จากพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่” ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตอนที่ทรงเล่าถึงวิธีการซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใช้อบรมพระราชโอรสและพระราชธิดานั้น ได้สะท้อนถึงกลวิธีสร้างนิสัยรักการอ่านในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อันเปี่ยมไปด้วยศาสตร์และศิลป์ โดยอาจสังเคราะห์ออกเป็น ๑๐ วิธีการ เพื่อที่พสกนิกรจักน้อมนำไปปรับใช้สร้างเสริมนิสัยรักการอ่านในครอบครัวของตนได้ ดังนี้
วิธีที่ ๑ ใช้เวลาสบาย ๆ ของครอบครัวเพื่อส่งเสริมการอ่าน
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…พอค่ำลงเราก็ขึ้นมารับประทานอาหาร ตอนอาหารนี้ถ้าว่างพระราชกิจ สมเด็จแม่มักจะอยู่ด้วย ประการแรกท่านจะได้ดูว่ารับประทานที่มีคุณค่าทางอาหารพอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะและประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุด คือ…”
การน้อมนำไปปรับใช้
การสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านเริ่มต้นที่พ่อแม่ พ่อแม่อ่านลูกก็อ่าน พ่อแม่ควรจัดเวลาการอ่านหรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับหนังสือที่ชัดเจน แทนที่จะดูทีวีกลับเปลี่ยนเป็นพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือในระหว่างมื้ออาหาร พาลูกไปร้านหนังสือหรือห้องสมุดทุกสัปดาห์ การสร้างเสริมนิสัยรักการอ่านต้องไม่เคร่งเครียดควรเป็นเรื่องสบาย ๆ ที่ทุกคนในครอบครัวมีความสุขร่วมกันได้
วิธีที่ ๒ เลือกหนังสือดีที่เด็กสนุก
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…ท่านจะเลือกหนังสือดี ๆ สนุก ๆ มาเล่าให้ฟัง…”
การน้อมนำไปปรับใช้
หนังสือดีมีคุณภาพที่สนุก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กผูกพันกับหนังสือและการอ่าน เมื่อใดที่รู้ว่าลูกชอบเรื่องแบบไหนการส่งเสริมให้เกิดการขวนขวายอ่านเองของลูก ก็จะง่ายขึ้น
วิธีที่ ๓ ให้เด็กได้รู้เรื่องราวหลากหลายจากพหุวัฒนธรรม
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…หนังสือที่ท่านเอามาเล่าบางทีก็เป็นนิทานธรรมดา ๆ หรือนิทานเรื่องชาดกในพุทธศาสนา บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญและความรู้รอบตัวอื่นๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ตอนหลังๆ นี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย…”
การน้อมนำไปปรับใช้
หนังสือหรือเรื่องราวบางแนวอาจไม่สนุกหรือน่าสนใจนักสำหรับเด็กๆ แต่การแนะนำที่มีเสน่ห์โดยพ่อแม่จะขยายขอบฟ้าแห่งการเรียนรู้ของลูกให้กว้างไกลและสร้างแรงบันดาลใจให้หลากหลาย ทำให้ลูกมีความรอบรู้ที่กว้างขวาง มีจิตใจที่เปิดรับความแตกต่าง รู้เหตุผลที่มาที่ไปของวัฒนธรรมต่างๆ ในโลกนี้
วิธีที่ ๔ มีกิจกรรมพัฒนาทักษะการคิด
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…นานๆ ทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำถ้าตอบถูกมักมีรางวัลเงินสด ๑ บาท…”
การน้อมนำไปปรับใช้
การพัฒนาทักษะการคิดเป็นกิจกรรมสำคัญที่ควรทำควบคู่ไปกับการสร้างเสริมนิสัยรักการอ่าน เพราะในท้ายที่สุดเราหวังว่าเด็กๆ จะใช้ประโยชน์จากการอ่านได้ เด็กๆ ไม่ได้อ่านเพื่อที่จะเชื่อ แต่อ่านเพื่อที่จะคิด ทั้งทักษะการคิดระดับต้น (จำ-เข้าใจ-ประยุกต์ใช้) และทักษะการคิดระดับสูง (วิเคราะห์-สังเคราะห์-ประเมิน) ดังนั้นการจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นการคิดและสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ
วิธีที่ ๕ ใช้ทักษะนาฏการในการเล่า
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…เป็นที่ขบขันกันในครอบครัวว่า หนังสือธรรมดาๆ ที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่า มันสนุกตื่นเต้น มีรสมีชาติขึ้นมาทันที…”
การน้อมนำไปปรับใช้
วิธีการแบบนาฏการที่ง่ายที่สุดในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจสำหรับเด็กๆ คือ
๑. แยกเสียงบรรยายหรือการเล่าโดยทั่วไปออกจากเสียงบทสนทนาของตัวละคร
๒. เล่าอย่างมีชีวิตชีวาโดยเห็นภาพพจน์ของสิ่งที่เล่าและภาวะอารมณ์ของตัวละคร
๓. ออกเสียงชัดเจน ถูกอักขรวิธี แต่ในขณะเดียวกันก็มีลูกเล่นแปลกๆ บ้าง
๔. และที่สำคัญที่สุด มีความสุขในการเล่าไปพร้อมกับเด็กๆ
วิธีที่ ๖ ใช้กิจกรรมศิลปะเชื่อมโยงกับการอ่าน
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…ท่านจะเน้นระบายสี…”
การน้อมนำไปปรับใช้
กิจกรรมศิลปะที่เนื่องกับหนังสือและการอ่าน นอกจากช่วยพัฒนาสุนทรียภาพในเด็กแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในมิติอื่นๆ ของเรื่องราว เป็นเสมือนการวิจัยย่อมๆ ที่เด็กๆ กระทำได้อย่างสนุกสนานอีกด้วย กิจกรรมศิลปะมีหลากหลาย อาทิ วาดรูประบายสี (ด้วยเทคนิคต่างๆ – สีเทียน – สีไม้ – สีน้ำ – สีน้ำมัน – สีโปสเตอร์ – สีดิน – สีดอกไม้ – สีพืชผัก) ทำประติมากรรม, ทำหุ่น, ทำละคร, ร้องเพลง
วิธีที่ ๗ สอนให้รู้จักสกัดความรู้และจับใจความสำคัญ
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…หยิบจับความที่น่าสนใจ ขึ้นมาเล่า (ทูลหม่อมพ่อยังโปรดฟัง) ทำให้จำง่ายไม่ต้องท่อง เรื่องนี้มีความลับอย่างหนึ่ง (ที่เปิดเผยได้แล้ว) ว่า บางทีข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเพราะเรียนเยอะแยะก็อาศัยจำเอาจากที่สมเด็จแม่เล่า นำมาวิจารณ์เพิ่มเติมแล้วใช้ตอบข้อสอบหรือเขียนรายงานส่งครูสบายๆ …”
การน้อมนำไปปรับใช้
เมื่ออ่านแล้วต้องสามารถจับใจความสำคัญและสกัดความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้แรกเริ่มพ่อแม่อาจช่วยสรุปช่วยสกัดอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยสร้างความคุ้นเคยในระเบียบวิธีการแก่เด็กๆ เป็นปฐม ต่อมาอาจฝึกให้เด็กใช้แผนภูมิ แผนภาพ ต่างๆ เช่น แผนภาพใยแมลงมุม แผนภาพก้างปลา เพื่อหัดจับใจความสำคัญและสกัดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองได้ หลายคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก แต่ที่จริงแล้วไม่ยากเลยหากเด็กได้มีการฝึกฝนทักษะเหล่านี้อยู่เป็นประจำ
วิธีที่ ๘ ต่อยอดจากประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…เรื่องนิทานของสมเด็จแม่ มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นคือเรื่องผี แต่ก่อนนี้พี่เลี้ยงไม่ยอมเล่าเรื่องผี พอไปโรงเรียนเพื่อน ๆ ก็มาหลอก สมเด็จแม่ท่านว่า ถ้ามานั่งอธิบายว่าผีไม่มีจ้างก็ไม่เชื่อ ท่านจึงสำทับโดยการเล่านเรื่องผีที่น่ากลัวกว่าให้เข็ด…”
การน้อมนำไปปรับใช้
พ่อแม่ต้องไวในเรื่องการรับรู้และความสนใจของลูก และเป็นฝ่ายช่วงชิงใช้ประโยชน์จากความสนใจที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ๆ เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้เสริมหรือนำมาใช้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง
วิธีที่ ๙ นำเด็กสู่โลกแห่งวรรณคดี
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…เมื่อตอนเล็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม ท่านสอนภาษาไทย โดยการให้อ่านวรรณคดีเรื่องยีนโรงสามเรื่อง คือ พระอภัยมณี อิเหนาและรามเกียรติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอนตอนที่เพราะ ๆ เช่น ว่าพลางทางชมคณานกโผนผกจับไม้อึงมี่ ฯลฯ คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็ก ๆ ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทย ชอบแต่งกลอน…”
การน้อมนำไปปรับใช้
การสร้างนิสัยรักการอ่านไม่ใช่การส่งเสริมให้เด็กอ่านอะไรก็ได้ การสร้างนิสัยรักการอ่านคือการสร้างนิสัยให้เด็กรู้จักอ่านงานที่มีคุณภาพ เช่นวรรณคดี สารคดี งานวิชาการ และรู้วิธีหรือมีการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อนำสิ่งที่อ่านนั้นมาใช้ประโยชน์หรือสร้างแรงบันดาลใจ
วิธีที่ ๑๐ พัฒนาทักษะไพรัชภาษาพาสู่โลกกว้าง
ข้อความในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “แม่”
“…ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างจะอ่อนและหนีเรียนอยู่เสมอ หลังจากฟังพระบรมราโชวาทของทูลกระหม่อนพ่อเรื่อง” ทำไมคนเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ” แล้ว สมเด็จแม่ก็ค่อย ๆ เริ่มสอนศัพท์อังกฤษให้ท่อง ให้อ่านหนังสือตามลำดับยากง่าย จนเดี๋ยวนี้พอจะส่งภาษาฝรั่งมังฆ้องมังค่าได้…”
การน้อมนำไปปรับใช้
การอ่านทำให้รู้จักตนเอง และรู้จักโลก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาทักษะการอ่านไพรัชภาษาในเด็กซึ่งกำลังเติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกทุกวันนี้ ตำราไทยที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศนั้นล่าช้ากว่าเวลาจริงของเอกสารนั้น ๆ อยู่หลายปี บางเล่มเป็นสิบปี การที่เด็กเข้าถึงหนังสือต่างประเทศได้ ทำให้ไทยรู้เขา รู้เรา สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีสากลมาประสมกับความรู้ไทย เพื่อสร้างสรรค์ประเทศของเราให้จำเริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป