ดรรชนีควิก (KWIC: Key-Word-in-Context) เป็นการทำดรรชนีคำสำคัญจากชื่อเรื่อง มีลักษณะเป็นดรรชนีเวียนคำ (permutation index) คือ หมุนเวียนใช้คำนาม หรือคำแทนนามทุกคำที่ปรากฏในชื่อเรื่องมาเป็นดรรชนี เรียงตามลำดับอักษร ให้ทุกคำอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกันไม่ว่าคำนั้นจะเป็นคำที่เท่าใดของชื่อเรื่อง
การทำดรรชนีแบบ KWIC มีกำเนิดมาจาก แอนเดรีย เครสตาโดโร (Andria Crestadoro) เป็น ผู้คิดจัดทำเครื่องมือช่วยค้นหาสิ่งพิมพ์ในห้องสมุดประชาชนแมนเชสเตอร์ แต่การทำดรรชนีแบบของ เครสตาโดโร นี้ บรรณารักษ์เป็นผู้จัดทำเองทั้งหมด ยังไม่ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยในการทำงาน จนกระทั่ง Hans Peter Luhn ได้นำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการทำดรรชนีแบบ permutation index โดยการหมุนเวียนเอาคำสำคัญในชื่อบทความที่ปรากฏอยู่ในวารสาร Chemical Abstracts มาเรียงตามลำดับอักษร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ศัพท์บังคับหรือศัพท์ควบคุม (Controlled vocabulary) หมาย ถึง การกำหนดให้คำศัพท์คำหนึ่งทำหน้าที่ควบคุมคำศัพท์หลายคำที่มีความหมายอย่าง เดียวกัน เพื่อให้มีความเป็นมาตรฐาน ลดความกำกวม เป็นช่องทางหนึ่งในการจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงเนื้อหาหรือช่วยในการสืบค้นให้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ คำศัพท์บังคับคำเดียวสามารถเข้าถึงเอกสารได้จำนวนมาก แม้ว่าจะเอกสารนั้นจะเขียนด้วยศัพท์ภาษาที่แตกต่างกัน การใช้ศัพท์บังคับหรือศัพท์ควบคุมนี้ เป็นการใช้ภาษาดรรชนี (Indexing language) ซึ่งแตกต่างจากภาษาหรือคำที่ผู้เขียนกำหนดขึ้นเอง ซึ่งเรียกว่า ภาษาธรรมชาติ (Natural language) ซึ่งมักจะปรากฏให้เห็นว่า มีคำเกิดขึ้นที่หลากหลาย ไม่เป็นแบบแผนเดียวกัน คำศัพท์บังคับ/ศัพท์ควบคุม ถูกใช้ในการกำหนดเป็นหัวเรื่อง ศัพท์สัมพันธ์ (อรรถาภิธาน) แทกโซโนมี ฯลฯ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การใส่ tag เป็นเสมือน personal indexing ต่างจาก subject heading ที่เปรียบเหมือนเป็น professional indexing เลยทีเดียว ขึ้นชื่อว่าเป็น professional indexing ก็คงต้องอาศัย คนที่มีความเชี่ยวชาญ ในการกำหนดคำค้น อาศัยความชำนาญ ในการให้คำผ่านเครื่องมือ คู่มือที่เป็นมาตรฐาน แต่คนโดยทั่วไป คงไม่สามารถกระทำได้ถึงขนาดนั้น
Read the rest of this entry »
เมื่อลงรายการทางบรรณานุกรม และจัดหมวดหมู่แล้ว สิ่งที่มีความสำคัญและความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันก็คือ การกำหนดคำ หรือ วลี ที่เป็นตัวแทนของเนื้อหาของหนังสือ เพื่อใช้เป็นคำสืบค้นหนังสือเล่มนั้นๆ
การใช้โปรแกรมอะไรก็ตามที่ต้องทำงานร่วมกันในหลายๆ หน้าที่ และเป็นที่เก็บข้อมูลมากๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเตรียมเรื่องเซิร์ฟเวอร์ หน่วยความจำที่เพียงพอ ซึ่งในเรื่องของฮาร์ดแวร์ไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องกังวลมากนัก แต่สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ Read the rest of this entry »
เนื่องจาก Koha เป็น Open Source แม้นว่าจะไม่มีบริษัทใดๆ ที่ประกาศตัวว่า พัฒนาต่อยอด Koha เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์เฉพาะ แต่ด้วยความที่เป็น Open Source ทำให้โปรแกรมเมอร์ต่างๆ ที่เป็นมืออาชีพ (ขอเน้นว่ามืออาชีพ และเปิดใจรับ OSS เนื่องจากประเทศไทยยังมีโปรแกรมเมอร์จำนวนมากเช่นกันที่กลัว OSS หรือมีอคติกับ OSS) สามารถแกะโปรแกรมและปรับแต่งได้อย่างแน่นอน ดังนั้น บริษัทพัฒนา Web application ต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งโปรแกรมเมอร์ Freelance ต่างสามารถรับช่วงพัฒนาต่อยอด Koha ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะด้านเทคนิค
งบประมาณในการพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Koha อาจจะต้องแยกเป็นหลายกรณี ดังนี้
1. ระบบเครือข่ายและรักษาความปลอดภัย กรณีที่หน่วยงานมีอยู่แล้วก็คงใช้ระบบเดิมได้ทันที แต่หากหน่วยงานใหม่ก็อาจจะเลือกใช้พัฒนาเอง หรือใช้บริการจาก ISP ที่ให้บริการจะเหมาะสมกว่า ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ หลากหลายราคา 2. ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ กรณีนี้คงจะบอกได้ว่า “ศูนย์บาท” เนื่องจาก สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ทันที ยิ่งหน่วยงานใดเป็น International ก็สามารถติดตั้งและใช้งานได้ทันที แต่ถ้าจะใช้งานในระบบภาษาไทย จำเป็นต้องเตรียมงบประมาณในส่วนการปรับปรุงภาษาไทย อาจติดต่อกับหน่วยงานที่เคยพัฒนาภาษาไทยให้เปิดเผยส่วนนี้ เป็น Open Source ให้ดาวน์โหลดได้ฟรีด้วย หากทำได้จะเป็น “ศูนย์บาท” ได้ 100% แน่นอน อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่สนใจนำมาใช้ หากไม่มีโปรแกรมเมอร์ที่มีทักษะพอ อาจจะต้องจัดงบประมาณการติดตั้งระบบด้วยซึ่งไม่เกิน 50,000 บาท
การเตรียมการประการแรกและสำคัญคือ ความเชื่อมั่นในระบบ Open Source เพราะหากไม่มีความเชื่อมั่น ก็คงทำให้เกิดผลได้ยาก เมื่อมีใจให้แล้วก็สามารถเริ่มงานได้เลย โดยพิจารณาจากความพร้อมทางด้านระบบเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย ความรู้ ความสามารถของโปรแกรมเมอร์ของหน่วยงาน
ถ้าจะพูดถึงความสมบูรณ์ คงต้องบอกว่า ขึ้นอยู่กับบรรณารักษ์ที่เป็นผู้ดูแลมากกว่า ที่จะต้องการให้โปรแกรมการทำงานของห้องสมุดมีความครอบคลุมทุกประเด็นแค่ไหน เพราะการพัฒนาโปรแกรม Koha ต้องอาศัยบรรณารักษ์ที่มีความชำนาญมากในเรื่องฟังก์ชั่นการทำงานของห้องสมุด ซึ่งสามารถร่วมวิจัยและพัฒนาไปกับทีมพัฒนาได้ ผิดกับโปรแกรมที่ซื้อมาด้วยราคาแพง เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงหรือให้พัฒนาอะไร ต้องเสียค่าใช้จ่าย และบางครั้งก็ได้แบบไม่ตรงใจนัก
วิธีการสืบค้นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะมีส่วนใช้ให้การสืบค้นของเรามีผลการสืบค้นที่ดี และตรงใจมากขึ้น โดยการใช้ Boolean Strategy หมายถึง การนำคำว่า and or not มาเชื่อมโยงกับคำที่ต้องการค้น เช่น
(Aged OR elderly) AND (Care or Caregivers) AND (Policy or policies)
จากประโยคการสืบค้นข้างต้น หมายถึง ให้ระบบค้นเีรื่องที่มีทั้งคำว่า aged และ elderly (เนื่องจากมีความหมายที่เหมือนกัน) ออกมา โดยเรื่องที่สืบค้นได้ต้องเกี่ยวข้องกับ Care และ Caregivers และโยงไปถึงรายการที่เป็นเรื่องที่มีคำ่ว่า policy และ policies ออกมาค่ะ
ลองสืบค้นโดยใช้ boolean ดูนะคะ
จากหัวข้อเรื่อง
Who should take care of elderly : the family or the government?
และสามารถแยกคำที่เป็นประเด็นหลัก เช่น Elderly อาจจะมีคำที่เกี่ยวข้องหรือคำทีเ่หมือนกันคือ Aged, Senior citizen, Old folks เป็นต้น
อาจจะใช้วิธี Mind map มาเชื่อมโยงกับเรื่องที่ต้องการสืบค้นได้ค่ะ เช่น คำว่า Aged น่าจะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับคำว่า Caregiver, Social welfare, Home care, Family relationship, Government policy และนำคำเหล่านี้ไปใช้เืพื่อสืบค้นเพิ่มเติมหรือขยายวงให้กว้างมากขึ้นค่ะ
ลองเขียนเรื่องที่ต้องการค้นลงในกระดาษ เช่น
ตีประเด็นจากโจทย์ออกมาเป็นความคิดหลัก เช่น จากโจทย์ข้างต้น สามารถแตกได้เป็น
Elderly, Care, Family, Government
เขียนรายการคำที่น่าจะเกี่ยวข้องกับคำที่เป็นประเด็นหลัก หรือ main concept ข้างต้น เช่น Elderly อาจจะมีคำที่เกี่ยวข้องหรือคำทีเ่หมือนกันคือ Aged, Senior citizen, Old folks เป็นต้น Care อาจจะมีคำที่เกี่ยวข้องหรือศัพท์ที่เหมือนกัน คือ Caregivers, Looking after, Home care เป็นต้น
ถ้าสามารถแยกแยะคำได้แบบนี้ จะสามารถช่วยให้ค้นเรื่องที่ต้องการได้มากขึ้นค่ะ
ขั้นตอนการค้นเริ่มง่ายๆ ด้วยการ
1. มีหัวข้อ/เรื่องที่ต้องงการจะค้น 2. ทำ list รายการคำค้น แล้วก็ทดลองการค้น 3. ค้นด้วยคำค้น กับช่องทางที่ฐานข้อมูลให้สืบค้นได้ อาจใช้ and or not เข้ามาช่วยในการสืบค้น หรือมี limit search เมื่อได้ผลการสืบค้น พิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการหรือไม่ 4. ถ้ายังไม่ตรง ให้ลองปรับคำค้น คิดคำค้นใหม่ หรือปรับวิธีในการสืบค้นใหม่ 5. ประเมินผลการสืบค้นที่ได้ 6. ถ้าพอใจผลการสืบค้น นำไปใช้งานต่อ เขียนรายงาน พร้อมอ้างอิง
การสืบค้นคงทำได้หลายวิธี เช่น อาจจะทราบแล้วว่า ต้องการค้นชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์ เพื่อต้องการอ่านวิทยานิพนธ์เรื่องนั้นๆ เลย ก็ต้องระบุที่ช่อง ชื่อเรื่อง แล้วใส่ชื่อเรื่องที่ต้องการค้นลงไป ในฐานข้อมูลส่วนใหญ่แล้วจะมีช่องทางการสืบค้นให้เราระบุคำค้นได้เองเลยค่ะ
หลาย ๆ ท่านคงจะคุ้นเคยกับการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ของห้องสมุด ที่เรียกกันว่า OPAC ตอนนี้ STKS หรือศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Koha เข้าใช้ในห้องสมุด ศวท. เองแล้ว โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก เมื่อเทียบกับระบบห้องสมุดอัตโนมัติเชิงพาณิชย์ Read the rest of this entry »