หลายคนคงเคยมีข้อสงสัยว่าบรรดาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โฆษณาว่ามีปริมาณน้ำตาล 0% นั้นหากดื่มเข้าไปแล้วจะทำให้อ้วนเหมือนกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลตามปกติหรือไม่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 0% จึงไม่สามารถทำให้หลายคนมีหุ่นผอมเพรียวตามที่ต้องการได้ ซ้ำร้ายอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย
Read the rest of this entry »
ภาพจาก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาฯ ระบุว่า อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูง อาจจะมีส่วนทำลายระบบความจำและความสามารถทางการเรียนรู้ของผู้บริโภคได้ เฟอร์นันโด โกเมซ-พินิลลา นักวิจัยจาก David Geffen School of Medicine สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาและเปรียบเทียบโดยใช้หนูทดลอง 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้กินน้ำที่ผสมน้ำตาลฟรักโทส และกลุ่มที่ 2 ให้กินอาหารที่ผสมโอเมกา-3 ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ จากการทดลองดังกล่าวพบว่าหนูที่ดื่มน้ำผสมน้ำตาลฟรักโทสหาทางออกจากเขาวงกตที่นักวิจัยสร้างขึ้นได้ช้ากว่าหนูที่กินอาหารที่ผสมโอเมกา-3 ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าสมองของหนูกลุ่มที่ 1 มีประสิทธิภาพแย่กว่าหนูทดลองในกลุ่มที่ 2 นอกจากนี้หนูกลุ่มที่ 1 ยังมีระดับไตรกลีเซอไรด์ กลูโคส และอินซูลิน มากกว่าหนูในกลุ่มที่ 2 ซึ่งจะทำให้หนูเหล่านี้เข้าสู่ภาวะต่อต้านอินซูลิน ผลก็คือ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะนี้อินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่คอยลดระดับน้ำตาลในเลือดก็จะด้อยประสิทธิภาพลง และส่งผลเสียต่อ “ฮิปโปแคมปัส” หรือเซลล์สมองที่ดูและในส่วนของระบบความจำระยะสั้นและระยะยาว
รายการอ้างอิง : “Health Trips : นักวิจัยสหรัฐฯ เตือน ทานน้ำตาลมาก อาจทำให้โง่ลงได้” a day bulletin. 39. 6-12 มิถุนายน 2555.
เค้ก ไอศกรีม น้ำแข็งใส ลอดช่องน้ำกะทิ… เห็นแล้วอดใจแทบไม่ไหว ใครบ้างหล่ะที่จะไม่ชอบของหวานๆ ที่ได้ลิ้มแล้วมีความสุขเสียจริงๆ แต่รู้หรือไม่ว่าขนมหวานหรืออาหารหวานที่เราบริโภคเข้าไปนั้นถ้าเราจัดเข้าร่างกายไปในปริมาณมากๆ ย่อมจะไม่ส่งผลดีกับร่างกายของเราเป็นแน่ไม่ใช่แค่ว่าจะอ้วนขึ้นเท่านั้นแต่อาจจะก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ด้วย เราอาจจะต้องตามซ่อมสุขภาพเพราะปัญหาต่อไปนี้ที่เกิดจากการรับประทานของหวานมากเกินไป
ของหวานอาจจะทำให้เราชื่นใจเวลาได้ลิ้มลอง อย่างไรก็ตามการบริโภคอาหารหวานหรือของหวานไม่ได้อันตรายจนเกินไปหากเรารู้จักบริโภคในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย
รายการอ้างอิง : “foodfacts : กินของหวานมากไปอันตรายตรงไหน” SPICY. 10(405) : 86 ; 30 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2555.
น้ำตาล นอกจากจะสามารถทำให้อ้วน หากบริโภคในปริมาณที่มากแล้วนั้น น้ำตาลยังสามารถทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้อีกด้วย เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากๆ เพราะในร่างกายมีกระบวนการธรรมชาติตกแต่งโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้นมาด้วยน้ำตาลเรียกว่า glycation กระบวนการนี้จะทำให้น้ำตาลที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดไปเกาะกับโปรตีนในร่างกายกลายเป็นโมเลกุลชนิดใหม่ขึ้นมา เรียกโมเลกุลนี้ว่า Advanced Glycation End Products (หรือเรียกย่อ ๆ ว่า AGEs) ยิ่งบริโภคน้ำตาลเข้าไปมากเท่าไร ก็จะยิ่งไปกระตุ้นโมเลกุลนี้ว่า Advanced Glycation End Products หรือAGEs มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ก็จะส่งผลกระทบถึงผิวสวยๆ มากยิ่งขึ้นเช่นกัน
ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯชี้ว่า การรับประทานอาหารหวานมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อ”ความสามารถของสมอง”
นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแองเจลิส (ยูซีแอลเอ) ได้ทำการศึกษาผลกระทบของน้ำตาลฟรุกโตส ที่ได้มาจากข้าวโพด ที่มีต่อการทำงานของสมอง โดยใช้หนูทดลองที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล และกลุ่มที่สองให้รับประทานน้ำตาลเช่นเดียวกับน้ำดื่มติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์
ผลไม้แต่ละชนิดมีน้ำตาลและมีกรดเป็นส่วนประกอบน้ำตาลในผลไม้เปลี่ยนมาจากแป้ง ผลไม้ที่ยิ่งแก่จัดก็ยิ่งมีปริมาณของแป้งมาก แต่พอสุกแป้งเหล่านี้จะแปรสภาพเป็นน้ำตาลสำหรับกรดในผลไม้นั้น เมื่อผลไม้ยิ่งแก่ กรดส่วนหนึ่งก็จะแปรสภาพเป็นน้ำตาลเช่นกัน และอีกส่วนหนึ่งจะทำปฎิกิริยากับสารที่เป็นด่างในผลไม้ลดความเป็นกรดลง แบบนี้นี่เอง ผลไม้สุกจึงมีกรดน้อยลงและมีน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ผลไม้สุกมีรสหวานกว่าเมื่อตอนที่ยังดิบอยู่ บรรณานุกรม : วารสารอพวช. 6, 69( มีนาคม 2551) : 16
ความหวานที่แตกต่าง น้ำตาลโมเลกุลใหญ่ (Polysaccharide) เป็นน้ำตาลกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีรสหวานเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลใหญ่และซับซ้อนเป็นพวกโพลิเมอร์ที่เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) จำนวนมากมารวมตัวกัน และจะไม่ละลายน้ำ ได้แก่ Read the rest of this entry »
น้ำตาลใด ๆ หากินมากเกินไปจะทำให้คุณหมดสวยได้ ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ ได้เล่าไว้ในหนังสือ “10 Steps เปลี่ยนตัวเอง” ว่า น้ำตาลที่บริโภคเข้าไปจะเกาะตัวอยู่กับคอลลาเจนและโปรตีนในผิว ทำให้โครงสร้างผิวเปลี่ยนไป จนเป็นสาเหตุให้ผิวอ่อนแอ หย่อนยาน หยาบกร้าน และนำไปสู่ริ้วรอยในที่สุด นอกจากนี้น้ำตาลยังยับยั้งการทำงานของสารแอนติออกซิแดนต์ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องเอนไซม์ในผิวทำให้ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้จะเห็นชัดเมื่ออายุ 35 ปี ขึ้นไป บรรณานุกรม : Health & Cuisine 10, 119 (ธันวาคม 2553) : 13
รู้หรือไม่ว่าภายใต้ความหวานของน้ำตาลที่โปรดปรานนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวพรรณของเราเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัย
ปกติร่างกายจะมีการกระตุ้นให้น้ำตาลที่ไหลเวียนในกระแสเลือดทำปฏิกิริยากับสารโปรตีนที่สะสมในร่างกาย จนเกิดเป็นโมเลกุลที่เรียกว่า “Advanced Glycation End Products หรือ AGEs” โดย AGEs นี้ จะทำลายคอลลาเจนและเจลลาติน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผิวพรรณกระชับและยืดหยุ่น ยิ่งคอลลาเจนและเจลลาตินถูกทำลายมากเท่าไหร่ ผิวพรรณก็จะยิ่งสูญเสียความสามารถในการสร้างความตึงแก่ผิว ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น อีกทั้งยังทำให้สารต้านอนุมูลอิสระทำงานผิดปกติ ทำให้แสงแดดทำลายผิวได้มากขึ้น ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดเจนในคนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยควรเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ และควรทานข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ ปลา และถั่วให้มาก ซึ่งในอาหารดังกล่าวอุดมด้วยวิตามินบี 1 และ บี 6 ซึ่งช่วยยับยั้งการสร้าง AGEs ที่มีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาสภาพผิวหนังให้เป็นปกติ
วันละนิด วิทย์เทคโน. ดำเนินรายการโดย พิพัฒน์ วิทยาปัญญานันท์. โมเดิร์นไนน์ทีวี. 3 มีนาคม 2554. เวลา 20.25-20.30 น
ทราบหรือไม่ว่าพฤติกรรมการกินอาหารเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย การกินอาหารตามใจปาก จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว หากคุณไม่อยากให้สุขภาพร่างกายเสื่อมก่อนเวลา เรามีวิธีการกินให้สุขภาพดีและไม่ควรมองข้ามในชีวิตประจำวันมาฝากกัน