นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้กระแสของวัยรุ่นทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนนางแบบตามกระแสแฟชั่น หรืออยากมีผิวขาวสวย ตาหวาน มักจะนิยมบริโภคอาหารเสริมต่างๆ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล หรือชงดื่ม เช่น ผงบุก วิตามินต่างๆ ซึ่งราคาถูก หาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต และตามห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่นิยมบริโภคแทนการบริโภคอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้จะทำให้อิ่ม ไม่หิวง่าย ทำให้น้ำหนักลด บางรายการอาจโฆษณาเสริมวิตามินหรือสารอาหารอื่นๆ เข้าไปด้วย ทำให้เข้าใจ หลงเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วน และยังมีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง หรือสร้างภูมิต้านทานโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้
Read the rest of this entry »
ใครอยากเรียนเก่ง หรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอ่าน เพราะพื้นฐานของการเรียนและการทำงานนั้น นอกจากความเข้าใจในสิ่งที่ทำแล้วนั้น ต้องอาศัยความจำเป็นดีด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยที่นักวิจัยยืนยันอีกครั้งแล้วว่า การนอนหลับจำเป็นต่อกระบวนการเรียนรู้และจดจำ
ดร.เออิชิ นาอิโตะ นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ศึกษาความเร็วและประสิทธิภาพที่สมองสามารถฝึกฝนตนเองให้มนุษย์ทำงานกับวัตถุเช่นเครื่องมือต่างๆ ได้คล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของมือ โดยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Proceedings of the Royal Society B ซึ่งผลจากการทดลองพบว่า เพียงแค่ฝึกไป 30 นาทีเท่านั้น สมองของคนก็สามารถพัฒนาเส้นเชื่อมใหม่ให้สามารถควบคุมวัตถุต่างๆ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้ และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ภาพนั้นสามารถมีผลกระทบกับความไวต่อการเคลื่อนที่ได้เหมือนกัน เพราะข้อมูลของภาพนั้นถูกเชื่อมต่อเข้ากับมือของเราได้ นอกจากนั้นผลจากการทดลองดังกล่าวนั้นยังเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือให้สมองผู้ป่วยสามารถเรียนรู้วิธีการควบคุมวัตถุอีกครั้งได้
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก :
http://www.vcharkarn.com/vnews/154359
http://www.abc.net.au/science/articles/2012/05/30/3513737.htm
10 นิสัยทำลายสมอง 1 ไม่กินอาหารเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดสำหรับสมอง ถ้าใครไม่กินจะมีน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าปกติ เลยทำให้อาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอผลระยะยาวอาจทำให้เซลล์สมองฝ่อได้ 2 กินมากไป ไม่ใช่ว่ากินอาหารเช้าอิ่ม ตามด้วยอาหารกลางวันที่หนักพุงแถมจิบน้ำชา Read the rest of this entry »
ชีวิตอันเร่งรีบบีบคั้นของคนในเมืองเป็นตัวทำลายสมองแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature ระบุว่า ความเครียดจากการใช้ชีวิตในเมืองโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ กระตุ้นให้อะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ทำงานหนักมากขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคจิตเภท ภาวะกังวล และภาวะซึมเศร้ามากกว่าปกติถึงสองเท่า ตรงกันข้าม คนที่เคยอยู่ในชนบทตั้งแต่ยังเด็ก สมองส่วนชิงกูเลทคอร์เท็กซ์ (cingulate cortex) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่จัดการกับเหตุการณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นในชีวิต จะทำงานได้ค่อนข้างดีกว่าคนที่อยู่ในเมืองอันวุ่นวาย เขาถึงบอกว่า อยู่บ้านนอกสบายสมองกว่าเป็นไหนๆ บรรณานุกรม : ชีวจิต 13, 308(1 สิงหาคม 2554) : 38
Stress and the city. เป็นชื่อเรื่องหน้าปกล่าสุดจากวารสารเนเจอร์ ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ในปี 2050 จำนวนประชากรของโลกจำนวน 2 ใน 3 ส่วน จะพักอาศัยอยู่ในเมือง ถึงแม้ว่าการอยู่อาศัยในเมืองมีข้อดีได้เปรียบหลายๆข้อ แต่พบว่าเกิดเรื่องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างสำคัญเพิ่มขึ้นตลอดมา โดยเฉพาะตัวอย่างเช่น โรคจิตเภท หรือ จิตเสื่อม เป็นโรคที่พบเป็นสามัญในประชากรในเมืองมากกว่าพื้นที่ที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ประชากรในเขตเมืองมีอัตราการเกิดความผิดปกติในเรื่อง ความเศร้าสลด และความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น ได้มีการสรุปว่าเป็นส่วนหนึ่งจากผลกระทบเรื่องความเครียดในสังคม โดยที่ยังไม่ทราบถึงกลไกการเกิดขึ้น ขณะนี้มีการศึกษาสุขภาพของอาสาสมัครในเยอรมนี ด้วยการใช้จากหลักการทำงานของภาพถ่ายแม่เหล็กแรโซแนน (magnetic resonance imaging) โครงสร้างสมองที่สำคัญในส่วนของอารมณ์ทางลบพบว่ามีมากในกลุ่มอาสาสมัครผู้อาศัยในเมืองที่มีความเครียด และในสมองส่วนการควบคุมมีมากเช่นกัน ผลการศึกษานี้ ช่วยพิสูจน์ถึง กลไกที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมในสังคมกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ และอาจใช้ในการวางแผนสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับสุขภาพที่ดีขึ้นต่อไปได้
รูปภาพ กรอบสี่เหลี่ยมที่มีมนุษย์อยู่แบบแคบๆ
อ้างอิง : Stress and the city. 2011. Nature. 474, 7352 (23 June 2011) The cover.
http://www.nature.com/nature/current_issue.html
การหลับไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาที่เราไม่รู้สึกตัวแต่เป็นสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับกระแสไฟฟ้าสมอง และการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสารเคมีในสมองส่วนต่างๆ องค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและไฟฟ้าในสมองระหว่างการหลับนี้ คือ โครงสร้างขนาดจิ๋วสองส่วนในโฮโปทาลามัส ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในสมอง การทำงานมีส่วนกำหนดว่าเราจะนอนหลับหรือตื่นขึ้นเมื่อใด การนอนหลับขึ้นอยู่กับกลุ่มเซลล์ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดที่ชื่อว่า Read the rest of this entry »
1จิบน้ำตลอดวัน สมองคือการรวมตัวของกลุ่มเซลล์กลุ่มใหญ่จนกลายเป็นอวัยวะหนึ่ง มีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ทำงานด้วยการส่งผ่านข้อมูลที่เส้นใยสมองซึ่งงอกออกมาจากเซลล์ หากเปรียบเทียบเซลล์สมองเป็นต้นไม้ถ้าขาดน้ำ ขนาดของเส้นใยก็จะหดเล็กลง ทำให้การส่งข้อมูลทำได้ช้า น้ำจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับสมอง หากแต่ละวันดื่มน้ำน้อย ก็จะทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำในเซลล์ส่งผลให้การทำงานของสมองลดประสิทธิภาพลง Read the rest of this entry »
เครียดทีไรมึนหัวทุกที เหตุที่ความเครียดที่ใจลามไปทำร้ายสมองเนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดอย่างต่อเนื่องร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งผลิตมาจากต่อมหมวกไตในระดับสูง ฮอร์โมนตัวนี้จะไปทำลายการทำงานของสมอง โดยจะทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) หดลงสมองส่วนนี้ทำงานเกี่ยวกับความทรงจำและต้องทำงานประสานกับสมองส่วนอื่นๆ ส่งผลให้ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ความเครียดทำให้ความจำเสื่อม เพราะความเครียดทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ทำให้หลอดลมขยาย ทำให้หัวใจบีบตัว หัวใจเต้นแรง น้ำตาลในเลือดสูงและกลไกหลายระบบในร่างกายเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลต่อส่วนต่างๆ ของสมองทั้งหมด 1ทำสวนทำไร่ได้สมองปลอดโปร่ง ขุดดิน ถากหญ้า เพื่อเตรียมแปลงปลูกผัก ใจจะอยู่กับมือที่จับจอบ ขุดไปเรื่อยๆ สมองปลอดโปร่งมีสมาธิกับการทำงานและได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ Read the rest of this entry »
ข่าววิทยาศาสตร์ล่าสุดจากวารสารเนเจอร์ ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ข่าวหมวดวิจัย - Brain campaign. เกิดการริเริ่มให้นำ นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยา นักการเมือง บริษัทด้านดูแลสุขภาพ และ ผู้มีชื่อเสียง มารวมตัวกัน เพื่อระดมทุนก้อนใหญ่สำหรับงานวิจัยด้านสมอง ในชื่อโครงการ “One Mind for Research” มีการประกาศตัวโครงการโดยอดีตวุฒิสมาชิกพรรคเดโมเครต Patrick Kennedy ที่เป็นหลานชายของอดีตประธานาธิบดี John F. Kennedy ในการประชุมเมื่อ สัปดาห์ก่อน ที่รัฐแมสซาจูเซส กำหนดเป้าหมายไว้สูงส่ง ด้วยความหวังที่จะพยายามโน้มน้าวผู้ให้ทุนวิจัย ให้ลดทุนวิจัยด้านโรคประสาทที่เกี่ยวกับจิตวิทยาลง ให้แทนที่ด้วยงานวิจัยพื้นฐานในการทำงานของสมอง
อ้างอิง : Brain campaign . (2011). Seven days : The News in brief. Nature., 474 (7349), 10 – 11.
http://www.nature.com/news/2011/110601/pdf/474010a.pdf
พฤติกรรมการบริโภคอาหารมากเกินปกติจนเป็นโรคอ้วน อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง จากผลการทดลองพบว่าหนูมีอาการเสพติด Junk food คล้ายติดเฮโรอีน โดยศูนย์ควบคุมความสุขในสมองจะตอบสนองและสั่งให้หนูกินอาหารเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นักวิจัยได้ทดลองให้อาหารชนิดต่างๆ กับหนู และพบว่าหนูที่กินอาหาร Junk food หรืออาหารที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำมีการพัฒนาพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป โดยกินมากขึ้นและกลายเป็นโรคอ้วน ในการทดลองนักวิจัยได้ทดลองใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่ศูนย์ควบคุมความสุข (Pleasure center) ในสมองของหนู ซึ่งส่วนดังกล่าวเกี่ยวข้องและตอบสนองต่อการติดสารเสพติด ผลปรากฏว่ายิ่งหนูได้รับการกระตุ้นให้มีความสุขมากเท่าใด มันจะวิ่งบนกงล้อมากขึ้นตามเท่านั้น โดยเฉพาะหนูที่กินอาหารประเภท Junk food มากขึ้นมันจะวิ่งบนกงล้อมากขึ้น ลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวคล้ายกับผู้ที่ติดเฮโรอีนที่ผู้เสพจะสูญเสียการควบคุมและต้องการเสพเฮโรอีนมากขึ้นเพื่อให้รู้สึกมีความสุข
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/292—-122552
การรักษาโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบันเน้นการให้ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลิเนสเอสเทอเรส เพื่อเพิ่มระดับสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน ในสมอง ยารักษาโรคอัลไซเมอร์ปัจจุบันคือ ยากาเลนทามิน ซึ่งมาจากสมุนไพรจีน ชื่อ ต้นสโนว์ดรอป (snowdrop) แต่จากการวิจัยของไทย พบว่า สารสกัดจากต้นพุดจีบ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาหาตัวยาเพื่อใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ต่อไป Read the rest of this entry »