»
S
I
D
E
B
A
R
«
STKS Opening Day
February 28th, 2008 by Faci' 621 views

ผ่านพ้นไปด้วยดีครับ สำหรับการเปิดบ้านใหม่ของชาว STKS ทุกคน ตั้งแต่เช้าจนเสร็จพิธีการ มีเหตุการณ์ที่ผลิกผันเกิดขึ้นโดยตลอด แต่ชาว STKS ก็สามารถตั้งรับสถานการณ์ได้อย่างนุ่มนวลและแนบเนียน สมกับเป็น constructionist จริงๆครับ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวตนหลายอย่าง และดีใจที่สิ่งที่เราร่วมกันเรียนรู้เริ่มส่งผลเสมืนดอกไม้แรกแย้ม

อย่าลืมว่าเราต้องมี First love ในหัวใจอยู่ตลอด เพิ่มให้เกิด passion ในการทำงาน อย่างที่พระอาจารย์สอนเราว่า การเรียนรู้”ธรรม” คือการลงมือ”ทำ” ใช่ไหมครับ และอย่าลืมนิพพานในทุกขณะจิตของการใช้ชีวิตนะครับ

ใครที่จำคำสอนของพระอาจารย์ เมื่อเช้าได้กรุณา share ให้เพื่อนๆด้วยนะครับ

Share

9 Responses  
Titima writes:
February 29th, 2008 at 08:35

ข้อคิดและคำสอนที่ได้รับจากท่านเจ้าอาวาส คือ หลักในการทำงาน
1.1 ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ขยายความ “ทำก็ได้” หมายถึง รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ สุดกำลังสติปัญญา ไม่เกี่ยงงอน “ไม่ทำก็ได้” หมายถึง ไม่ยึดติดต่อตำแหน่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
1.2 ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาในทางที่ถูกที่ชอบ ที่ดีที่ควร
1.3 ไม่เลือกปฏิบัติ
1.4 เราสามารถทำบุญและความดีได้ในทุกวันและทุกเวลา อย่างชาว STKS ก็สามารถทำบุญด้วยการบริการความรู้แก่ผู้ใช้บริการ เป็นต้น
1.5 เจิมใจของตนเองด้วยการตั้งมั่นที่จะทำดี
1.6 การนิพพานในขณะตื่น

นอกจากนี้ท่านพระคุณเจ้ายังแนะนำคำศัพท์ที่เราใช้กันมาผิดโดยตลอด คือ มัคทายก ซึ่งที่ถูกต้อง คือ มัคนายกโดยตัวเองได้ค้นหาเพิ่มเติมจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ความหมายว่า “ผู้นำทาง” คือ ผู้จัดการทางกุศล หรือผู้ชี้แจงทางบุญ หรือผู้ชี้แจงทางบุญทางกุศลและป่าวประกาศให้ประชาชนมาทำบุญทำกุศลในวัด

pawana wongsom writes:
February 29th, 2008 at 11:03

ขออนุโมทนาบุญด้วยคนนะคะ หายเหนื่อยกับการเตรียมงานแล้วกับการเติมบุญ และแนวคิดของพระอาจารย์ เพิ่งพบธรรมที่ว่า “เจิมใจให้ตนเองด้วยการตั้งมั่นที่จะทำดี” และ “การนิพพานในขณะตื่น” ใครหนอจะอธิบายเป็นธรรมทานให้พี่ตุ๊ว่า “การนิพพานในขณะตื่น” เป็นอย่างไร ทำอย่างไร แล้วผลของการปฏิบัติเป็นอย่สฃางไร ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

Faci' writes:
March 2nd, 2008 at 19:11

ขอบคุณครับชมพู่ เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตของพระอาจาร์ยนั้นลึกซึ้งมาก หวังว่าพวกเราคงได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ในตัวเองและการดำเนินชีวิตต่อไป และอย่าลืม share ในคนอื่นๆด้วยนะ
ขอขอบคุณ อ.ภาวนาที่ร่วมการเรียนรู้กับเราเป็นพี่เลี้ยงให้กับพวกเราตลอดไปครับ
จาก Albany, Newyork, March 2:07.11 am

Boonlert writes:
March 2nd, 2008 at 23:48

ถึงแม้นว่าผมจะไม่ได้อยู่ช่วยงานตลอด เพราะติดสอน แต่ก็ได้ร่วมพิธีสงฆ์ในช่วงเช้าตามที่ืใจหวัง และหวังว่าคงเป็นจุดเริ่มต้นของ STKS ต่อไปด้วยครับ

titima writes:
March 4th, 2008 at 08:39

นอกเหนือจากเรื่องหลักในการทำงาน พระอาจารย์ท่านยังได้เน้นเรื่องการนำพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

พุทธศาสนานอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติสุขใจยังสบายกาย ตัวเองอ่านเจอบทความในวารสารพบว่า “หิริโอตตัปปะ” หรือ การรู้จักควบคุมตนเองและรู้ผิดชอบชั่วดีอาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ผลจากการศึกษาของนักวิจัยศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัฐในสหรัฐฯ ศึกษาจากแม่ชีและบาทหลวงคาทอลิก 997 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า กลุ่มที่มีหิริโอตตัปปะสูงและกลุ่มที่บอกตนเองเสมอว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีประโยชน์และทำงานสำเร็จลุล่วงเป็นประจำ” มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ลดลง 89% หิริโอตตัปปะยังช่วยให้จิตใจมั่นคง ปรับตัวกับปัญหา และการเปลี่ยนแปลงที่ดี คุณธรรมข้อนี้ช่วยบรรเทาความร้ายแรงของปัญหาชีวิต ตลอดจนความเครียดเรื้อรังทางจิตใจซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคความจำเสื่อม

duangkamol writes:
March 4th, 2008 at 10:22

ในวันเปิดบ้านใหม่ STKS Opening Day นั้น พวกเรา STKS ได้รับกระเช้าดอกไม้สวยๆ จากเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้งภายในและภายนอก สวทช.ยิ่งทำให้บรรยากาศในวันนั้นสดชื่นมากขึ้น พวกเรา STKS ได้อิ่มบุญทั้งทางกายและใจ แถมยังได้ชื่นชมดอกไม้สวยๆ จากเพื่อนบ้านใกล้เคียง
1.คุณอรอนงค์ สุรนีรนาถ หัวหน้าห้องสมุดและศูนย์บริการข้อมูล สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
2.คุณวนิดา จันทนทัศน์ ห้องสมุดป๋วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3.นายกิตติพงษ์ ทรัพย์คงดี Book Promotion & Service Co., Ltd.
4.คุณจิรพล ทับทิมหิน ผู้อำนวยการ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศภาครัฐ ศอ.
5.นายกฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสิ่งพิมพ์และมัลติมีเดีย สก.
6.Ms.Hong Sin Quantiq International (Thai) Co.,Ltd.

supaporn writes:
March 4th, 2008 at 23:34

พบคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุค่ะ เหมือนกับที่ได้ฟังจากท่านอาจารย์เลยค่ะ

มีตอนหนึ่งที่ท่านอาจารย์ถามว่า ใครบ้างที่ปฏิบัติธรรมทุกวัน ปรากฏว่า ไม่มีใครยกมือเลย แต่พอท่านถามว่า วันเว้นวันล่ะ ในหนึ่งสัปดาห์ล่ะ คราวนี้หลายคนยกมือ รวมทั้งตัวเองด้วย ท่านก็เลยสอนว่า พวกเราปฏิบัติธรรมกันอยู่ตลอดเวลา ก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ ดังคำสอนของท่านพุทธทาสที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่คือการปฏิบัติธรรม”

เพราะฉะนั้น พวกเรากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา (สำหรับคนที่ทำงานนะคะ)

watinee writes:
March 4th, 2008 at 23:58

คนจีนเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อเราเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหวล เมื่อเดินออกมากลิ่นหอมหวานนั้นย่อมติดตัวมา้ด้วยฉันท์ใด การได้ฟังความรู้จากพหูสูต ผู้ฟังย่อมได้ข้อคิดที่ดีติดตัวไปด้วยฉันท์นั้น คำกล่าวนี้ช่างสอดรับกันดีกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ. วันเปิดบ้านรับชื่อใหม่ของ
ศวท.ที่ผ่านมา เราชาวศวท.และมิตรสหายของศวท. ได้มีโอกาสรับฟังธรรมดี ๆ แถมสนุกฟังแล้วไม่น่าเบื่อจากท่านเจ้าอาวาส ผ่านไปหลายวันข้อคิดที่โดนใจก็ยังคงตราตรึงอยู่ พลันนึกไปถึงศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์จากภาพยนตร์เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ตอนที่ท่านนึกหรืออยากจะบันทึกเรื่องราว เหตุการณ์อะไรไว้ก็จะใช้ไม้วิเศษ (STKS: สติคส์) ดึงเอาเส้นความรู้เหล่านั้นไปจัดเก็บไว้ในชามอ่างใบโต (ในโลกพ่อมดแม่มด เมื่อความรู้หรือประสบการณ์ในตัวตนที่ะสั่งสมเริ่มทะลักก็ต้องมีวิธีการจัดเก็บเหมือนกัน) และสามารถย้อนดูภาพเหตุการณ์เหล่านั้นได้ยังกับเล่นภาพ mp4 ในเครื่องเล่นแบบพกพาบ้านเรา ดีหน่อยที่ยุคสมัยในโลกมนุษย์อย่างเรา เทคโนโลยีก้าวล้ำไปมากชามบันทึกความทรงจำออนไลน์จึงแจ้งเกิดในโลกไซเบอร์มากมาย และข้อถือโอกาสนี้ดึงเอาเส้นความรู้ที่ได้ในวันนั้นบันทึก จัดเก็บไว้ใน blog นี้ด้วยก็แล้วกัน … งานสำเร็จด้วยธรรม (ทำ) เป็นชื่อที่พวกเราศวท.ช่วยกันตั้งให้กับนิทรรศการหนังสือธรรมกับวิทยาศาตร์หรือที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ช่างบังเอิญมาคล้องกับที่ท่านเจ้าอาวาสได้ให้ข้อคิดไว้พอดิบพอดี ซึ่งก็จริงอย่างที่ท่านกล่าว งานใดก็ตามที่ได้รับมอบหมายถ้าไม่ลงมือทำเสีย ก็คงจะไม่มีวันสำเร็จลุล่วงไปได้ แต่ในกระบวนการที่จะทำให้งานนั้น ๆ สำเร็จไปได้บางครั้งก็ไม่ง่าย เราคงไม่สามารถสนใจเพียงแค่ผลลัพธ์ (end result) เพียงอย่างเดียว องค์ประกอบก็สำคัญ และที่สุดของที่สุดคือ สื่อตรงกับวิชาชีพ ใช้ปัญญาที่มีให้ถูกที่ถูกทาง และเพื่อให้เหล่าผู้ฟังทั้งหลายเห็นภาพชัดขึ้น ท่านยกตัวอย่างวิชาชีพต่าง ๆ เรื่องหนึ่งที่สะกิดใจ ท่านเล่าให้ฟังว่ามีพระผู้ใหญ่อาภาตเข้าโรงพยาบาลต้องรอการรักษาอยู่นาน แต่เมื่อมีผู้มารับเป็นเจ้าของไข้ ระยะเวลาในการรอมันหดลงอย่างรวดเร็ว ความดูแลเอาในใจใส่วิ่งเข้าหาอย่างตั้งรับไม่ทัน แต่คงไม่มีผู้ป่วยท่านใดจะโชคดีเหมือนอย่างพระผู้ใหญ่ท่านนั้นหมดทุกคน ในขณะเดียวกันผู้มีอุปการะคุณก็คงจะไม่สามารถรับเป็นเจ้าของไข้ได้หมด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใด หากเราปฎิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมบนบรรทัดฐานเดียวกัน ความสุขย่อมเบิกบานในใจทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและผู้รับบริการ

newbies writes:
March 18th, 2008 at 13:13

ขอแจม ^_^

การปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ หรือ สัมมาอาชีวะ อยู่ใน มรรค 8 เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่า เป็นการปฏิบัติธรรม หากจะลงไปลึก กว่านั้นคือการทำงานโดยใจจดใจจ่อ อยู่กับสิ่งๆที่ทำนั้น หรือเรียกอีกอย่างว่ามี “สติ”

ทำด้วยความคิดที่ดีถูกต้อง นั่นคือดำริชอบ หรือ สัมมาสัมกัปปะ ..

ส่วนคำพูดที่พูดว่า “นิพพาน อยู่ทุกขณะตื่น” เนื่องจากตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่อยู่ในสภาวะหลุดพ้นเช่นนั้นจึงไม่สามารถ ให้คำบรรยายที่ถูกที่ต้องได้ คงเป็นเรื่องของปัจจัตตัง แต่ หากพูดถึง “สภาวะความว่าง , เบาสบาย และ ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา ” นั่น ยังพอได้สัมผัสบ้าง สามารถทำได้ ในประจำวันนั่นคือ การมี “สติ” กำกับ ให้ถี่เท่าที่จะถี่ได้ และ มองสภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริง เมื่อมันเห็นสภาพความเป็นจริง ไม่ยึดถือแล้ว หรือ ยึดถือน้อยลงแล้ว นั่นแหละ ครับที่พอจะสัมผัสได้

»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa