»
S
I
D
E
B
A
R
«
Cloud computing service เมฆหมอกบนฟ้าหลังฝน
July 11th, 2012 by khansiri 186 views

จากเหตุการณ์ที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดภัยธรรมชาติจากเหตุการณ์พายุพัดถล่ม เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเกิดผลกระทบทำให้พลเมืองประมาณ 2 ล้านคน ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 วันนั้น บริษัท Amazon หนึ่งในผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่ของระบบ Cloud Computing Services ซึ่งมีระบบเครื่องแม่ข่ายศูนย์กลางการจัดเก็บข้อมูล (Data Center) ตั้งอยู่ที่เมือง Ashburn รัฐ Virginia ก็ได้รับผลกระทบจากพายุนี้เช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ Amazon ต้องหยุดให้บริการ Cloud service แก่ลูกค้า เช่น บริษัท Netflix และบริษัท Pinterest รวมถึงลูกค้าที่เป็นหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งจากรายงานข่าวและการให้สัมภาษณ์ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้เกิดการตั้งประเด็นคำถามขึ้นว่า หน่วยงานของรัฐ นั้น ตัดสินใจรวดเร็วเกินไปหรือไม่ ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบและย้ายระบบบริการ เช่น ระบบ e-mail ระบบจัดเก็บข้อมูล รวมถึงระบบบริการอื่นๆ จากเดิมที่อยู่ภายใต้ความดูแลของฝ่ายไอทีภายในหน่วยงานรัฐเอง ไปใช้บริการระบบ Cloud Computing Services ที่ระบบ server ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลออกไป ภายนอกหน่วยงาน และดูแลรับผิดชอบบริหารจัดการข้อมูลโดยบริษัทเอกชนแทน เช่น Amazon และ Google เป็นต้น จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น หน่วยงานของรัฐ อาจจะต้องหันกลับมามองและพิจารณา ปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ นอกเหนือ เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การป้องกันไม่ให้ข้อมูลสูญหายและ/หรือถูกโจรกรรม ซึ่งเป็นจุดขายที่แต่ละบริษัทผู้ให้บริการได้โฆษณาและรับประกันให้สัญญาไว้แล้ว ยังต้องคำนึงถึงการให้บริการอย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดชะงักอีกด้วย หรือไม่ เพราะเนื่องจากข้อมูลบางอย่างที่ฝากไว้ในระบบ Cloud servers นั้น อาจเป็นข้อมูลหรือระบบที่สำคัญที่หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้งานอย่างเร่งด่วนหรืออย่างยิ่งยวด ในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีวิธีการแก้ไขป้องกันและรับมือได้อย่างไร

จากรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะเดียวกันนี้ ก็ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานจากภาคส่วนต่างๆ เช่น สายการผลิตและส่งออก และกรมการค้า เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเสี่ยง ช่องโหว่ หรือจุดอ่อนอันเปราะบางที่ถูกมองข้าม ที่อาจจะเกิดขึ้นในการย้ายหรือเปลี่ยนไปใช้ระบบ Cloud server และคาดว่าจะประเมินและสรุปผลได้ภายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

โดยการใช้บริการ Cloud computing นั้นทางรัฐบาล เริ่มมีการใช้บริการตั้งแต่ปี 2553 และค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งระบบ Data Center เดิมที่ดูแลโดยภาครัฐเองก็ค่อยๆ ถูกปิดลง เมื่อระบบถูกย้ายไปใช้บริการ Cloud computing server เนื่องจากมีเหตุผลที่สนับสนุนในการลงทุนและงบประมาณในระยะยาว เช่น ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการบริหารดูแลระบบ ค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรด้านไอทีมาดูแล ลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาหรืออัพเกรดเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มขนาดของพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล มีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและระบบจากที่ใดก็ได้ที่มีระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ หรือแม้แต่ลดปัญหาการหยุดชะงักการให้บริการจากปัจจัยเรื่องระบบไฟฟ้าขัดข้องที่เกิดขึ้น ซึ่งปกติเฉลี่ยแล้วจะเกิดเดือนละครั้งให้ลดน้อยลงไปได้ เมื่อหันไปใช้ระบบ Cloud service

ระบบ e-mail และเว็บไซต์ เป็นระบบงานแรกๆ ที่มีการย้ายออกไปใช้บริการ Cloud computing service ภายนอกหน่วยงาน ต่อมาระบบข้อมูลสำคัญและมีชั้นความลับในระดับที่ไม่สำคัญมากนัก ต่างๆ ก็ค่อยๆ ถูกย้ายออกไปจัดเก็บภายนอก โดยที่บริษัทผู้ให้บริการ Cloud computing ก็ได้มีการรับประกันสัญญาในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และการให้บริการอย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก ตามความต้องการของหน่วยงาน

โดยทางรัฐเองก็ได้มีการทำนายและประเมินว่าข้อมูลที่มีความอ่อนไหวและมีชั้นความลับในระดับที่สูงขึ้น เช่น ในส่วนของทำเนียบขาว หรือ CIA ในที่สุดแล้วก็จะมีการย้ายไปใช้บริการ cloud service เช่นกัน แต่จะเป็นลักษณะที่เป็น Private Cloud คือมีการบริการจัดการระบบโดยองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐเอง เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพิ่มขึ้นให้ได้ในระดับที่สูงสุด

ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ Cloud computing service นั้น อัตราราคาค่าบริการ จะถูกตั้งไว้ตามความสามารถในการรับประกันในเรื่องความปลอดภัยและไม่สูญหายของข้อมูล และการรับประกันในเรื่องการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดชะงัก ระบบความปลอดภัยของข้อมูลจะถูกโฆษณาเป็นจุดขายที่เป็นความสามารถมาตรฐานของระบบโดยทั่วไป สำหรับบริการ Cloud service อยู่แล้ว โดยค่าบริการของ Cloud service แบบที่แพงที่สุดจะเพิ่มขึ้นในส่วนของการรับประกันว่า จะสามารถให้บริการทดแทนระบบหลักได้ทันทีอย่างต่อเนื่อง เสมือนไม่มีการหยุดชะงัก โดยเบื้องหลังจะมีระบบเครื่องแม่ข่ายสำรองพร้อมระบบไฟฟ้าสำรอง ซึ่งหน่วยงานของรัฐเองที่จัดเก็บข้อมูลสำคัญก็มองในประเด็นนี้เป็นหลักอยู่แล้วในการเลือกใช้บริการ Cloud service แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เห็นจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมที่อาจถูกมองข้ามไป

แม้ว่าบริการ Cloud computing จะมีข้อดีในด้านพื้นที่การจัดเก็บที่มหาศาลในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ และมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล แต่ก็ยังต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องข้อจำกัดและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงด้านอื่นๆ โดยจากรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ยังมีความกังวลในเรื่องการถูกโจมตีจาก Hacker การถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้าย การเกิดเหตุภัยพิบัติจากธรรมชาติ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นไปได้ของการให้บริการอย่างต่อเนื่อง 99.999 เปอร์เซ็นต์ของระยะเวลา ซึ่งอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นต้น

Share

Comments are closed

»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa