เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินครอบคลุมกว่า 57 จังหวัด และสิ่งที่สูญเสียอีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ที่ประสบภัยและผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ประสบภัยคือ “เสียสุขภาพ” ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งเราจะมีการวางแผนดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมรับมือพิบัติภัยต่างๆ ในอนาคตเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างไร และมีแนวปฏิบัติเพื่อจะดูแลสุขภาพของตนเบื้องต้นได้อย่างไร
“สถานการณ์น้ำท่วมและงานวิจัยเกี่ยวกับโรคที่มากับน้ำท่วม” โดย รศ.ดร.พรทิพย์ เพ็ชรมิตร คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในหัวข้อย่อยที่น่าสนใจจากการประชุมวิชาการเรื่อง “ผลของน้ำท่วมต่อสุขภาพและงานวิจัยรับมือ” ในวันที่ 27 มีนาคม 2555 เวลา 13.30 – 16.10 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
จากการเข้าร่วมฟังการประชุมวิชาการในครั้งนี้ รศ.ดร.พรทิพย์ เพ็ชรมิตร ได้กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่ผ่านมา มีข้อมูลจากศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นฉุกเฉินเมื่อปลายปี 2554 รายงานสถิติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2554 – วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 เป็นต้นมา มีจำนวนผู้เสียชีวิต 813 คน บริเวณภาคเหนือที่ประสบภัยเรื่อยลงมาถึงกรุงเทพฯ จนกระทั้งไหลออกสู่อ่าวไทย โดยสาเหตุที่เสียชีวิตมีหลายสาเหตุ ดังนี้
- จมน้ำ (ร้อยละ 70.6)
- พลัดตกน้ำ (ร้อยละ 70)
- ไฟฟ้าดูด (ร้อยละ 6.8)
- ถูกกระแสน้ำพัด
- ดินโคลนถล่ม
- เรือคว่ำ
- ถูกสัตว์มีพิษกัด หรือต่อย เช่น งูกัด
- สูญหาย
- ไม่มีรายงานสาเหตุการเสียชีวิต เป็นต้น
โรคที่พบบ่อย มีดังนี้
- โรคที่มากับน้ำ ได้แก่ ฉี่หนู ตาแดง น้ำกัดเท้า เป็นต้น
- โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่ บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค ท้องร่วง เป็นต้น
- โรคทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม เป็นต้น
- โรคติดต่อนำโดยแมลง ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น
- อุบัติเหตุและภัยต่างๆ เช่น บาดเจ็บ ไฟฟ้าดูด เป็นต้น
จากการสำรวจและได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ข้างต้น คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเล็งเห็นความสำคัญ และจัดโครงการสำรวจผลกระทบด้านสุขภาพจากน้ำท่วม ณ ตำบลศาลายา ขึ้น ซึ่งผลการสำรวจผลกระทบด้านสุขภาพ มีรายละเอียดดังนี้
อาการเจ็บป่วยที่พบในช่วงน้ำท่วม มีดังนี้
- ปัญหาสุขภาพจิต / ความเครียด (ร้อยละ 31.2)
- น้ำกัดเท้า (ร้อยละ 26.7)
- ไข้ (ร้อยละ 5.4)
- บาดแผล (ร้อยละ 5.4)
- ท้องเสีย (ร้อยละ 2.6)
การตรวจเชื้อโรคในน้ำ
จากการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 80 จุด บริเวณชุมชนใกล้กับมหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ผลจากการตรวจสอบพบว่า คุณภาพน้ำอยู่ในระดับเสื่อมโทรม ซึ่งผลที่ได้จากการตรวจสอบ
พบเชื้อโรคที่สำคัญ ดังนี้
- เชื้อโรคฉี่หนู (ร้อยละ 57.1)
- เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (ร้อยละ 5.7)
- เชื้อ E.coli (ร้อยละ 37.5)
- ไข่พยาธิกลุ่มพยาธิปากขอ (ร้อยละ 37.5)
- เชื้อ Cryptosporidium (ร้อยละ 7.5)
ดังนั้น เมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำจึงทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าบริเวณนั้นมีเชื้อโรคชนิดใดอยู่ และบริเวณที่ร่างกาย
สัมผัสกับน้ำ เช่น ถ้าเท้าสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ เป็นเวลานาน อาจเกิดโรคน้ำกัดเท้า หรือน้ำกระเด็นเข้าตา ถ้าไม่รีบล้างออกโดยเร็ว
อาจทำให้ตาอักเสบและอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดในที่สุด
วางมาตรการการรับมือในอนาคต
การวางมาตรการการรับมือในอนาคตเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ ควรจัดแบ่งการเตรียมการสำหรับ 2 ช่วงคือ ช่วงน้ำท่วม และช่วงหลังน้ำท่วม วางมาตรการเพื่อลดการสูญเสียชีวิต และมาตรการเพื่อลดและป้องกันความเจ็บปวดทั้ง 2 ช่วง ซึ่งเป็นทุกภาคส่วนควรจะตระหนักและดำเนินการเพื่อรับมือต่อไป
ภัยพิบัติเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันที่จะไม่สัมผัสกับสิ่งสกปรกโดยตรงได้ นอกจากนี้ควรมีการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต ควรมีการร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการประสานงาน การดำเนินงานและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต