ดร.สรวง สมานหมู่ และทีม กับรางวัลจากการแข่งขันในงาน Intel-DST Asia Pacific Challenge 2012
“เครื่องตรวจเบาหวานจากลมหายใจ” ผลงานวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ได้ส่งผลงานเข้าแข่งขัน ในงาน Intel-DST Asia Pacific Challenge 2012 ณ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ได้รับ “รางวัล Audience Choice Winner Award” จากการลงคะแนนของผู้ร่วมงาน งานดังกล่าวจัดขึ้นสำหรับนักสร้างสรรค์นวัตกรรมและนักธุรกิจหน้าใหม่ด้านเทคโนโลยีใน 12 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมี 15,000 โครงการที่เข้าร่วมแข่งขัน
ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิจัยห้องปฏิบัติการวิจัยทรัพยากรชีวภาพ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีทรัพยากรชีวภาพ ไบโอเทค ผู้วิจัยและพัฒนาเครื่องตรวจดังกล่าว เผยว่า ได้ค้นคว้าและวิจัยหาวิธีในการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ไม่ต้องการให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บตัว สะดวกในการใช้ และไม่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานรู้สึกถึงความเป็นผู้ป่วยของตัวเอง
Read the rest of this entry »
3D Printing เป็นเทคโนโลยีการขึ้นรูปชิ้นงานโดยอาศัยการก่อหรือสร้างเนื้อวัสดุขึ้นมาทีละชั้น โดยไม่ต้องสร้าง แม่พิมพ์ก่อน เป็นการลดต้นทุนในการผลิตชิ้นงานจำนวนน้อย อีกทั้งการผลิตชิ้นงานสามารถใช้วัสดุได้หลาย ประเภท โดยอัจจุบันราคาเรื่องพิมพ์ 3 มิติมีราคาถูกลงมาก จึงเป็นไปได้ที่ในอนาคตอันใกล้จะมีการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติอย่างแพร่หลาย รวมถึงในระดับครัวเรือนด้วย
Printed Paper Battery เทคโนโลยีการพิมพ์แบตเตอรี่ลงบนกระดาษ โดยมีวิธีการทำให้เกิดเป็นเซลไฟฟ้าเคมีที่สมบูรณ์ซึ่งก็คือ แบตเตอรี่ โดยแบตเตอรี่กระดาษนี้บางเบา สามารถโค้งงอม้วนพับได้ มีราคาถูก นอกจากนี้สามารถเลือกใช้วัสดุเก็บพลังงานที่ใช้แล้วทิ้งโดยไม่มีสารพิษที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่ข่าวสารสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นได้นั้น เป็นเพราะเรามี Smart Device ที่ดีในการนำมาสนับสนุนให้เทคโนโลยีการสื่อสาร และการเชื่อมต่อเป็นไปอย่างไม่มีสะดุด แต่หากปัจจุบัน Smart Device ไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อระวัง ป้องกันและรักษาในทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ “พรมวิเศษวิเคราะห์รอยเท้า”
สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้าง พัฒนา และส่งเสริมให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีในประเทศอย่างแพร่หลายจึงได้จัดงาน NSTDA Investors Day ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเสนองานวิจัยและเทคโนโลยีของ สวทช. และของหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วว่ามีศักยภาพสูงในการลงทุนผลิตสินค้าหรือให้บริการ เพื่อให้นักลงทุนและนักอุตสาหกรรม ได้มีโอกาสเข้าถึงหรือเลือกซื้อผลงานวิจัยและเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อนำไปลง ทุนหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ
สำหรับ งาน NSTDA Investors’Day 2012 ในปีนี้ เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “นักวิจัยคิด นักธุรกิจลงทุน หมุนเศรษฐกิจไทย สู่ AEC” โดยสมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพและตลาดหลัก ทรัพย์ (กลต.) ร่วมเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดงานพร้อมด้วยหน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และ มหาวิทยาลัยเครือข่ายร่วมแสดงผลงานด้วย โดยภายในงานจะประกอบไปด้วยการแสดงนิทรรศการของผลงานวิจัยและเทคโนโลยี การนำเสนอผลงานในลักษณะ investment pitching การบรรยายและการเสวนาวิชาการ การบริการสนับสนุนภาคเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ ของ สวทช. และเปิดให้มีการเจรจาธุรกิจ
การจัดกลุ่มผลงานน่าสนใจที่ร่วมจัดแสดง 22 ผลงาน และผลงานของหน่วยพันธมิตร
ผลงานของ สวทช.
อาหารและการเกษตร
สุขภาพและการแพทย์
3D Game Knowledge Library Application
ปัจจุบันคนรุ่นใหม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเกมมากขึ้นเห็นได้จากหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเปิดการเรียนการสอนในด้านนี้ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับมีคนสมัครเข้าเรียนจำนวนมาก
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีโอกาสเรียนด้านนี้ แต่มีความสนใจอยากหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเกมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีก ต่อไป เมื่อ บริษัท เอ็ดดูเฟ็กซ์ จำกัด ได้พัฒนาและคิดค้นแอพพลิเคชั่นชื่อว่า “ห้องสมุด 3 มิติเพื่อการเรียนรู้การทำเกม” หรือ 3D Game Knowledge Library (3DGL) เพื่อเป็นสื่อในการมอบความรู้และเผยแพร่ประสบการณ์การทำเกมให้แก่ผู้ที่สนใจ ได้มีความรู้และเข้าใจเรื่องเกมได้ง่ายยิ่งขึ้น
นายณภัทร วรรณเพ็ญสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ดดูเฟ็กซ์ จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง คือ ปัจจุบันนอกจากจะรับหน้าที่บริหารงาน บริษัท เอ็ดดูเฟ็กซ์ แล้ว ยังต้องดูแลเรื่องทรัพยากรบุคคล ของบริษัท คอร์เซล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเกม ก็จะได้มีโอกาสพูดคุยได้สัมภาษณ์เด็กที่เข้ามาสมัครงานตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเห็นว่าเด็กบางคนมีแวว แต่ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ หรือเด็กบางคนมีใจรัก ไอเดียดี แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งการจะสอนให้หมดหรือให้เด็กต้องมาเรียนรู้งานจริงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ 2-3 เดือน
Hiriko Fold รถยนต์พับได้
ทราบหรือไม่ จากข้อมูลสถิติรถจดทะเบียนใหม่ จำแนกตามประเภทรถ ปี 2550 – 2555 ในประเทศไทย มีจำนวนถึง 1,784,617 คัน ถ้าหากนับข้อมูลสถิติย้อนหลังรับรองว่า ล้นหลาม จนนับกันเหนื่อยเลยทีเดียว และปัญหาจากการมีรถยนต์ที่คราคร่ำอยู่บนท้องถนน ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่สามารถแก้ไขได้เสียที คงหนีไม่พ้น “รถติด” และปัญหาที่จอดรถไม่พอ หายากและคับแคบ เรียกว่าจะจอดรถที่ต้องจอดซ้อนคันกันเลย ปัญหาที่กล่าวมานี้ ผู้ขับขี่ในเมืองคุ้นเคยกันดี ดังนั้นปัญหาระดับชาตินี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัย Changing Places จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ DENOKINN จากสเปน ได้พัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถพับเก็บตัวเองได้เพื่อให้พอดีกับที่จอดรถ
วันที่ 23 สิงหาคม 2555 ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะ ได้เข้านำเสนอข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ที่อาคารรัฐสภา ๓ ในหัวข้อ “เทคโนโลยีไดโอดเปล่งแสง (LED) และโอกาส ของไทย” โดยเนื้อหาหลักได้กล่าวถึง องค์ความรู้ด้าน LED การ ประยุกต์ใช้งาน สถานภาพและโอกาสของอุตสาหกรรม แนวทางสนับสนุนการวิจัยพัฒนา ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม LED ของไทย (ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอ)
ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีให้ความสนใจต่อเรื่อง LED อย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำ LED มาใช้งาน กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยในที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างขีด ความสามารถของประเทศเพื่อการต่อยอดในอุตสาหกรรม รวมทั้งแนวทางการกำหนดมาตรฐาน LED ในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่นำ LED ไปใช้งาน
นอกจากนี้ ทางกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังได้เรียนเชิญผู้ แทนจากสำนักมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) และผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าร่วมนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรฐาน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ LED ในครั้ง นี้ด้วย
พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของ Smithsonian Institute
