»
S
I
D
E
B
A
R
«
แหล่งกำเนิดก๊าซมีเทน
Sep 10th, 2012 by pornpan 470 views

แหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศจากต้นไม้ที่เป็นโรค

คณะนักวิจัยจาก Yale School of Foresty & Environmental Studies โดย Kristofer Covey ผู้นำการศึกษาและเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่ Yale ได้ค้นพบว่าต้นไม้ที่ป่วยเป็นโรคในผืนป่าอาจเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่สำคัญ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ต้นไม้ที่ผลิตก๊าซมีเทนส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 80-100 ปี และป่วยเป็นโรคจากการติดเชื้อราที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ แม้ว่าลักษณะภายนอกของต้นไม้เหล่านี้ดูเหมือนว่าพวกมันมีสุขภาพที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกมันกำลังถูกบั่นทอนสุขภาพอย่างช้า ๆ จากเชื้อราโดยการกัดกินลำต้นของต้นไม้อย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้ออำนวยในการสร้างก๊าซมีเทนให้กับกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า methanogens หรือจุลินทรีย์ที่ผลิตก๊าซมีเทน

Read the rest of this entry »

Share
มุมตรงข้ามการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Dec 18th, 2010 by titima 22 views

ข้อสงสัยล่าสุดกำลังเกิดขึ้นเรื่องการทุ่มทรัพยากรทั้งหมดสู่การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพคุ้มค่าหรือไม่

จากการประชุมที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซียเรื่องการตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อดำเนินการตามพิธีสารเกียวโต พบมีการใช้พื้นที่โลกประมาณ 1% ปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อผลิตเอททานอลทดแทนการใช้น้ำมัน ขณะเดียวกันมีการปลูกสบู่ดำและปาล์มเพื่อใช้ผลิตน้ำมันดีเซลชีวภาพ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่แพงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล แต่ผลการศึกษาใหม่ที่ออกมานำมาสู่คำถามเรื่องความเหมาะสมของการขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ปริมาณน้ำในการเพาะปลูก การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ จากการใช้ปุ๋ยปลูกพืชพลังงานชีวภาพ

ตัวอย่างข้อมูลจาก Stockholm Environment Institute สวีเดน ชี้ว่าการขาดแคลนน้ำจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหยุดชะงัก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง 50% ภายในปี 2553 โลกจะใช้น้ำประมาณ 4,000-12,000 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปีมากขึ้นจากเดิม หรือข้อมูลจาก International Institute for Applied System Analysis เมือง Luxemburg ออสเตรเลีย ที่แสดงให้เห็นว่าโลกมีพื้นที่เพียง 250-300 ล้านเฮกเตอร์เพื่อปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่โลกยังต้องการพื้นที่เพาะปลูกอีก 200 ล้านเฮกเตอร์ เพื่อเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอีก 2-3 พันล้านคน ซึ่งหากมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชื้อเพลิงชีวภาพจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกอาหารและการทำลายป่าไม้ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น รวมถึงการใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจน ซึ่งธาตุไนโตรเจนกลายเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกหนึ่งที่สำคัญ โดย International Panel Climate Change (IPCC) แสดงตัวเลขว่าระหว่าง 1-2% ของไนโตรเจนที่ใส่ในพื้นที่เพาะปลูกจะกลายเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ :  http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/391—-122550

Share
ผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
Oct 31st, 2010 by tipparat 69 views

เรื่องแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องที่ยังคงโต้แย้งกันว่าควรจะนำไปพิจารณาร่วมกับผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ เรื่องดังกล่าวเข้าได้กับการศึกษาล่าสุดที่มีหัวหน้าคือ ดร.ซูซาน โซโลมอน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของสถาบันมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic & Atmospheric Administration : NOAA) ซึ่งค้นพบว่าแม้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากมนุษย์จะหยุดลง แต่ผลกระทบจะยังคงอยู่เป็นเวลามากกว่าหนึ่งพันปี ซึ่งรวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห้งแล้งซ้ำซากในบางภูมิภาคของโลก การศึกษาครั้งนี้ใช้คอมพิวเตอร์ทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศขึ้นไปถึงระดับ 450-600 ส่วนในล้านส่วน โดยขณะที่มนุษย์หยุดปล่อยก๊าซต่างๆ (Anthropogenic Emission) ผลที่พบคือภูมิภาคเขตร้อนและแห้งแล้งได้แก่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ พื้นที่ทางใต้ของยุโรป แอฟริกาเหนือ และแถบตะวันตกของออสเตรเลียจะแห้งแล้งมากขึ้น และหากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 600 ส่วนในล้านส่วนจะส่งผลให้เกิดสภาวะโลกร้อนและเชื่อว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1.3-3.2 ฟุต ซึ่งเป็นผลจากความร้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่รวมถึงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและภูเขาน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากความร้อนนี้จะทำให้เกาะที่อยู่ในระดับต่ำและชายฝั่งทะเลบางแห่งจมอยู่ใต้น้ำนานนับพันปี

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/262—-22552

Share
การเจรจาประเด็น climate change สำหรับปี 2010
Oct 7th, 2010 by titima 88 views

การเริ่มต้นเจรจารหว่างประเทศประเด็น climate change ที่จัดขึ้น ณ กรุงโคเปนเฮเกน มีหลายประเทศประกาศตั้งใจให้มีเพียงข้อตกลงชั่วคราว และชะลอการกำหนดสนธิสัญญาจนกว่าจะถึงปี 2011 รวมถึงสหรัฐอเมริกา

คณะกรรมการวุฒิสภาด้านสิ่งแวดล้อมและโยธาธิการของสหรัฐอเมริกา แถลงว่า กฎหมาย Clean Energy Jobs and American Power Act มาตรา 1733 ที่จะประกาศใช้ ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำไปสู่การปฏิบัติผ่านแผนงานชื่อ cap-and-trade แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าสภาผู้แทนฯ ควรมีการพิจารณากฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไม่ทำให้สหรัฐอเมริกา สูญเสียการจ้างงาน และต้องพิจารณาประเด็นการปรับปรุงภาษีข้ามแดนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของอเมริกาจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมด้วย โดยกฎหมายนี้ควรครอบคลุมถึง การเก็บภาษีพลังงานสะอาดปี พ.ศ. 2553 ด้วย

อย่างไรก็ตามการที่ความเห็นและข้อตกลงภายในประเทศขาดความคืบหน้า มีผลให้ การบริหารจัดการภายใต้รัฐบาลโอบามาจำต้องกำหนดเรื่องนี้เป็นเป้าหมายระยะยาว ในการเจรจาต่อรองที่จะดำเนินการต่อไปในโคเปนเฮเกน และเลื่อนการกำหนดสนธิสัญญาเป็นปี พ.ศ. 2554 ขณะเดียวกันมีผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า สหรัฐอเมริกา ควรเน้นสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาลดการปล่อยก๊าซตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ การรช่วยเหลือเรื่องเงินและเทคโนโลยี และเวทีโคเปนเฮเกนควรย้ำความต้องการและข้อตกลงเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลการปกป้องป่าไม้และการปรับเปลี่ยนด้านมาตรการต่างๆ

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/292—-122552

Share
»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa