»
S
I
D
E
B
A
R
«
ธนาคารจุลินทรีย์
August 5th, 2011 by kusa 491 views

จุลินทรีย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญในการทำงานทางด้านอุตสหากรรมอาหาร เกษตรกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ การมีสถานที่เก็บและรักษาจุลินทรีย์ไว้เพื่อให้ความสะดวกแก่การศึกษาวิจัยจึงเป็นที่มาของ “ธนาคารจุลินทรีย์”
ธนาคารจุลินทรีย์ คืออะไร
คือสถานที่รับฝาก เก็บรักษา และดูแลจุลินทรีย์ รวมทั้งให้บริการในการจัดหาจุลินทรีย์ ซึ่งการเก็บรักษาจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก ต้องใช้เทคนิคเฉพาะในการตรวจสอบ และต้องมีการดูแลรักษาเป็นพิเศษ เพื่อให้จุลินทรีย์อยู่ในสภาพที่มีชีวิต มีคุณสมบัติเหมือนดังที่เคยอยู่ตามธรรมชาติ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือเกิดการปนเปื้อน
ธนาคารจุลินทรีย์ มีผู้เชี่ยวชาญตรวจดูลักษณะจุลินทรีย์ และเป็นผู้กำหนดวิธีการและขั้นตอนต่างๆ ในการเก็บรักษา โดยคำนึงถึงการรอดชีวิตของจุลินทรีย์เป็นหลัก และการใช้เทคนิคเฉพาะด้านในการเก็บรักษาจุลินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในสากล ได้แก่ การเก็บรักษาในสภาพแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิระหว่าง -130ถึง -170 องศาเซลเซียส ในถังไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ-196 องศาเซลเซียส หรือในหลอดสภาพแห้งสุญญากาศ หรือ ระเหิดแห้ง (Freeze drying) ที่อุณหภูมิ 4-10 องศาเซลเซียส
ธนาคารจุลินทรีย์แห่งแรกของโลก
ตั้งอยู่ที่ กรุงปราก ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เมื่อปี พ.ศ.2433 หรือประมาณกว่าร้อยปีมาแล้ว เพราะการมองเห็นการณ์ไกลว่า จุลินทรีย์จะมีบทบาทและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติในอนาคต แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้ธนาคารจุลินทรีย์แห่งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้วในช่วงของการเกิดสงครามโลก อย่างไรก็ตามมีธนาคารจุลินทรีย์ทยอยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งธนาคารจุลินทรีย์ในปีพ.ศ.2446 และประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งธนาคารจุลินทรีย์ขึ้นในปีพ.ศ.2447 ปัจจุบันมีธนาคารจุลินทรีย์มากกว่า 500 แห่ง ใน 68 ประเทศ
ธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค BIOTEC Culture Collection-BCC
สวทช.ได้จัดตั้ง ธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค (BIOTEC Culture Collection-BCC) ขึ้นในปี 2540 เพื่อพัฒนางานเก็บรักษาจุลินทรีย์ให้เป็น”ศูนย์จุลินทรีย์แห่งชาติ” เพื่อให้สามารถรองรับการศึกษาและทดสอบของนักวิจัยในมหาวิทยาลัย และหน่วยงานของรัฐ นอกจากนั้นการทำงานวิจัยจุลินทรีย์เมื่อการทำงานเสร็จสิ้นลงมักไม่มีการเก็บจุลินทรีย์ไว้ หรือจุลินทรีย์ที่เกิดจากงานวิจัยมักสูญหาย คงเหลือไว้เพียงรายงานเรื่องราวและข้อมูลที่พิมพ์เผยแพร่เท่านั้น การนำจุลินทรีย์ที่ศึกษาไว้แล้วมาศึกษาต่อยอดจึงไม่สามารถทำได้ การดำเนินงานธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค ไบโอเทคได้พัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการจุลินทรีย์ที่จัดเก็บในธนาคารจุลินทรีย์อย่างเป็นระบบ จนสามารถสร้างรูปแบบที่เหมาะสมและมีมาตรฐานสากลในการนำจุลินทรีย์ไปศึกษาโดยนักวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการจัดทำข้อตกลงการถ่ายโอนวัสดุชีวภาพ หรือ MTA (Material Transfer Agreement) ระหว่างผู้ให้และผู้รับ ซึ่งข้อตกลงได้ระบุไว้ชัดเจน ในเรื่องขอบเขตการใช้การรักษาผลประโยชน์ของนักวิจัย และประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรหรือจุลินทรีย์นั้น ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานเป็นที่ยอมรับและมีการนำไปปรับใช้ทั้งในประเทศไทยและประเทศในแถบอาเซียน
ธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค ได้พัฒนาการดำเนินงานมาจนเป็นผู้นำด้านการจัดการจุลินทรีย์ในกลุ่มประเทศอาเซีย และมีการสร้างพันธมิตรเครือข่าย 12 ประเทศ โดยเมื่อปี พ.ศ.2548 ได้เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมจัดตั้งเครือข่ายข้อมูลจุลินทรีย์ของกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ ACM (Asian Consortium for Conservation and Sustainable Use of Microbial Resources) โดยการพัฒนาเครือข่ายข้อมูลสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน แรกเริ่มดำเนินการโดยประเทศที่มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ ประเทศไทย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น และปีพ.ศ.2550 ผู้แทนประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในการจัดทำรูปแบบการจัดการจุลินทรีย์ให้แก่สมาชิก จุลินทรีย์ที่เก็บรักษาไว้ในธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค
ปัจจุบันธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค เก็บรักษาจุลินทรีย์มากกว่า 30,000 สายพันธุ์ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่จำแนกชนิดแล้ว 1,400 ชนิด 900 สกุล นอกจากนั้นยังรับฝากเก็บจุลินทรีย์ที่มีค่าและนำไปจดสิทธิบัตรด้วย จุลินทรีย์ 30,000 สายพันธุ์ที่เก็บรักษาไว้ ประกอบด้วย รา แบคทีเรีย และ ยีสต์ โดยมีรามากที่สุด ซึ่งไบโอเทคสนใจศึกษามาก คือ ราแมลง เนื่องจากมีประโยชน์ในการควบคุมศัตรูพืชทางด้านการเกษตรได้ในส่วนของแบคทีเรีย ไบโอเทคสนใจกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตน้ำส้มสายชู กลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเชื้อตั้งต้นของการผลิตแหนมและถั่วเน่า ทั้งนี้เพื่อพัฒนาการผลิตแหนมและถั่วเน่า สำหรับยีสต์ที่เก็บรักษาในธนาคารจุลินทรีย์ ส่วนใหญ่เป็นยีสต์ที่ใช้ผลิตไวน์และแอลกอฮอล์ และกำลังหายีสต์ที่ผลิตโอเมก้า-3 ที่อยู่ในน้ำมันตับปลาที่อยู่ในทะเล และสนใจ ศึกษาหาเอนไซม์จากยีสต์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป
ตัวอย่างจุลินทรีย์ในธนาคารจุลินทรีย์ที่มีการดำเนินงานตรวจความสามารถ เพื่อหาทางนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
-จุลินทรีย์ที่ผลิตเอมไซม์หรือสารช่วยย่อยมากกว่า 2,000 สายพันธุ์
-จุลินทรีย์ผลิตสารเคมีที่มีศักยภาพเป็นยารักษาโรคได้ เกือบ4,000 สายพันธุ์
-จุลินทรีย์ที่เป็นเจ้าบ้าน (host) ของสารพันธุกรรม เกือบ 40 สายพันธุ์
-ชิ้นส่วนสารพันธุกรรม เกือบ 100 ชนิด
การให้บริการของธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค
การรับฝาก
ธนาคารจุลินทรีย์รับฝากจุลินทรีย์ โดยมีขั้นตอน คือ การรับตัวอย่างหรือเชื้อจากผู้ฝาก การลงทะเบียน การเพาะเชื้อ การเก็บรักษา การตรวจสอบความถูกต้อง เช่น การตรวจสอบชื่อของจุลินทรีย์ให้ตรงกับตัวจุลินทรีย์ การเก็บรักษาหลักฐานแสดงความสำคัญของจุลินทรีย์ที่นำมาฝากเก็บที่สามารถพิสูจน์ได้ หากผู้ฝากอนุญาตให้นำจุลินทรีย์ไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ ธนาคารจุลินทรีย์จะทำการเผยแพร่ข้อมูลในออนไลน์แคตตาล็อก
เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยในวงกว้าง ไบโอเทคให้บริการรับฝากจุลินทรีย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากเจ้าของจุลินทรีย์อนุญาตให้นำจุลินทรีย์ไปศึกษาค้นคว้าได้ ส่วนกรณีที่เป็นการรับฝากจุลินทรีย์เพื่อใช้ในหน่วยงานเฉพาะ การฝากเก็บรักษามีค่าบริการ 10,000 บาทหรือ 400 เหรียญสหรัฐอเมริกา ต่อเชื้อ 1 ตัวอย่าง ต่อการให้บริการ 5 ปี การขอใช้จุลินทรีย์
ผู้ประสงค์ขอใช้จุลินทรีย์สามารถสืบค้นและสั่งจุลินทรีย์ได้จากออนไลน์แคตตาล็อก ที่ http://bcc.biotec.or.th โดยมีค่าบริการ 500-1,000บาท หรือ 50-100 เหรียญสหรัฐ ต่อเชื้อ 1 ชนิด แต่ทั้งนี้หากเป็นหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรหรือเป็นหน่วยงานที่ส่งรายงานการศึกษาให้กับไบโอเทค สามารถขอใช้จุลินทรีย์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
จากข้อมูลการขอใช้บริการประกอบด้วย
-กลุ่มนักวิจัยไบโอเทคที่ต้องการนำจุลินทรีย์ไปศึกษาวิจัย
-กลุ่มนักวิจัยภายนอกที่นำเชื้อมาฝากเก็บเพื่อการตีพิมพ์หรือเพื่อการเผยแพร่ และนำจุลินทรีย์ไปใช้
-นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
-เอกชน เช่น บริษัทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรรม ปุ๋ย เส้นใยและสิ่งทอ อาหารสัตว์ บริษัทผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ฯลฯ
การให้บริการจัดจำแนกจุลินทรีย์
ไบโอเทคมีนักจัดจำแนกกลุ่มแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่สามารถให้บริการจัดทำจำแนกจุลินทรีย์ โดยใช้เทคนิคที่ทันสมัยและแม่นยำ ทั้งนี้มีค่าบริการตามชนิดของจุลินทรีย์ และระดับของการจำแนก การบริการด้านเทคนิคการเก็บรักษาแบบระเหิดแห้ง
ธนาคารจุลินทรีย์ไบโอเทค มีการให้บริการด้านเทคนิคการเก็บรักษาแบบระเหิดแห้ง เพื่อสนับสนุนการเก็บรักษาจุลินทรีย์ในภาครัฐและเอกชนที่ประสงค์จะดูแลจุลินทรีย์ด้วยตนเอง ซึ่งเทคนิคการเก็บรักษาแบบระเหิดแห้งสามารถทำให้จุลินทรีย์มีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน 10-30 ปี เครือข่ายศูนย์การเก็บรักษาจุลินทรีย์แห่งประเทศไทย
ประเทศไทยมีองค์กรหลายแห่งที่มีศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ เพื่อใช้ในงานสอนและงานวิจัยเฉพาะในหน่วยงาน โดยมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เปิดให้บริการต่อสาธารณะชน ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขและกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานเหล่านี้ได้ร่วมมือกันจัดตั้งเป็นเครือข่ายศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์แห่งประเทศไทย มีไบโอเทคเป็นสำนักงานเลขานุการของเครือข่าย โดยให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน ในการนำจุลินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการอุตสาหกรรม สาธารณสุข เกษตรและสิ่งแวดล้อม
จุลินทรีย์เป็น ทรัพยากรชีวภาพที่ประเทศไทยมีความหลากหลายของสายพันธุ์จุลินทรีย์ ทั้งนี้โดยธรรมชาติความหลากหลายของจุลินทรีย์มีมากในประเทศเขตร้อน นอกจากนั้นประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ คือ ความเหมาะสมในด้านอุณหภูมิ ความชื้น และสารอาหารของจุลินทรีย์ที่มีในน้ำและดิน การมีธนาคารจุลินทรีย์เป็นศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์จึงมีประโยชน์อย่างมากในการศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างและกลไกชีวิตของจุลินทรีย์อย่างลึกซึ้ง และเพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีความหลากหลายนี้สำหรับการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ
บรรณานุกรม : Science in action  5,  4(เมษายน 2552) : 16-18

Share

Comments are closed

»  Substance: WordPress   »  Style: Ahren Ahimsa