น้ำตาล นอกจากจะสามารถทำให้อ้วน หากบริโภคในปริมาณที่มากแล้วนั้น น้ำตาลยังสามารถทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้อีกด้วย เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากๆ เพราะในร่างกายมีกระบวนการธรรมชาติตกแต่งโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้นมาด้วยน้ำตาลเรียกว่า glycation กระบวนการนี้จะทำให้น้ำตาลที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดไปเกาะกับโปรตีนในร่างกายกลายเป็นโมเลกุลชนิดใหม่ขึ้นมา เรียกโมเลกุลนี้ว่า Advanced Glycation End Products (หรือเรียกย่อ ๆ ว่า AGEs) ยิ่งบริโภคน้ำตาลเข้าไปมากเท่าไร ก็จะยิ่งไปกระตุ้นโมเลกุลนี้ว่า Advanced Glycation End Products หรือAGEs มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ก็จะส่งผลกระทบถึงผิวสวยๆ มากยิ่งขึ้นเช่นกัน
อ้างอิงจากงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ในวารสาร the British Journal of Dermatology โดย Brandt กล่าวว่าการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลมากจะทำลายคอลลาเจนต้านการเกิดริ้วรอยชนิดอื่น ๆ ไปด้วย คอลลาเจนในร่างกายนั้นมีหลายชนิด ชนิดที่พบมากในผิวคือ คอลลาเจนชนิดที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่มีอายุการทำงานนานที่สุด glycation จะเปลี่ยนคอลลาเจนชนิดที่ 3 ให้กลายเป็นชนิดที่ 1 ซึ่งแตกหักได้ง่ายกว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจะรู้สึกว่าผิวนุ่มน้อยลง ความเสียหายสุดท้ายที่ AGEs จะสร้างขึ้นคือทำให้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระไม่ทำงานทำให้ผิวของคุณถูกทำลายจากแสงแดดที่แผดเผามากขึ้นอันเป็นสาเหตุหลักของการแก่ชราของผิว
ซึ่งการทำลายคอลลาเจนดังกล่าวนี้ จะเห็นได้อย่างเด่นชัดในผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งเป็นผลพวงของการมีน้ำตาลในเลือดมากและมักจะมีความผิดปกติของผิวแสดงให้เห็นแต่เนิ่น ๆ ขึ้นกับว่าผู้ป่วยจะควบคุมโรคได้มากน้อยเพียงใด ผู้เป็นโรคเบาหวานอาจมี AGEs ในผิวมากกว่าคนปกติถึง 50 เท่า แต่ก็ยังมีวิธีช่วยฟื้นฟูผิวสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพ ซึ่งวิธีหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูคอลลาเจนได้คือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเลิกทานน้ำตาลมากไปเพื่อลดการทำลายสภาพผิว และวิธีบริโภคเพื่อรักษาผิวพรรณให้อ่อนวัยสามารถทำได้ดังนี้
- ลดการทานอาหารหวาน
ไม่ง่ายเลยใช่มั้ยครับที่จะตัดน้ำตาลออกไปจากชีวิตซะทีเดียว เพราะแม้ว่าเราจะทานธัญพืช ผัก ผลไม้ เมื่อทานเข้าไปแล้วก็จะถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสอยู่ดี ซึ่งเป็นอีกตัวการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิด glycation เฮ้อ เลี่ยงไม่ได้เลยใช่มั้ยครับ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เราเลี่ยงได้คือการไม่เติมน้ำตาลลงไปในอาหาร ห้ามเติมน้ำตาลมากกว่า 10% ของแคลอรีทั้งหมด หากคุณเป็นผู้หญิงอายุ 45 ปี สูงประมาณ 5 ฟุต 4 นิ้ว (160 เซนติเมตร) ก็หมายความว่าอย่าทานน้ำตาลเกิน 160 แคลอรี หรือ 10 ช้อนชา หรือประมาณโค้กกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ ถ้าเป็นช็อกโกแลตเฮอร์เช Hershey’s Kisses ก็ทานได้แค่ 6 อัน โดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันทานน้ำตาลกันวันละประมาณ 31 ช้อนชาหรือคิดเป็น 465 แคลอรี
