นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Wake Forest และมหาวิทยาลัย Harvard สามารถสกัดสเต็มเซลหรือเซลต้นตอจากส่วนประกอบของน้ำคร่ำ (amniotic fluid) ที่ห้อหุ้มทารกในครรภ์ โดยนักวิจัยได้สกัดสเต็มเซลจากน้ำคร่ำโดยไม่ทำอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์ สเต็มเซลชนิดนี้สามารถพัฒนาเป็นอวัยวะได้หลายแบบ เช่น สมอง ตับและกระดูก เป็นต้น
หัวหน้าแผนกวิจัยแห่ง Wake Forest’s regenerative medicine institute นาย Anthony Atala ใช้เวลาวิจัย 7 ปีเพื่อค้นหาแหล่งสเต็มเซลที่สามารถพัฒนากลายเป็นอวัยวะได้หลายแบบ พบว่าดีเอ็นเอหรือสายพันธุกรรมบางส่วนของสเต็มเซลในน้ำคร่ำ (amino stem cell) มีโครโมโซม Y ซึ่งแสดงว่าเป็นเซลของทารก ไม่ใช่เซลของแม่ที่ตั้งครรภ์ จึงสามารถพัฒนาเป็นอวัยวะทดแทนของเด็กได้อย่างหลากหลาย ทั้งนี้มีนักวิจัยชาวสวิส Simon Hoerstrup อ้างถึงผลการวิจัยที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ว่าสามารถพัฒนาสเต็มเซลจากน้ำคร่ำไปเป็นเซลหัวใจเพื่อใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจได้
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/388—-12550
นักวิจัยได้ร่วมพัฒนาแนวทางการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลง (variation) เฉพาะสายพันธุกรรมที่กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งโดยตัดชิ้นส่วนสายพันธุกรรม (DNA) ของเนื้องอกมาใส่สารเคมีหลายๆ ชนิดเพื่อดูผลการกลายพันธุ์และตรวจวัดระดับการตอบสนอง จากชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งได้พบการกลายพันธุ์ 238 แบบในสายพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง 17 ชนิด ในปัจจุบันมียารักษามะเร็งที่รักษาแบบเฉพาะเจาะจงที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในผู้ป่วยแต่ยังมีอีกบางส่วนอยู่ในช่วงพัฒนาและคาดว่าการรักษามะเร็งแบบเฉพาะเจาะจงนี้จะเป็นที่นิยมมากในอีกไม่กีปีข้างหน้า
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/382—-32550
นาย John Kauer นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาและนาย Joel White จาก Turf University เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซสต์ ประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีจมูกเทียม โดยผลการวิจัยได้นำไปจัดตั้งบริษัท Cogniscent เพื่อผลิตอุปกรณ์ดมกลิ่นจำหน่าย ตัวจมูกดมกลิ่นเทียมจะใช้กรดอะมิโนต่างๆ ซึ่งแทนด้วยอักษร A C T และ G มาสร้างเป็นดีเอ็นเอสั้นๆ และเมื่อโมเลกุลดีเอ็นเอที่สร้างขึ้นจับกลิ่นบางอย่าง จะทำให้สีเรืองแสง (Fluorescent) ที่ติดไว้กับดีเอ็นเอเรืองแสงขึ้นหรือจางลงแล้วแต่กรณี โมเลกุลของดีเอ็นเอสามารถพิมพ์ลงบนแผ่น (Silkscreen) เพื่อตรวจสอบอ่านได้ง่ายโดยอาศัยตัวสแกนแสง (Light Scanner) เทคโนโลยีนี้สามารถใช้บอกความแตกต่างระหว่างแอลกอฮอล์และวัตถุระเบิด เทคโนโลยีล่าสุดนี้เป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ในการตรวจจับกลิ่น เนื่องจากมีกลิ่นหลายประเภทที่สามารถรวมกับดีเอ็นเอดังกล่าว เช่น ดีเอ็นเอที่ได้จากกรดอะมิโน 20-24 ตัว สามารถอ่านความแตกต่างของกลิ่นได้หลายพันล้านแบบ
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/340—-22551
ทีมนักวิจัยนานาชาตินำโดยนักชีววิทยาสหรัฐฯ คือ นาย Stephen C. Schuster จาก Pennsylvania State University เริ่มดำเนินการสร้างยีโนม 2 ใน 3 ของช้างแมมมอธที่สูญพันธุ์จากโลกแล้วขึ้นมาใหม่โดยใช้ ดีเอ็นเอที่สกัดมาจากเส้นขน สิ่งนี้นับว่าเป็นครัง้แรกในวงการวิทยาศาสตร์ที่ได้ประสบความสำเร็จในการรื้อฟื้นสร้างยีโนมของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่การที่จะชุบชีวิตช้างแมมมอธขึ้นมาใหม่นี้ยังคงต้องอาศัยเวลาวิจัยอีกยาวนาน และอาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ได้
Read the rest of this entry »
ในการประติดประต่อชิ้นส่วนของดี เอ็น เอ (Custom made) ขึ้นเองโดยการสังเคราะห์จากกรดอะมิโนแล้วนำมาเชื่อมต่อกันจนเป็นยีโนมของจุลชีพ (Microbial genome) ในห้องปฏิบัติการ ยีโนมที่ครบสมบูรณ์เป็นโมเลกุลเดี่ยวของ ดี เอ็น เอ โดยมีรหัสพันธุกรรมอยู่ 583,000 รหัสซึ่งมากเป็น 18 เท่าของขนาดยีโนมที่เคยผลิตขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดหมายจะนำ ดี เอ็น เอ ไปใส่ในแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) เพื่อเลี้ยงให้ผลิตสำเนา ดี เอ็น เอ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าโมเลกุลของ ดี เอ็น เอ มีความใหญ่เกินไปที่จะใส่เข้าไปในแบคทีเรีย อีโคไล ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาทีมวิจัยจึงใส่ส่วนของ ดี เอ็น เอ ที่อยากทำสำเนาเข้าไปในเซลของยีสต์ที่ใช้หมักเหล้าคือ Sacharonces Cereviside ซึ่งจะมีเอนไซม์ที่ซ่อมแซม ดี เอ็น เอ เพื่อต่อ ดี เอ็น เอ 4 สายจนเป็นยีโนมสำเร็จตามต้องการและมีลำดับโค้ดตามที่ออกแบบไว้แต่แรกอย่างแม่นยำแน่นอน
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/343—-12551
องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้ออกแนวทางข้อบังคับเพื่อดูแลสัตว์ดัดแปลงยีนส์ที่นำไปใช้เป็นอาหาร ยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้เกิดการตื่นตัวในเชิงพาณิชย์
แนวทางกฎเกณฑ์ข้อบังคับบริษัทต้องแสดงข้อมูลลักษณะโมเลกุล (Molecular Identity) ของชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่ใส่เข้าไปในยีโนมสัตว์ (Genome) และบริเวณที่ตั้งของลำดับยีนส์สัตว์ที่ใส่ดีเอ็นเอ รวมทั้งการสืบทอดยีนส์สู่รุ่นต่อๆไป ประโยชน์ของการดัดแปลงยีนส์คือ
กฎหมายอาหาร ยา และเครื่องสำอางของสหรัฐฯ กำหนดให้ยา คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ โดยผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Recombinant Technology จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสัตว์และเปลี่ยนการทำงานของร่างกายสัตว์ด้วย ดังนั้นยาจะส่งผลให้สัตว์ดัดแปลงยีนส์ หรือชื่อย่อว่า GE animals อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายอาหารและยาของสหรัฐฯ
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/319—-92551
นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการสร้างเซลล์สิ่งมีชีวิตจากดีเอ็นเอ (DNA) สังเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตแรกของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นก้าวแรกที่สำคัญของการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะประโยชน์ด้านการแพทย์ในการผลิตยารักษาโรคและวัคซีนป้องกันชนิดใหม่ สิ่งมีชีวิตสังเคราะห์ชนิดแรกของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ เป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Maryland โดยมี J.Craig Venter เป็นผู้นำทีม ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งขึ้นในด้านจริยธรรมทางชีวภาพ
ติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/241—-62553
ในแต่ละปีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นประมาณ 8 ล้านคน ผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยเป็นวัณโรคร้อยละ 30 ถึง 40 จึงควรต้องมีมาตรการที่ดีในการตรวจวินิจฉัย ป้องกันและรักษาวัณโรคให้ได้ผล ทีมนักวิจัย โดยมี รศ.ดร. อังคณา ฉายประเสริฐ (จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) ได้พัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคให้ได้ผลรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ เพราะจะมีบทบาทสำคัญในการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่และเริ่มการรักษาที่ถูกต้องให้ได้เร็วที่สุดเพื่อตัดวงจรโรค เทคนิคพีซีอาร์ เป็นเทคนิคที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่ต้องการในหลอดทดลองเป็นแสนหรือล้านเท่าภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง และถูกนำไปใช้ในการตรวจ
การค้นพบของโครงการเออร์ลีเบิร์ด ได้เปรียบเทียบยีนของนก 169 ชนิด และจัดลำดับนิวเคลียร์ดีเอ็นเอจากโครโมโซม 15 คู่ เพื่อไขปริศนาวิวัฒนาการของนก ข้อมูลใหม่ที่เก็บรวบรวมมาเป็นเวลาห้าปี อาจทำให้ความเชื่อเก่าๆ ตกไป เนื่องจากที่ผ่่านมามีหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ไม่มากพอที่จะศึกษาลำดับขั้นของวิวัฒนาการ จึงต้องอาศัยภายวิภาคศาสตร์ รูปลักษณ์ และพฤติกรรมเป็นช่องทางหลักในการเชื่อมโยงความเกี่ยวดองระหว่างนกแต่ละชนิด
ที่มา:National Geographic ฉบับภาษาไทย 8, 93 (เม.ย. 2552) : 18