เป็นชื่อเรื่องของหน้าปก วารสารเนเจอร์ ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 มีเนื้อหาสรุปคือ
เนเจอร์ฉบับนี้ จัดเป็นฉบับพิเศษสำหรับเนื้อหา ความรู้และงานวิจัยเรื่อง โรคจิตเสื่อม (Schizophrenia) ด้วยการนำเสนอเนื้อหาบทความต่อเนื่องเป็นชุด ในฉบับนี้ ในหลายๆ คอลัมน์ คือ News Features, Comment pieces และ Perspectives ความก้าวหน้าในสาขานี้ อาจช่วย ควบคุมสภาวะโรคจิตเสื่อมนี้ ในทศวรรษหน้าได้
ภาพในหน้าปกเป็นงานศิลป์ โดยศิลปินชื่อ Rodger Casier สนับสนุนโดยองค์กร NARSAD ที่ไม่หวังผลกำไร ที่ช่วยจัดงานแสดงผลงานศิลปะ ที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตใจ รวมถึงเป็นองค์กรที่สนับสนุนทุนวิจัยในสาขานี้อีกด้วย
รูปภาพ หน้าปก เป็นรูปภาพวาดศิลปะหน้าคน
อ้างอิง หน้าปก (About the cover) วารสารเนเจอร์ ฉบับที่ 7321 ช่วงวันที่ 5-11 พฤศจิกายน 2553
สาร NECTEC ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๘๓ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๒ ฉบับนี้ยังรวมผลงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์เช่นเคย แต่จะเข้มข้นตรงที่ เนคเทค ได้กำหนด Flagship Projects ไว้ ๓ ด้านคือ Smart Farm, Smart Health และ Digitized Thailand โดยในสารเนคเทคฉบับนี้ได้พูดถึง Smart Health แนวคิดหลักในการสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า ประกันคุณภาพของการบริการที่ทั่วถึง มุ่งสู่การรักษาเชิงป้องกัน นอกจากนี้จะได้พบกับ
เมื่อ defend หัวข้อวิทยานิพนธ์ผ่าน ก็ต้องลุยกันใหม่ ตั้งแต่บทที่ 1,2,3,4,5 เพื่อให้จบเป็นรูปเล่ม แต่จะทำให้เป็นรูปเล่มได้นั้นก็ต้องบอกว่า หิน อีกนั่นแหละ ยากที่สุด ก็คงจะเป็นบทที่ 3 กระมัง เพราะบทที่ 3 คือ วิธีดำเนินการวิจัย เพราะต้องออกแบบวิธีการดำเินินการวิจัยให้ได้ซะก่อน ว่าจะใช้เครื่องมือใดเป็นตัวเก็บข้อมูล จะออกแบบสอบถามอย่างไร ถึงจะครอบคลุมประเด็นที่เราจะศึกษา และต้องโยงไปถึงการทำสถิติเวลาต้องประมวลอีกด้วย หรือถ้าเป็นการเขียนโปรแกรม ก็คงจะยากตอนที่ต้องเขียนโปรแกรมออกมาให้ได้น่ะ หรือต้องสร้างสื่อการสอนประกอบอะไรต่อมิอะไร โอย สารพัด สารเพ
การจะ defend หัวข้อวิทยานิพนธ์ ก็จะเป็นศึกหนัก ศึกแรก สำหรับนิสิต นักศึกษาเลยทีเดียวค่ะ เพราะต้องมีคณะกรรมการ มาซักถาม ตั้งแต่ 3-5 ท่าน มาตั้งคำถามเราเกี่ยวกับหัวข้อ หรือเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ ตอนโดนอาจารย์ที่ปรึกษาซักถาม ก็เป็นด่านเล็กๆ ก็ถูกแก้ไขไปหลายรอบแล้ว แต่เมื่อต้องโดนอาจารย์อีก 3-5 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีมุมมองในหัวข้อที่สอบแตกต่างกันไป คิดดูเองแล้วกันว่าความตื่นเต้นจะมีมากแค่ไหน Read the rest of this entry »
วันสำคัญก็มาถึง เมื่อ (ว่าที่) อาจารย์ที่ปรึกษาอนุญาตให้เข้าพบ ข้อมูลพร้อม การเตรียมตัวก็ต้องพร้อม อาจารย์จะซักถาม ตั้งแต่หัวข้อ ทำไมถึงศึกษาเรื่องนี้ ต้องอธิบายให้ได้อย่างชัดเจน และแจ่มแจ้งค่ะ เพราะถ้าอธิบายไม่ได้ อาจารย์ก็จะซักจนกว่าเราจะพูดให้ได้ว่า ทำไมถึงศึกษา แต่คำตอบที่อาจารย์ได้รับ อาจจะไม่เป็นพอใจก็ได้ค่ะ การตอบของเรา จะแสดงให้เห็นถึงว่า เราได้มีการศึกษาเอกสาร ทบทวนเอกสาร หรือ review literature มาอย่างหนักหรือเปล่า Read the rest of this entry »
ขอพูดเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษา (วิทยานิพนธ์) อีกหน หรืออาจจะอีกหลายหน เพราะตัวเองเคยมีประสบการณ์ทั้งในสถานะการเป็นนิสิต ที่ขอไปเรียนเชิญอาจารย์เป็นที่ปรึกษา และในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม การจะเข้าไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา จะต้องมีข้อมูลมาพร้อม ประมาณว่า ได้ศึกษาเรื่องที่เราจะทำวิทยานิพนธ์มาละเอียดพอสมควร คงจะไม่ทะลุปรุโปร่งหรอกค่ะ เพราะความคิดของเรายังไม่กว้างไกล ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของท่านอาจารย์มาคอยชี้แนะให้กับเรา Read the rest of this entry »
ได้หัวข้อวิทยานิพนธ์ (ว่าจะศึกษาเรื่องนี้) ก็ต้องเริ่มมองหาอาจารย์ที่ปรึกษา หรือในระหว่างหาหัวข้อ ก็ควรจะมีการปรึกษาพูดคุยกับอาจารย์หลายๆ ท่านเพื่อจะขอคำแนะนำ หรือถ้าเราสนใจเรื่องใด ที่ทราบว่า อาจารย์ท่านใดถนัดเรื่องนั้น หรือสาขานั้นอยู่ ก็น่าที่จะมีการเรียนปรึกษากับอาจารย์ไปพร้อมๆ กับเรียนเชิญให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งจะทำให้ไม่เสียเวลา จะเป็นวิธีการที่ดีกว่า จะไปหาหัวข้อจนเป็นที่พอใจ (เรา) แล้วค่อยไปเข้าพบอาจารย์เพื่อเรียนเชิญเป็นที่ปรึกษา Read the rest of this entry »
ช่วงสืบเสาะ หาหัวข้อจะเป็นช่วงที่ใช้เวลามากทีเดียว พอจะหาได้ก็ต้องมีวิธีการตั้งชื่อ เพราะมักจะขึ้นด้วยคำว่า การศึกษา …. การสำรวจ… ทำนองนี้ หาหัวข้อได้ ก็ต้องทราบว่าพอจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในเรื่องที่เราจะทำวิทยานิพนธ์หรือไม่ เพราะไม่งั้น ไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาให้นะคะ ความคิดของเราอาจจะล้ำหน้าไปหรือเปล่า แต่บางทีอาจารย์ที่ปรึกษาก็รับ แต่มาปรับโน่น นี่ บางทีก็จนไม่เหลือหัวข้อเก่าเลย แต่บางทีก็ปรับขอบเขตให้แคบเข้ามาหน่อย (ตัดให้แคบเข้ายังดี ดีกว่า ศึกษาขอบเขตน้อยเกินไป ต้องขยายเรื่องออกไปจะยุ่งกว่าค่ะ) เอาเป็นว่า ตอนนี้ได้หัวข้อแล้ว จะไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษา
การจะหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ คงต้องเริ่มจากว่า เราสนใจเรื่องไหนเป็นประการสำคัญ เพราะถ้าหาเรื่องที่ไม่ชอบหรือถูกยัดเยีียดให้ทำ ก็ใจมันไม่อยากทำ ใจไม่ชอบ มันก็ไม่ไปถึงไหน เพราะทุกสิ่งอย่างอยู่ที่ใจเป็นที่ตั้ง เมื่อรู้ว่าตัวเองสนใจเรื่องใดแล้ว ก็ต้องศึกษาและตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า สนใจเรื่องใด ศึกษาไปทำไม ได้ประโยชน์อะไร ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก็เริ่มต้นสืบเสาะได้เลย ว่ามีใครทำเรื่องแบบนี้บ้าง Read the rest of this entry »
พยายามหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ เพื่อจะได้เสนอโครงการ (Proposal) ให้ทันภาคปลาย และปัจจัยจำเป็นอีกอย่างนึงก็คือ ประหยัดเงินค่าลงทะเบียนด้วย เพราะยังไม่ทำงาน ยังต้องแบมือขอเงินบุพการี ก็เลยต้องขยัน จะได้จบโดยเร็ว แต่โชคชะตาก็ไม่ค่อยจะเป็นใจ กว่าจะผ่านด่านหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้ ก็สาหัสเอาการ Read the rest of this entry »
คราวที่แล้ว เริ่มหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ เพราะ้ต้องเขียน proposal เสนอว่า เรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์นั้น มีความเหมาะสมกับการศึกษา วิจัยหรือไม่ คำว่า Proposal, adviser, thesis, defend เริ่มคุ้นหูมากขึ้น และมีความวิตกกังวลสอดแทรกขึ้นมาเป็นระยะๆ Read the rest of this entry »
เมื่อตอนที่ยังศึกษาปริญญาโท อย่าให้บอกเลยค่ะ ว่าปีไหน เดี๋ยวจะทราบอายุคนเขียน เอาเป็นว่า ตอนที่เริ่มเข้าไปเรียนน่ะ ไม่รู้หรอกค่ะ เพราะต้องทำวิทยานิพนธ์่น่ะ เพราะตอนนั้นยังละอ่อนอยู่แล้ว เรียนปริญญาตรี จบปุ๊ปก็เรียนต่อโทปั๊ป แต่จะหลีกเลี่ยงไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาในระดับมหาบัณฑิต ก็ปริญญาโทนั่นแหละ แม้ว่า จะมีแผน ข (ในสมัยนั้น ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังเรียกแบบนี้อยู่หรือเปล่า) ที่ไม่ต้องทำวิทยาินิพนธ์ก็ได้ แต่ได้ฟังตำนานมารู้สึกจะโหดเกินไปสำหรับเด็กน้อยอย่างเรา ก็เลยเลือกลงวิทยาินิพนธ์ Read the rest of this entry »