»
S
I
D
E
B
A
R
«
บทบาทของห้องสมุดกับการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยขององค์กร
September 18th, 2009 by pornpan 1,400 views

เป็นหนึ่งในหัวข้อการบรรยายในงานประชุมวิชาการประจำปี 2552 ศวท. วิทยากร โดย คุณรุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล นักเอกสารสารสนเทศ ชำนาญการ หัวหน้างานสารสนเทศและห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากหัวข้อบรรยายดังกล่าว วิทยากรขอปรับเปลี่ยนเป็น บทบาทของห้องสมุดกับการพัฒนาผลงานวิจัยขององค์กร ด้วยเหตุผลประการสำคัญคือ ห้องสมุดไม่ได้อยู่ในฐานะ หรือมีบทบาทหน้าที่ในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัย ใด ๆ ทั้งสิ้น จากประสบการณ์การทำงานในห้องสมุดมายาวนานและเกี่ยวข้องกับผลงานวิจัยของคณาจารย์ในคณะ ซึ่ง สกอ. ได้จัดกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยของไทย 9 แห่ง และมหาวิทยาลัยมหิดลรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้บทบาท / หน้าที่ของห้องสมุดแบบเดิม คือ จัดหาและให้บริการวารสารวิชาการ ฐานข้อมูลออนไลน์แก่นักวิจัย

บทบาทห้องสมุดควรปรับเปลี่ยนไป โดยต้องรู้จักวิเคราะห์ รวบรวม ค้นหาผลงานวิจัย ของบุคลากรในหน่วยงานของตนเอง และนำเสนอ / รายงาน ต่อผู้บริหารทุกระยะ เพื่อให้ผู้บริหารรู้จัก และเห็นคุณค่าของห้องสมุด ว่าเรามีของดี ข้อมูลเราดี และถูกต้อง ผู้บริหารไม่มีเวลามาศึกษาเรื่องนี้ ห้องสมุดเมื่อมีของดีอยู่แล้ว ควรรีบแสดงตน โดยอาจเป็นคณะกรรมการในการประชุมผู้บริหาร เพื่อมีโอกาสนำเสนอข้อมูล สิ่งเหล่านี้ทำให้บทบาทของห้องสมุดดูดีขึ้นในสายตาผู้บริหารทันที

ฐานข้อมูลที่มี Feature ในการประเมินผลงานวิจัย หลัก ๆ มี 3 แหล่ง คือ
1. ISI : Web of Science
2. Scopus
3. Google Scholar

คุณภาพวารสารวิชาการ สามารถดูได้หลายประเด็น เช่น
1. มีการ Peer Review ที่เข้มข้น ที่ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เป็นผู้อ่านและสามารถแก้ไข (หรืออาจไม่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เลย หากผู้เชี่ยวชาญดูแล้วว่าไม่ใช่)
2. เป็นวารสารนานาชาติ ที่ปรากฎในฐานข้อมูล เช่น ฐานข้อมูล ISI Web of Science (คำว่านานาชาติหมายถึง ผู้แต่ง/ผู้เขียน บรรณาธิการ ผู้เชี่ยวชาญ /ผู้ตรวจสอบ มาจากหลายชาติ / ประเทศ)
3. มีค่า Journal Impact Factor :JIF  ที่ยังคงได้รับความนิยม / ศรัทธา ในปัจจุบัน (ฐานข้อมูล Scopus มี Feature Journal Analyzer แสดงข้อมูลกราฟ ดู Trend วารสาร สามารถใช้แทน Journal Impact Factor ได้)
การประเมินผลงานวิจัย / บความวิจัย ผู้บริหารก็ต้องการส่งเสริม หรือให้ทุนการทำวิจัย

เกณฑ์การประเมินผลงาน / บทความวิจัย
1. มีการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลสากล เช่น  ISI : Web of Science, Scopus, PubMed, Sci-Finder, Math SciNet
2. มีค่า JIF โดยดูจากค่ากลางในแต่ละสาขาวิชา (Median Journal Impact Factor) ไม่ใช่ค่ารวมทุกสาขา เพราะ JIF ของวารสารแต่ละชื่อ แต่ละสาขา ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ และวัดค่ารวมกันได้ เพราะปริมาณการตีพิมพ์และการอ้างอิงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
3. จำนวนการอ้างอิงสูง (Time Cited)
ตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ ห้องสมุดสตางค์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงผลงานวิจัยของคณาจารย์ แยกรายปี เช่น ปี 2008 มีจำนวนบทความวิจัย 393 บทความ จัดทำ Link รายงานผลงาน แต่ละปี ระบุชื่ออาจารย์ และ เชื่อมโยงไปที่ทำเนียบอาจารย์ ยืนยันว่าเป็นอาจารย์ในคณะจริง
ห้องสมุดสตางค์ ได้เปิดบริการใหม่ ชื่อ Research Help Desk รับปรึกษาข้อมูล ตรวจสอบข้อมูลผลงานวิจัยด้วย
แหล่งข้อมูล / ฐานข้อมูล ในการประเมินผลงานวิจัย นอกจากที่เป็น Commercial Database แล้วยังมีแหล่งฟรี คือ SciMago ของ Scopus มีจุดเด่น คือ รวบรวมวารสารแบบเปิด / ฟรี (Open Access) ด้วย ซึ่งมีคุณภาพทัดเทียมกัน คนอ่านไม่ต้องซื้อ คนพิมพ์จ่ายค่าตีพิมพ์เล็กน้อย เมื่อการเข้าถึงง่าย สะดวก โอกาสการอ้างอิงก็จะสูงมาก
หลังจากดูคุณภาพของวารสารแล้ว การเจาะลึกดูบทความวิจัย เช่น
1.จำนวนการอ้างอิง (Time Cited)
2.อื่น ๆ เป็นเครื่องประดับ เช่น Top25 hottest articles ในฐานข้อมูล ScienceDirect
สิ่งเหล่านี้ ห้องสมุดต้องราบรวมและวิเคราะห์ นำเสนอผู้บริหารทราบ เพื่อพิจารณาให้รางวัลแก่อาจารย์ที่มีผลงานดีเด่นต่อไป

ติดตั้ง RSS Feed ทำอย่างไร ให้สมกับยุค Web 2.0
ใน Scopus มีวิธีการง่าย ๆ เช่น ต้องการดูบทความใหม่ของวารสารชื่อ Carbohydrate Polymer ของ Elsevier  ในฐาน ScienceDirect ก็นำชื่อวารสารมาสืบค้น ใน Scopus (Basic Search – Source title) จะเห็นกล่องสีส้ม สัญญลักษณ์ RSS Feed ให้คลิกและนำมาแปะไว้ที่คำค้นได้เลย เมื่อต้องการดูบทความใหม่ของวารสารชื่อนี้ ก็คลิกที่กล่องสีส้มอีกครั้ง ก็จะได้ผลลัพธ์ใหม่ทันที โดยไม่ต้องใส่คำค้นอีก

คุณค่าของผลงานวิจัย
1. การรวบรวมผลงาน ในส่วนของผู้แต่ง ให้ความสำคัญกับ Corresponding Author คือ ผู้แต่งที่มีความสำคัญ หากใครอ่านบทความนั้น แล้วมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้ติดต่อได้ที่ Corresponding Author
2. การวิเคราะห์ Trends Line ใน Scopus มี Feature Analytics (Journal Analyzer)
3. ดูดัชนีค่าวัดต่าง ๆเช่น  h-index, JIF
4. จำนวนการอ้างอิง

Web 2.0 กับผลงานวิจัย
1. RSS Feed นักวิจัย / ห้องสมุดทำได้เอง
2. Scopus HTML Feed ขั้นนี้ยุ่งยากเล็กน้อย ต้องมีเจ้าหน้าที่ระบบคอยแนะนำ
3. Scientific Social Networking ในกลุ่มเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ เช่น BioMed Experts (Mapping and Network Visualization)
4. 2Collab (from Scopus)

สรุป
1. ห้องสมุดสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลงานวิจัยขององค์กร ได้โดยการจัดหาวารสาร และฐานข้อมูลที่มีความเหมาะสมกับงานวิจัยขององค์กร
2. ติดตามเทคโนโลยี Web2.0
3. รวบรวมผลงานวิจัย วิเคราะห์ และนำเสนอผู้บริหารทุกระยะ

ศวท. ในฐานะห้องสมุดหน่วยกลาง ขององค์กรที่เน้นการพัฒนาและวิจัยชั้นนำ คือ สวทช.  มีบทบาทหน้าที่ในการจัดหาแหล่งสารสนเทศหลากหลายประเภท เพื่อสนับสนุนการทำผลงานวิจัย รวมทั้งฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลงานวิจัยด้วยแล้ว ก็ได้เริ่มศึกษาข้อมูลเหล่านี้ และได้มีโอกาสนำเสนอผู้บริหาร ผลที่ได้รับตอบกลับค่อนข้างดี และคงศึกษาเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ การพัฒนารูปแบบ / สื่อ ในการรายงานที่น่าสนใจ เพื่อนำสนอผู้บริหารทุกระยะต่อไป

—————————————————————–
สรุปการบรรยายในงานประชุมวิชาการประจำ 2552 ศวท.
นางรุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล
วันที่ 17 กันยายน 2552

Share

One Response  
»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa