนิก (Arsenic) แทนที่ฟอสฟอรัส ในโครงสร้างของดีเอ็นเออีกด้วย จากการค้นพบครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่มีการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
ในปัจจุบัน NASA มีโครงการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ หรือสิ่งมีชีวิตที่แฝงเร้นอยู่ภายในโลกแต่ยังไม่มีการค้นพบ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาจซ่อนตัวตามแหล่งอาศัยที่เราคาดไม่ถึงหรือมีโครงสร้างทางชีวโมเลกุลที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตปกติที่สามารถพบเห็นได้และถ่ายทอดพันธุกรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
องค์การนาซ่า (NASA) ประกาศริเริ่มโครงการกลับคืนสู่ดวงจันทร์ในปี พ.ศ.2563 โดยการจัดตั้งฐานอวกาศที่ดวงจันทร์ (lunar outpost) เพื่อใช้เป็นที่พำนักของมนุษย์โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2567 หลังจากการปรึกษากับนักวิทยาศาสตร์และนักวิศวกรรมนับพันคน องค์การนาซ่าตัดสินใจที่จะก่อสร้างฐานอวกาศแห่งเดียวที่ดวงจันทร์แทนที่จะสร้างฐานอวกาศหลาย ๆ แห่งกระจายอยู่ทั่วไป วัตถุประสงค์เพื่อให้นักบินอวกาศขึ้นไปอาศัยอยู่เป็นอาทิตย์หรืออย่างมากครึ่งปีเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ และเพื่อใช้เป็นฐานอวกาศในการฝึกฝนและเตรียมพร้อมสำหรับโครงการสู่ดาวอังคาร
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/388—-12550
นักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่าได้แถลงที่ห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion เมืองพาซาดีนา มลรัฐ แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ศกนี้ว่ายานอวกาศฟินิกส์มาร์แลนเดอร์ ซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการ สำรวจสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารได้ยุติภารกิจแล้วเนื่องจากสภาพอากาศและพายุฝุ่นบนดาวอังคารหลังจากร่อนลงบนดาวอังคารเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมา
ยานอวกาศฟินิกส์ได้ค้นพบน้ำแข็งภายใต้ผิวเปลือกที่ราบสีแดงของดวงดาวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นการยืนยันทฤษฎีที่ว่าบนดาวนี้มีน้ำที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตอยู่จริง และจากการทดสอบยังแสดงว่าดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soil) สามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชได้หากมีน้ำ ความร้อน และแสงอาทิตย์อย่างพอเพียง แตกต่างจากดินในส่วนอื่นๆซึ่งเป็นกรด นอกจากนี้ยังพบสารเปอร์คลอเรตซึ่งหากมีในปริมาณมากจะเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต แต่สารเหล่านี้สามารถเป็นเสมือนแหล่งของอาหารสำหรับจุลชีพบางชนิด และยังมีการตรวจพบสารคาร์บอเนตและดินเหนียวซึ่งแสดงว่าเมื่อ 2 – 3 ล้านปีเคยมีน้ำบนดวงดาวนี้
ติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/307—-112551