ยานนาซ่ายิงเลเซอร์เชมแคมใส่หินดาวอังคารจนกลายเป็นจุณ หวังศึกษาส่วนประกอบทางเคมีขั้นพื้นฐานโยงสภาพแวดล้อมที่อาจจะเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต
ภารกิจของยานสำรวจ “Curiosity” ในการลงสำรวจดาวอังคารครั้งนี้ การสำรวจหินในบริเวณจุดลงจอดว่ามีหลักฐานเคยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ นาซาจึงส่งเครื่องมือสำรวจทางเคมีและกล้องที่ดีที่สุดมากับยานลำนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งนี้แสงเลเซอร์เชมแคมมีพลังงานกว่า 1 ล้านวัตต์ ถูกยิงมาจากเสาที่ติดตั้งบนยานเคอเรียสซิตี้ ระยะห่างจากก้อนหิน 2.5 เมตร ราวๆ 30 จุด ใช้เวลาในการยิง 10 วินาที จนก่อให้เกิดหลุมไหม้ขนาดเล็ก สำหรับภารกิจดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์หวังเพื่อที่จะทราบถึงส่วนประกอบทางเคมีขั้นพื้นฐานของก้อนหินว่าเคยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ และถือเป็นการทดสอบความพร้อมของระบบแสงเลเซอร์เมื่อต้องเจอกับงานหนักในอนาคต
อุปกรณ์เชมแคมติดตั้งอยู่บนเสาของยาน Curiosity ซึ่งสามารถยิงแสงเลเซอร์ลงมาบนหินที่ต้องการสำรวจจากระยะไกลที่สุด 7 เมตร แสงเลเซอร์อินฟราเรดจะมีพลังงานกว่า 1 ล้านวัตต์ ยิงตรงไปที่ก้อนหินเป็นเวลานานเพียงเศษเสี้ยวของวินาที ซึ่งเพียงพอที่จะบอกให้นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บนโลกทราบถึงองค์ประกอบทางปรมาณูในก้อนหินได้
รายการอ้างอิง : “ยานนาซายิงเลเซอร์ใส่ “หินดาวอังคาร” ศึกษาข้อมูลเชิงวิทย์”. ไทยรัฐ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thairath.co.th/content/oversea/284860. (วันที่ค้นข้อมูล : 20 สิงหาคม 2555).
นาซ่าส่งยานอวกาศไปลงดาวอังคารสำเร็จด้วยความเสี่ยง
หนังสือพิมพ์ the Washington Post ได้รายงานว่า องค์การนาซ่าได้ประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศเดินทางไปลงยังดาวอังคาร มีระยะทาง 354 ล้านไมล์ ด้วยความเร็ว 13, 200 ไมล์/ชั่วโมง ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง และเจ้าหน้าที่นาซ่าเรียกช่วงความเสี่ยงนี้ว่า “เจ็ดนาทีแห่งความน่ากลัวอย่าง ที่สุด”
อย่างไรก็ดี ยานอวกาศได้นำยานแยกส่วนที่เรียกว่า Mars rover ไปลงตามเป้าหมาย โดยบินผ่านส่วนที่เป็น eye of the needle และสามารถแตะพื้นภายในวงโคจร 5 ไมล์ (จาก 13 ไมล์) ซึ่งนาซ่าบอกว่า ภารกิจนี้มีการลงทุนถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ยานแยกส่วนดังกล่าวหรือ rover มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สลับซับซ้อนมากกว่ายานซึ่งมีการพัฒนาช่วงแรกๆ และต้องสามารถบินไปลงในสถานที่ที่อันตรายได้มากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถทำการทดสอบได้อย่างเต็มรูปแบบบนพื้นโลก รวมทั้ง ต้องมีการใช้ sky crane เพื่อยกยานให้สามารถร่อนลงจอดบนพื้นด้วย John Grunsfeld, Chief Scientist ของนาซ่ากล่าวว่าเนื่องจากการร่อนลงจอดเป็นไปค่อนข้างลำบาก ประกอบกับการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและไม่เคยมีมาก่อนซึ่งบังคับจากพื้นดิน ภารกิจครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากที่สุดในรอบสิบปี วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์จะต้องคอยรอฟังเสียงการสัมผัสพื้นซึ่งดัง “บิ๊บ” จากรหัสคอมพิวเตอร์ที่รายงานความปลอดภัยของการลงจอด ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะได้รับสัญญาณได้เมื่อการโคจรของดาวอังคารอยู่ ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และหากไม่ได้รับสัญญาณอะไรจากวงโคจรภายใน 18 ชั่วโมง ก็หมายถึงภารกิจที่ล้มเหลว ภารกิจครั้งนี้ได้รับความสนใจติดตามจากทั่วโลก นับแต่ ทางใต้ของออสเตรเลียจนถึงโรม อิสราเอลจนถึงเกาะ Crete ประเทศกรีซ ประเทศสหรัฐฯ นับแต่ แอทแลนต้าจนถึงซีแอทเทิล และโฮโนลูลู นาซ่าเองยังเข้าไปสนับสนุนการติดตั้งจอขนาดใหญ่บนยอดตึกในไทม์สแควร์ นิวยอร์ค เพื่อให้คนติดตามชม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/8725-science-and-technology-news
รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก วอชิงตัน เดือนสิงหาคม 2555
รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน เดือนสิงหาคม 2555
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/8725-science-and-technology-news Read the rest of this entry »
เว็บไซต์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซ่า (National Aeronautics and Space Administration – NASA) รายงานว่า “คูริออสซิตี้” (Curiosity) ยานสำรวจดาวอังคารไร้คนขับรุ่นล่าสุดของนาซ่า ปรับวิถีนำร่องเพื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเดินทางสู่ดาวอังคารแล้ว หลังใช้เวลากว่า 1 ปีครึ่งเดินทางจากโลก ซึ่งยานคูริออสซิตี้มีกำหนดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศดาวอังคารในวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานี้
Read the rest of this entry »
เมื่อเร็วๆ นี้ การประปานครหลวง จัดบรรยายเรื่อง “วิธีการคาดการณ์สภาพอากาศและภัยธรรมชาติโดยสังเกตการณ์ปฏิกิริยาดวงอาทิตย์ช่วง Solar Maximum” โดย ดร.ก้องภพ อยู่เย็น วิศวกรไทยดีเด่น 2 ปีซ้อนจากนาซ่า คาดว่าโลกยังคงเจอกับภัยธรรมชาติต่อไปในอีก 2-3 ปีนี้ โดยเฉพาะน้ำท่วม