ช่วง ฤดูร้อน เป็นช่วงที่มีคนมาเยี่ยมเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มากที่สุด เนื่องจากสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยวและ เดินชมสถานที่ ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา จุดเด่นหนึ่งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ควร พลาดคือการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของ Smithsonian Institute พูดได้ว่า หากคุณไม่ได้แวะเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของ Smithsonian แล้ว ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ยานนาซ่ายิงเลเซอร์เชมแคมใส่หินดาวอังคารจนกลายเป็นจุณ หวังศึกษาส่วนประกอบทางเคมีขั้นพื้นฐานโยงสภาพแวดล้อมที่อาจจะเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต
ภารกิจของยานสำรวจ “Curiosity” ในการลงสำรวจดาวอังคารครั้งนี้ การสำรวจหินในบริเวณจุดลงจอดว่ามีหลักฐานเคยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ นาซาจึงส่งเครื่องมือสำรวจทางเคมีและกล้องที่ดีที่สุดมากับยานลำนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งนี้แสงเลเซอร์เชมแคมมีพลังงานกว่า 1 ล้านวัตต์ ถูกยิงมาจากเสาที่ติดตั้งบนยานเคอเรียสซิตี้ ระยะห่างจากก้อนหิน 2.5 เมตร ราวๆ 30 จุด ใช้เวลาในการยิง 10 วินาที จนก่อให้เกิดหลุมไหม้ขนาดเล็ก สำหรับภารกิจดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์หวังเพื่อที่จะทราบถึงส่วนประกอบทางเคมีขั้นพื้นฐานของก้อนหินว่าเคยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ และถือเป็นการทดสอบความพร้อมของระบบแสงเลเซอร์เมื่อต้องเจอกับงานหนักในอนาคต
อุปกรณ์เชมแคมติดตั้งอยู่บนเสาของยาน Curiosity ซึ่งสามารถยิงแสงเลเซอร์ลงมาบนหินที่ต้องการสำรวจจากระยะไกลที่สุด 7 เมตร แสงเลเซอร์อินฟราเรดจะมีพลังงานกว่า 1 ล้านวัตต์ ยิงตรงไปที่ก้อนหินเป็นเวลานานเพียงเศษเสี้ยวของวินาที ซึ่งเพียงพอที่จะบอกให้นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บนโลกทราบถึงองค์ประกอบทางปรมาณูในก้อนหินได้
รายการอ้างอิง : “ยานนาซายิงเลเซอร์ใส่ “หินดาวอังคาร” ศึกษาข้อมูลเชิงวิทย์”. ไทยรัฐ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thairath.co.th/content/oversea/284860. (วันที่ค้นข้อมูล : 20 สิงหาคม 2555).
นาซ่าส่งยานอวกาศไปลงดาวอังคารสำเร็จด้วยความเสี่ยง
หนังสือพิมพ์ the Washington Post ได้รายงานว่า องค์การนาซ่าได้ประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศเดินทางไปลงยังดาวอังคาร มีระยะทาง 354 ล้านไมล์ ด้วยความเร็ว 13, 200 ไมล์/ชั่วโมง ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง และเจ้าหน้าที่นาซ่าเรียกช่วงความเสี่ยงนี้ว่า “เจ็ดนาทีแห่งความน่ากลัวอย่าง ที่สุด”
อย่างไรก็ดี ยานอวกาศได้นำยานแยกส่วนที่เรียกว่า Mars rover ไปลงตามเป้าหมาย โดยบินผ่านส่วนที่เป็น eye of the needle และสามารถแตะพื้นภายในวงโคจร 5 ไมล์ (จาก 13 ไมล์) ซึ่งนาซ่าบอกว่า ภารกิจนี้มีการลงทุนถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ยานแยกส่วนดังกล่าวหรือ rover มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สลับซับซ้อนมากกว่ายานซึ่งมีการพัฒนาช่วงแรกๆ และต้องสามารถบินไปลงในสถานที่ที่อันตรายได้มากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถทำการทดสอบได้อย่างเต็มรูปแบบบนพื้นโลก รวมทั้ง ต้องมีการใช้ sky crane เพื่อยกยานให้สามารถร่อนลงจอดบนพื้นด้วย John Grunsfeld, Chief Scientist ของนาซ่ากล่าวว่าเนื่องจากการร่อนลงจอดเป็นไปค่อนข้างลำบาก ประกอบกับการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและไม่เคยมีมาก่อนซึ่งบังคับจากพื้นดิน ภารกิจครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากที่สุดในรอบสิบปี วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์จะต้องคอยรอฟังเสียงการสัมผัสพื้นซึ่งดัง “บิ๊บ” จากรหัสคอมพิวเตอร์ที่รายงานความปลอดภัยของการลงจอด ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะได้รับสัญญาณได้เมื่อการโคจรของดาวอังคารอยู่ ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และหากไม่ได้รับสัญญาณอะไรจากวงโคจรภายใน 18 ชั่วโมง ก็หมายถึงภารกิจที่ล้มเหลว ภารกิจครั้งนี้ได้รับความสนใจติดตามจากทั่วโลก นับแต่ ทางใต้ของออสเตรเลียจนถึงโรม อิสราเอลจนถึงเกาะ Crete ประเทศกรีซ ประเทศสหรัฐฯ นับแต่ แอทแลนต้าจนถึงซีแอทเทิล และโฮโนลูลู นาซ่าเองยังเข้าไปสนับสนุนการติดตั้งจอขนาดใหญ่บนยอดตึกในไทม์สแควร์ นิวยอร์ค เพื่อให้คนติดตามชม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/8725-science-and-technology-news