อีกอย่างที่ควรเลี่ยงก็คือ fructose corn syrup น้ำตาลชนิดนี้ได้จากการเปลี่ยนแป้งในข้าวโพดเป็นฟรุคโตสซึ่งเป็นน้ำตาลอีกรูปหนึ่ง น้ำตาลชนิดนี้จะทำให้เกิด AGEs มากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ ช่วยยืดอายุของอาหาร หวานกว่าและถูกกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบน้ำตาลชนิดนี้เป็นส่วนผสมในโซดา น้ำผลไม้ และอาหารประเภท ขนมปัง แครกเกอร์หรือขนมขบเคี้ยว สามารถสังเกตส่วนประกอบของน้ำตาลได้ในป้ายโภชนาการ
- เติมวิตามินบี1 และบี6 ในอาหารที่ทานทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 มิลลิกรัม
วิตามินเหล่านี้เป็นตัวยับยั้งการสร้างAGE ที่มีประสิทธิภาพ วิตามินบี1 และบี6 พบได้ในอาหารทั่วไป แต่อาหารทั่วไปจะมีวิตามินในรูปวิตามินรวม ซึ่งเราจะได้วิตามินบีทั้งสองชนิดรวมแล้วประมาณ 1 มิลลิกรัมครับ หากจะให้ดีก็ทานวิตามินบี1 อย่างน้อยวันละ 1.1 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 1.3 มิลลิกรัม หากคุณอายุเกิน 50 ปีไปแล้วปรับเป็น 1.5 มิลลิกรัม
- ทาครีมกันแดด SPF 30 ทุกวัน
พบว่าผิวที่โดนแดดจะสร้าง AGE มากกว่าผิวที่ได้รับการปกป้อง
- ต้านอนุมูลอิสระทั้งภายในและภายนอก
สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อสู้กับโปรตีนที่โดนน้ำตาลเกาะ สามารถหาสารอนุมูลอิสระทั้งหลายได้จากอาหารที่ทาน เช่น ผลไม้ นัท ผักจำพวกต่าง ๆ เช่น แคนเบอรี วอลนัท และพริกไทยแดง
อีกวิธีหนึ่งคือการทาสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ชาเขียว วิตามินซีและวิตามินอี ซึ่งถือเป็นวิธีที่ช่วยรักษาผิวได้อย่างแท้จริงเพราะมั่นใจได้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระจะซึมเข้าสู่ผิวชั้นที่มีคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่
- ใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยปกป้องผิวจากน้ำตาล
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบเป็น aminoguanidine และ alistin ช่วยปกป้องผิวจาก AGEs ได้ Aminoguanidine จะเข้าไปเกาะกับโมเลกุลเริ่มต้นการเกิด glycation และป้องกันไม่ให้โมเลกุลเหล่านี้ไปเกาะกับคอลลาเจนและอีลาสติน ส่วน Alistin จะทำหน้าที่เป็นตัวล่อ ยอมเสียสละโดนถูกทำลายแทนโปรตีนในชั้นผิวหนังของเรา ในโลชันกันแดดประเภท Anti-AGE Advanced Protection Lotion SPF 25 จะมีส่วนประกอบทั้งสองอย่างอยู่ครับ จากการทดสอบพบว่าผิวที่ทาโลชันนี้เป็นเวลามากกว่า 8 สัปดาห์ จะมี AGE น้อยกว่าผิวที่ไม่ได้ทา 21%
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก :
http://www.vcharkarn.com/vnews/128741
http://www.msnbc.msn.com/id/21257751/
http://en.wikipedia.org/wiki/Advanced_glycation_endproduct