รู้หรือไม่ว่าการที่เรามีการอาการเครียดและพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้น สามารถก่อให้เกิดโรคเครียดลงผิวหรือผิวเครียดได้ ซึ่งโรคเครียดลงผิวคือ เกิดโรคเริมขึ้นที่ผิว เมื่อร่างกายพักผ่อนน้อย นอนดึกทำให้มีความเหนื่อยล้าหรือเครียดมากกว่าปกติจึงเกิดเป็นตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นตามร่างกายส่วนมากจะเกิดขึ้นรอบๆ ริมฝีปากและรอบอวัยวะเพศให้ปวดแสบปวดร้อน เริมจึงเป็นโรคในลักษณะเดียวกับโรคเครียดลงผิวนั่นเอง
สาเหตุของโรคเครียดทำร้ายผิวเป็นอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายของเรานั้นเหนื่อยและเครียดจนเกินระดับปกติแล้ว ทำให้มีอาการแสดงออกมาทางผิวหนัง เป็นผื่นแดงและคัน หากผู้ป่วยเผลอไปเกาจนผิวหนังเป็นแผลกลายเป็นแผล เปิดประตูรับเชื้อโรคต่าง ๆ ให้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อตามมา ซึ่งมีวิธีสังเกตอาการเมื่อผิวเริ่มเครียด และการรักษาอาการผิวเครียดเบื้องต้นดังนี้
สังเกตอาการเมื่อผิวเริ่มเครียด : ผิวจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง เป็นขุยที่หน้าตา หัวคิ้ว ข้างจมูก หลังหู ไรผม ซึ่งเรียกว่า “เซ็บเดิร์ม” และเกิดผื่นคล้ายลมพิษขึ้นตอนเย็นหลังเลิกงาน หลังออกกำลังกาย หรือช่วงมีระดู มีผื่นตามตัว มักขึ้นในช่วงนอนดึก เครียดจัด จะเป็นแล้วก็หายไปได้เอง แต่สักระยะ ก็เป็นใหม่อีก
การรักษาอาการผิวเครียด : สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าทำงานอย่างหักโหมและพยายามกำจัดความเครียดให้หมดไป รู้จักการพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่าให้ร่างกายเหนื่อยเกินไป ควรทำจิตใจให้แจ่มใสเสมอ ด้วยการฝึกสมาธิ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงเพื่อขับไล่ความเครียด และทำให้ร่างกายได้หลั่งสารความสุข ที่เรียกว่า เอ็นโดฟิน ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์คลายปวดทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาผิวหนัง เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทำให้คนไทยมีความเครียดสูง จึงมีแนวโน้มจะพบการกำเริบของโรคผิวหนังหลายชนิด เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์กับผิวหนังชัดเจน โดยแบ่งลักษณะความสัมพันธ์ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่ 1 เป็นโรคผิวหนังโดยตัวเองอยู่แล้ว แต่ปัจจัยทางจิตใจกระตุ้นให้โรคผิวหนังกำเริบ เช่น สิว ผมร่วงเป็นหย่อม เริม เหงื่อออกมาก มีกลิ่นตัว คัน สะเก็ดเงิน ลมพิษ
- กลุ่มที่ 2 โรคผิวหนังเป็นตัวทำให้จิตป่วย โรคผิวหนังที่ลักษณะน่ารังเกียจ เช่น สิวที่รุนแรง สะเก็ดเงิน ด่างขาว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอายเกิดความกังวลและความเครียด
- กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มโรคทางจิตใจที่มีอาการทางผิวหนัง เช่น ดึงผมเล่นจนร่วง และโรคไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง หรือบีดีดี (body dysmorphic disorder, BDD) ที่เรียกง่าย ๆ ว่า โรคฉันไม่สวย
นพ.ประวิตรกล่าวว่า กลุ่มโรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับจิตใจที่พบบ่อยขณะนี้ เช่น สะเก็ดเงิน สิว และบีดีดี ในกรณีของสะเก็ดเงิน ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุไม่มากคือ 18-45 ปี ทำให้มีปัญหาในการทำงานและการเข้าสังคม ผู้ป่วยสะเก็ดเงินขั้นรุนแรงร้อยละ 5.5 เคยคิดฆ่าตัวตาย
ในโรคสิวนั้นความรุนแรงไม่ได้ผันแปรโดยตรงกับความซึมเศร้า สิวเป็นมากในวัยรุ่น ที่เป็นช่วงที่กังวลต่อรูปลักษณ์ของตนเองมากอยู่แล้ว ผู้ปกครองจึงต้องเข้าใจว่าสิวเป็นโรคที่แท้จริง ไม่ได้เป็นการรักสวยรักหล่อพร่ำเพรื่อ ผู้ป่วยสิวต้องการการรักษาอย่างถูกต้อง
ดังนั้น จึงขอเตือนว่าทั้งผู้ป่วย พ่อแม่ ผู้ปกครอง และแพทย์เองจำเป็นต้องรู้จักโรคเหล่านี้ บางโรค เช่น บีดีดี ต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเสริมความงามในผู้ป่วยโรคนี้ เพราะผลลัพธ์อาจเป็นฝันร้ายของผู้ป่วย เนื่องจากการเสริมความงามไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐาน คือเรื่องของจิตใจ บางโรค เช่น สะเก็ดเงินและสิว ต้องให้การรักษาเต็มที่ เพราะช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้น แพทย์ผิวหนังอาจปรึกษาจิตแพทย์ร่วมในการรักษาด้วย
อย่างไรก็ตาม ควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อให้ร่างกายสดชื่น บำรุงร่างกายด้วยการกินวิตามินซี สังกะสี น้ำมันปลา กินอาหารที่มีธาตุร่าเริงเช่นข้าวโพดเหลือง ปลาสด และ มะเขือเทศ
นอกจากนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดี ซึ่งในปัจจุบัน เวชสำอางถือว่าเป็น Today Generation ของวงการเครื่องสำอางในปัจจุบัน และมีประสิทธิภาพสูงในปริมาณที่มากกว่าเครื่องสำอางทั่วไป ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของเวชสำอาง ที่มีเนื้อบางเบา ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม และสารปรุงแต่ง จึงมีความอ่อนโยนต่อผิวพรรณ สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็วไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้รู้สึกสบายผิว พร้อมทั้งช่วยในการปรับสภาพผิวได้ดีอีกด้วย
รายการอ้างอิง :
Jina. (ไม่ปรากฏปีพิมพ์). โรคเครียดลงผิว. ค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=1492&sub_id=64&ref_main_id=15
Iad. (2552). แพทย์ชี้ภาวะเครียด กระทบโรคผิวหนัง. ค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.vcharkarn.com/vblog/68634
Sunanta. (2555). ทำอย่างไรเมื่อ..ผิว (เริ่ม) เครียด. ค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/29342