ในสภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลก มีการขยายตัวสูงและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการบริโภคทรัพยากรต่าง ๆ อย่างฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทรัพยากรที่นำมาใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิง อาทิ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหิน ดังนั้นการแสวงหาแหล่งพลังงานอื่น ๆ มาทดแทนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนา ด้านพลังงานทางเลือก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จนนำไปสู่การผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในเชิงพาณิชย์
Read the rest of this entry »
จากความตระหนักถึงพลังงานหมุนเวียนทำให้หลายประเทศพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างมาก รวมถึงประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อกลุ่ม Suzion ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่เตรียมหยุดการดำเนินการทางธุรกิจที่โรงงานในรัฐมินนิโซต้า ในช่วงวันที่ 29 ธันวาคมนี้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ถึงความถดถอยในอุตสาหกรรมด้านพลังงานลมของสหรัฐอเมริกา Read the rest of this entry »
หลังจากจีนประกาศจะสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมของจีนจึงมีแผนในการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า นับจากปี 2010 ซึ่งประเทศจีนประกาศอย่างชัดเจนที่จะพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมตามแผนในปี 2020 จะมีปริมาณอย่างน้อย 150 กิกะวัตต์ เมื่อเทียบกับปี 2009 แล้ว ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลมมีเพียง 25.8 กิกะวัตต์ จากรายงานของ Chinese Renewable Energy Industries Association (CREIA) และ Global Wind Energy Council (GWEC) มีการคาดการณ์ว่า จีนมีความพยายามในการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมให้มากขึ้นซึ่งน่าจะสูงถึง 230 กิกะวัตต์ ในอีกหลายปีข้างหน้า และสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอออกไซด์ได้ถึง 410 ล้านตัน เทียบเท่าการลดใช้ถ่านหินได้ 150 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันประเทศจีนพึ่งพาพลังงานถ่านหินเกือบร้อยละ 70 ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเติบโตด้านพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในประเทศจึน เป็นจุดเริ่มต้นในความพยายามที่จะลดอันดับในการเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ในปี 2009 จีนถูกจัดให้เป็นประเทศที่ผลิตพลังงานจากลมสูงเป็นอันดับที่สองของโลก บรรณานุกรม : Energy saving 2, 25( สิงหาคม 2553) : 80
โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โครงการเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มีจุดมุ่งหมายในระยะเริ่มแรก เพื่อสาธิตและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อให้สามารถนำไป Read the rest of this entry »
การลงทุนและผลการปฏิบัติงานด้านพลังงานลมประจำปี 2549 สหรัฐได้เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตพลังงานลมจากปีก่อน 26% คิดเป็นพลังงาน 2,454 เมกะวัตต์ โดยวัดจากฐานการผลิตปี พ.ศ. 2548
สหรัฐฯ มีศักยภาพในการผลิตพลังงานจากลมเป็นสัดส่วน 16% ของโลก ซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่สามรองจากประเทศเยอรมันและสเปน ส่วนประเทศอินเดีย เดมาร์ก และจีนมีความสามารถในการผลิตพลังงานจากลมอยู่ในลำดับรองลงมาจากสหรับ
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/376—-52550
ฟาร์มพลังงานไฟฟ้าจากลมนอกชายฝั่งทะเลในยุโรปเกิดขึ้นแล้ว แต่ในสหรัฐฯยังมีการพิจารณาอยู่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดโดยมีข้อเสนอที่แข่งกันอยู่ระหว่างมลรัฐเท็กซัสและมลรัฐแมสชาชูเซ็ตที่จะได้ชื่อว่าเป็นโครงการพลังงานไฟฟ้าจากลมนอกชายฝั่งแห่งแรกที่สร้างขึ้นในน่านน้ำของสหรัฐฯ ทั้งนี้โดยต้องฟันฝ่าอุปสรรคทั้งในด้านกฎหมายการคัดค้านจากประชาชน ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ทราบได้ แต่ผลที่ได้นั้นนับว่าคุ้มค่าในด้านพลังงานที่สะอาด และเป็นแหล่งพลังงานที่เกิดใหม่ได้ (Renewable energy) สำหรับประเทศโดยลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานน้ำมันจากการนำเข้าที่นับว่ามีราคาแพงขึ้นทุกวันและก่อให้เกิดปัญหามลพิษ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อย่างไรก็ตามในขณะที่ดูเหมือนว่าพลังงานลมนอกชายฝั่งจะเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่มีประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแต่ยังมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนใกล้เคียงมากมาย ในด้านกลุ่มนักอนุรักษ์ นักกฎหมายและนักวิทยาศาสตร์แสดงความวิตกกังวลการเปลี่ยนแปลงพื้นทะเลจากการก่อสร้างจะมีผลให้สิ่งมีชีวิตทางทะเล (marine) ในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นอกจากนี้ประเด็นอื่นๆที่ต้องพิจารณาได้แก่ ผลกระทบจากสนามคลื่นแม่เหล็ก (Electromagnetic field) ที่มีต่อปลา การทำลายพืชใต้น้ำ (submerged vegetation) ผลกระทบต่อการเดินเรือและเครื่องบิน และการอพยพของปลา แมวน้ำและปลาโลมา เป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลม การเลือกที่ตั้ง ตลอดจนการนำผู้เกี่ยวข้อง (stakeholder) มาร่วมกันพิจารณาตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อลดความขัดแย้งในภายหลัง
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/373—-62550
พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากถ่านหิน ซึ่งจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ใน 3 ที่ปล่อยสู่บรรยากาศโลก ซึ่งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ควรสูงเกิน 550 ส่วนในล้านส่วน (ppm) หากสูงกว่านี้จะทำให้แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายภายใน 100 ปี ก่อให้เกิดน้ำทะเลสูงหลายเมตร ปัจจุบันก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกอยู่ที่ 383 ส่วนในล้านส่วน หากจะคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต่ำกว่า 550 ส่วนในล้านส่วน โลกจะต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซภายในปี 2563 หรือ 2573 อย่างช้าที่สุด
การลดปริมาณการปล่อยก๊าซ ได้โดยปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องยนต์และพลังงานเช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ และลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์เห็นว่า การจัดคาร์บอนไดออกไซด์ จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วจัดการอัดภายใต้ความดันและสูบอัดลงสู่แหล่งใต้ดินโลกเพื่อเป็นการเก็บอย่างถาวร ที่ผ่านมามีการใช้วิธีการจับคาร์บอนและอัดเก็บใต้ดิน (Carbon Capture and Sequestration – CCS)
ในวงการอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมให้การสนับสนุน CCS เป็นเทคโนโลยีไปสู่การผลิตพลังงานที่ไม่ใช่คอร์บอน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศ ได้เตือนว่าประเทศทั่วโลกและสหรัฐฯ ควรรีบวิจัยพัฒนาและนำเทคโนโลยี CCS ไปใช้โดยด่วน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/364—-92550
การจัดพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจากมลรัฐนิวเม็กซิโกตอนกลางด้วยสายไฟฟ้าของโครงการซันเซีย (SunZia) ซึ่งเป็นโครงการทางด้านพลังงานอีกหนึ่งโครงการที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถ้าโครงการนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว สายไฟฟ้า 460 ไมล์บรรจุพลังงานได้ถึง 3000 เมกกะวัตต์ ซึ่งเป็นปริมาณมากเพียงพอที่เทียบได้กับพลังงานที่ได้จากโรงงานพลังงานถ่านหินและยังเป็นการช่วยให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการใช้พลังงานทดแทน แต่การติดตั้งสายไฟฟ้าเหล่านั้นจะต้องข้ามผ่านบริเวณทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นบริเวณที่สัตว์มากมายอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัย ในช่วงเปลี่ยนฤดู ซึ่งการพัฒนาพลังงานทดแทนกำลังเป็นที่วิพาษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลที่จะได้ระหว่างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม
เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งแห่งแรกของประเทศที่ Nantucket Sound บริเวณ Cape Cod เรียกว่า Cape Wind Project โครงการนี้ประกอบด้วยกังหันลมจำนวน 130 ต้น คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ภายในปี 2012 แต่มีหลายฝ่ายคัดค้านโครงการนี้ โดยให้เหตุผลถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์บริเวณชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแหล่งอาศัยของนกทะเล รวมถึงผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของภูมิประเทศ ซึ่งการอนุมัตินี้ถือเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับการจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งแห่งอื่นในอนาคต และเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคเอกชนผู้ผลิตและนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ของกังหันลมในการฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/241—-62553
ไปเจาะลึกพลังงานลม ตั้งแต่วิวัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต ศักยภาพลม พลังงานธรรมชาติที่หวนคืน ต่อด้วยเทคโนโลยีเก็บเกี่ยวพลังงานลมอย่างกังหันลมลอยฟ้า วายุวิศวกรรม และกังหันลม แนวระนาบตั้ง นวัตกรรมผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำ ต่อด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่าง Dynamic building และ ตอบคำถามว่าเครื่องปรับอากาศกับลมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้อย่างไร? รวมถึงแนวคิดและฝีมือของเด็กไทยกับการเปลี่ยนลมเป็นพลังงานทดแทน ใน energy Plus ฉบับที่ 24 ประจำเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2552 สนใจสามารถติดต่อได้ที่ STKS