โครงสร้างของ Aerographite
คณะนักวิทยาศาสตร์จาก Kiel University (KU) และ Hamburg University of Technology (TUHH) ได้ตั้งชื่อสิ่งที่พวกเขาร่วมกันคิดค้นว่า “Aerographite” ซึ่งเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาสุดที่ในโลกที่เกิดจากโครงข่ายท่อคาร์บอนนาโนและ ไมโครที่มีรูพรุนที่ทักทอกันเป็นโครงสร้างสามมิติ ทำให้วัสดุที่ได้นี้มีน้ำหนักเพียงแค่ 0.2 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าโฟม (Styrofoam) ถึง 75 เท่า ถึงแม้ว่า Aerographite จะมีน้ำหนักที่เบา แต่มันยังเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงมากอีกด้วย ผลงานทางวิทยาศาสตร์นี้ได้รับการเผยแพร่ในนิตยสาร Advance Materials เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555
รายงานอัตราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมของประชากรในประเทศกำลังพัฒนา
เมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งที่ผู้หญิงทั่วโลกเป็นและเป็นสาเหตุการตายมากที่สุดนั่นก็คือ โรคมะเร็งเต้านม การพัฒนาวิธีการตรวจหาและรักษาโรคมะเร็งเต้านมในช่วงกว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ผู้หญิงมีอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่ตัวเลขผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับการเปิดเผยนั้นถือเป็นความท้าทายที่ยากลำบาก
เมื่อทำการเปรียบเทียบอัตราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมตามฐานอายุของผู้หญิงทั่วโลก พบว่า มีอัตราแตกต่างกันมากกว่า 13 เท่า เนื่องจาก การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศตะวันตกนั้นทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาในหลายๆ ประเทศมีอัตรา การป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมต่ำมาก เนื่องมาจากประชากรในประเทศมีอัตราการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมต่ำ ส่งผลให้รายงานอัตราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมของประชากรในประเทศกำลังพัฒนานั้นต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์ของรายงานขึ้น
Higgs particle หรือ Higgs boson
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอนุภาคฮิกส์ (Higgs particle หรือ Higgs boson) และสนามพลังฮิกส์ (Higgs field) เกิดขึ้น ในช่วงปี ค.ศ. 1970s โดยนักฟิสิกส์กลุ่มหนึ่งประกอบด้วย Peter Higgs, Robert Brout และ François Englert ได้เสนอทฤษฎีที่ว่าอนุภาคต่างๆ ไม่มีมวล แต่มวลของอนุภาคต่างๆ นั้น เกิดขึ้นหลังจากการมีปฏิสัมพันธ์กับอนุภาคฮิกส์ ซึ่งสนามพลังฮิกส์ (Higgs field) เกิดขึ้นหลังจากปรากฏการณ์บิ๊กแบง ทำให้จักรวาลมีอุณหภูมิลดลงจนมีค่าต่ำกว่าค่าวิกฤต และเกิดเป็นสนามพลังที่ไม่สามารถมองเห็นได้เรียกว่า “สนามพลังฮิกส์ (Higgs field)” ขึ้น โดยอนุภาคฮิกส์ที่อยู่ในสนามพลังฮิกส์นั้น ทำหน้าที่ถ่ายทอดมวลให้กับอนุภาคอื่นๆ ที่ไม่มีมวล โดยอนุภาคไหนที่มีปฏิสัมพันธ์กับอนุภาคฮิกส์มากก็จะมีมวลมาก เป็นผลให้อนุภาคที่มีมวลมากเคลื่อนที่ได้ช้าลง แต่ในขณะที่อนุภาคที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสนามพลังฮิกส์เลยก็จะไม่มีมวล และสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเทียบเท่ากับความเร็วแสง (3 x 108 เมตรต่อวินาที)
จากทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้น จึงได้มีนักวิทยาศาสตร์ หลายท่านพยายามค้นหาอนุภาคฮิกส์มานานกว่า 40-50 ปี แต่ในอดีตเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองยังไม่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการค้นหาอนุภาคดังกล่าว เนื่องจากอนุภาคฮิกส์นั้นมีมวลมากและจะสลายตัวทันทีที่มันก่อตัวขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เครื่องเร่งอนุภาคที่มีพลังงานสูงมากในการตรวจจับและบันทึกข้อมูล เมื่อเร็วๆ นี้องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (European Organization for Nuclear Research หรือ CERN) ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ความมีตัวตนของอนุภาคฮิกส์ จากการคำนวณตาม แบบจำลองมาตรฐาน เครื่องเร่งอนุภาคจะต้องใช้พลังงานสูงถึง 1.4 TeV (1.4×1012 eV) ในการผลิตอนุภาคมูลฐานให้ มากพอที่สามารถตรวจวัดได้โดยทาง CERN จึงได้เริ่มการทดลองมาตั้งแต่ ค.ศ. 2010 โดยใช้เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider หรือ LHC)